Sample Page

The Courage to Be Happy

The Courage to Be Happy

ชีวิตของเยาวชนในสมัยปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเร็วตามมากตามกระแสของโลก ทั้งด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร การหาความรู้ การทดลองอะไรใหม่ ๆ ทุกอย่างพยายามที่จะดึงเยาวชนให้ไปตามกระแสเหล่านั้น ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ ก็คือ เยาวชนต้องอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่เชี่ยวกราก ไหลไปได้ทุกทิศทาง พร้อมที่จะไปได้ทุกที่ เราคงไม่สามารถปฏิเสธสภาพความเป็นจริงเหล่านี้ได้ ในมุมมองของเยาวชนเองอาจจะมองโลกที่เปลี่ยนแปลงนี้ เป็นสายน้ำนี้ช้าลงกว่าที่เรามอง เพราะเยาวชนนั้นเกิดและเติบโตพร้อมกับสภาพสังคมแบบนี้ เรียนรู้กับความเป็นธรรมชาติของสังคมแบบที่พวกเขาอาศัยอยู่

มีเยาวชนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ถูกสายน้ำที่เชี่ยวกรากนี้ พรากความเป็นเยาวชนของพวกเขาออกไป ทำให้สูญเสียการเป็นตัวของตนเองไป หันไปให้ความสำคัญกับความสำเร็จในชีวิตจนยอมทำในสิ่งที่ผิดต่อคุณธรรม ศีลธรรมที่ถูกต้องตามคำสอนของศาสนา เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จในชีวิต บางครั้งตัวเยาวชนเองก็ลืมบางสิ่งที่สำคัญกว่าความสำเร็จในชีวิตไป คือ “การดำเนินชีวิตประจำวันให้มีความสุข” หลายคนคงคิดว่าความสุขในชีวิตเกิดจากการที่ได้มีบ้าน มีรถ ได้ไปเที่ยวพักผ่อนที่สวยงาม มีเงินใช้ มีทุกอย่างครบ แล้วชีวิตจะมีความสุข “ แต่ความสุขที่ยิ่งใหญ่และมาเร็วกว่า คือ ความสุขในชีวิตประจำวัน ” ต้องหันมามองสิ่งดี ๆ ในชีวิตประจำวัน มีความสุขกับสิ่งเหล่านั้น อย่าปล่อยให้สายน้ำนั้นพรากความสุขในชีวิตประจำวันของเราไปได้ ความสดใสในการเป็นเยาวชน พลังในความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าหาญ ความสนุกสนาน เพื่อน มิตรภาพ ความรัก ทั้งหมด คือ ความสุขแบบเยาวชน ที่เราทุกคนนั้นมีอยู่ในตนเอง 

วัยเยาวชนเป็นวัยที่เปี่ยมด้วยพลัง เปี่ยมด้วยความหมาย และเป็นช่วงเวลาที่กำหนดชีวิตของเราที่เหลืออยู่ ถ้าเยาวชนหันมาสนใจกับคุณค่าในวัยของตนเอง ทบทวนสิ่งที่ต้องการค้นหา ซึ่งนั้นคือ ความสุขที่อยู่ในตัวของเยาวชนทุกคน ขอให้เยาวชนจงกล้าที่ค้นหาความสุขของตนเองท่ามกลางกระแสน้ำของโลกที่เปลี่ยนแปลง เดินเคียงข้างกันและกัน อาศัยการนำของพระจิตเจ้าเป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต เพื่อมุ่งสู่ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า แล้วเยาวชนทุกคนจะเจอกับความสุขนั้นไปตลอดชีวิต

Is am are: ภราดา คฑาวุธ
สิทธิโชคสกุล

ภราดา คฑาวุธ สิทธิโชคสกุล ปัจจุบัน อายุ 31 ปี

เป็นสัตบุรุษวัดพระนามเยซู ชลบุรี สังฆมณฑลจันทบุรี 

บราเดอร์ได้รับการศึกษาจากชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนปรีชานุศาสน์

ระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียน ดาราสมุทร ศรีราชา

ระดับปริญญาตรี  สาขาคริสตศาสนศึกษา วิทยาลัยแสงธรรม

และสาขาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ระดับปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร 

ปัจจุบัน บราเดอร์ได้รับหน้าที่เป็นจิตตาธิการ วาย ซี เอส ระดับชาติ 

ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง

และเป็นเลขาฝ่ายการศึกษาของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย

เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานกับเยาวชน เหมือนบราเดอร์ได้มองย้อนไปในอดีตของตนเอง ในสมัยที่เป็นเด็ก บราเดอร์ ชอบทำกิจกรรม ชอบเข้าค่าย ชอบรู้จักเพื่อนใหม่ ๆ และชอบเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ มาโดยตลอด สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้บราเดอร์มาบวชในคณะเซนต์คาเบรียลก็คือ บรรดาบราเดอร์ที่มาจัดกิจกรรมอย่างสนุกสนาน ได้ความรู้ และแฝงไปด้วยหลักธรรมต่าง ๆ พอตนเองได้มารับหน้าที่นี้ จึงได้นำประสบการณ์ของตนเองมาแบ่งปันและฟังเสียงความต้องการเยาวชนเป็นหลัก ในองค์กร วาย ซี เอส มีประโยคหนึ่งที่บราเดอร์ชอบคือ เป็นองค์กรของเยาวชน โดยเยาวชน และเพื่อเยาวชน ดังนั้นกิจกรรมต่าง ๆ หรือการเคลื่อนไหวขององค์กรจึงเป็นหน้าที่ของเยาวชน โดยมี บราเดอร์ จิตตาภิบาล และคณะครูเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำและกำลังใจ

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของการเป็นจิตตาธิการ วาย ซี เอส ระดับชาติ บราเดอร์ยังคงมุ่งให้เยาวชนเป็นบุคคลที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าตัดสินใจ ภายใต้หลักการคิด see judge act  เน้นบทบาทของการสร้างความเป็นผู้นำให้กับเด็กทุกคน ถึงแม้ว่าเรารู้ว่าไม่ใช่เด็กทุกคนจะเป็นผู้นำได้ แต่เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ความเป็นผู้นำได้ และความเป็นผู้นำต้องอาศัยประสบการณ์และลงมือทำ  อีกทั้งเด็กๆแต่ละคนก็พร้อมที่จะเป็นอัจฉริยะในด้านต่างๆตามแต่เด็กถนัดและสนใจ เราก็พร้อมที่เป็นกำลังใจ แรงผลักดัน และผู้ส่งเสริมให้เด็กๆแต่ละคนไปสู่จุดมุ่งหมายโดยมีพระคริสต์เจ้าเป็นเพื่อนร่วมทางกับเด็ก

บราเดอร์ขอเป็นกำลังใจให้กับเยาวชนทุก ๆ คน จงจดจำไว้เสมอว่า เด็ก ๆ และเยาวชนเป็นพระพรของพระศาสนจักร และยังเป็นปัจจุบันของพระศาสนจักรอีกด้วย ไม่มีอะไรที่เราเยาวชนจะทำไม่ได้ เราสามารถจะทำ จะเป็น จะเปลี่ยนแปลงตามที่เราคาดหวังไว้ได้ทุกอย่าง เมื่อต้องการความช่วยเหลือ กำลังใจ หรืออะไรก็ตาม ขอให้คิดถึงพวกเรา พวกเราจะคอยเป็นกำลังใจ เป็นผู้สนับสนุน และเป็นเพื่อนร่วมทางกับพวกเราเสมอ ดังที่พระคริสตเจ้าทรงอยู่กับพวกลูก ๆ เยาวชนตลอดเวลา

บราเดอร์อยากให้พระศาสนจักร และบรรดาผู้ใหญ่ เปิดใจรับฟังเสียงของเด็ก ๆ และเยาวชนให้มากขึ้น ไม่เพียงแค่ฟัง แต่ต้องฟังอย่างตั้งใจ เชื่อใจ และทุ่มเทใจให้กับพวกเขา หลาย ๆ ครั้งในอดีตเราคงเคยได้ยินคำว่า อย่าคบเด็กสร้างบ้าน หากแต่วันนี้เด็ก ๆ และเยาวชนพวกนี้แหล่ะ ที่จะสร้างพระศาสนจักรไปพร้อมกับพวกเราทุก ๆ คน

Emmaus – เอสมาอูส ทุก ๆ ที่เราสามารถพบพระเจ้าได้

ซ.ปิยฉัตร มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อจะได้ตระหนักและไม่พลาดทำร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว…

สตรีท่านหนึ่งพาลูกสาวอายุ 15 ปี มาพบเราที่ศูนย์ธารชีวิต (ศรีชุมพาบาล พัทยา) สตรีท่านนี้ มาพร้อมเรื่องราวความทุกข์ ความโศกเศร้าเหลือคณานับ เล่าเรื่องราว พลางร้องไห้สะอึกสะอื้น กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอเองและชีวิตลูกสาวของเธอ 

           เมื่อเธอได้เล่าเรื่องราวและหยุดร้องไห้แล้ว ทางศูนย์ฯ จึงขออนุญาตคุยกับลูกสาวของเธอ (น้องมีนา นามสมมุติ) ต้องออกจากโรงเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เหตุเนื่องจาก ทนกับคำล้อเลียน และ ถูกเพื่อนในโรงเรียน บูลลี่ เธอเล่าให้ฟังว่า เป็นความเจ็บปวดอย่างมาก แต่ละวันเป็นการเดินทางของชีวิตที่ยากลำบากหวาดกลัว รู้สึกหนทางยาวไกลมากจนมองไม่เห็นฝั่ง จนหลายครั้งไม่อยากจะก้าวเดินต่อแล้ว เธอรู้สึกปวดหัวเหมือนจะระเบิด ร้องไห้ไม่หยุด และอยากอยู่คนเดียว เธอมองว่าการจะเผชิญนั้นเป็นเรื่องยากที่เธอจะแบกรับไว้ นั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องมีนา ไม่อยากไปโรงเรียน ทั้งๆ ที่เธอชอบเรียนมาก อยากจะมีเพื่อน แต่เพราะคำพูดของเพื่อนๆ บางคนที่พูดจาเหยียดรูปร่างและหน้าตาของเธอ เพื่อนของเธออาจจะไม่ได้คิดว่าผลกระทบของคำพูดนั้น มันทำร้ายจิตใจมีนา มากแค่ไหน 

…ตอนนี้ ซิสเตอร์อยากจะเน้นย้ำกับท่านผู้อ่านว่า การที่เราพูดจาให้คนอื่นด้วยความสนุกสนาน แต่กลับกลายเป็นบาดแผลลึกในชีวิตคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นในโลกชีวิตจริง และ ในโลกออนไลน์ ก่อให้เกิดปัญหาที่สร้างปมในใจของผู้ถูกกระทำเป็นอย่างมาก เสี่ยงในอัตราสูงที่จะให้ผู้ถูกกระทำมีแนวโน้มฆ่าตัวตายสูง “หยุดสร้างบาดแผลในใจ”

            น้องมีนา เก็บตัวอยู่ในห้องนอน และ ครั้งหนึ่ง เธอคิดฆ่าตัวตาย จึงทำให้แม่ของเธอไม่รอช้า พาน้องมีนาไปปรึกษาคุณหมอและตรวจ จึงพบว่าน้องมีนาเป็นโรคซึมเศร้า จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่ออกจากงานและมาดูแลลูกสาวอย่างใกล้ชิด ปีกว่าๆ หลังจากนั้น น้องมีนามีอาการดีขึ้น และมีคนแนะนำให้เธอพาน้องมีนา มาพูดคุย และ มาเรียนภาษาอังกฤษและฝึกวิชาชีพเสริมสวยกับซิสเตอร์ เวลาผ่านไป น้องมีนาสามารถปรับตัว พูดคุยกับเพื่อนๆ ได้ดี  ใช้เวลา ก่อนเข้าเรียน หรือ หลังเลิกเรียน น้องมีนา ขอมาพูดคุยแบ่งปันบ่อยๆ ซิสเตอร์ก็เป็นผู้ร่วมเดินทางกับน้องและฟังอยากตั้งใจ ไม่ตัดสิน  

          บ่อยครั้ง น้องมีนา บอกกับซิสเตอร์ว่า การเดินทางของชีวิตมันยาวนาน บ่อยครั้งก็กลัว และจะดีมากถ้าหนูไม่ต้องเดินคนเดียว หนูไม่ได้นับถือพระเจ้า แต่หนูก็เชื่อว่าพระเจ้าเดินเคียงข้างหนูทุกๆ วัน ทุกๆ ที่ ที่หนูไป เพื่อคอยปกป้องคุ้มครองตลอดเวลา ทำให้มั่นใจและมีพลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป ……

ศาสนสัมพันธ์ ตอนที่ 8

หลักการทำศาสนสัมพันธ์ ข้อควรปฏิบัติทั้งก่อนและหลัง 

(ต่อจาก ตอนที่ 7)

เขียนโดย วรินทร เหมะ

2. ข้อควรปฏิบัติระหว่างการเสวนา

1. มีมนุษยสัมพันธ์ รู้จักกาลเทศะ

2. ปฏิบัติตามมารยาทไทยและสมบัติผู้ดี

3. รู้จักพูด รู้จักฟัง รู้จักถาม แสดงความสนใจเสมอ

4. ถือธรรมเนียมของศาสนานั้นๆเช่น การใช้ภาษาและถ้อยคำเรียกชื่อเฉพาะต่างๆของศาสนานั้น รู้จักธรรมเนียมการแสดงความเคารพก่อนเข้าโบสถ์  เข้าวัด หรือมัสยิด และประพฤติตัวอย่างเหมาะสมในที่นั้น  หากสิ่งใดไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่าต้อบงทำอย่างไร  อย่าตัดสินใจเสี่ยงทำ  แต่จะดีกว่าถ้าสอบถามจากเจ้าของสถานที่นั้นๆหรือศาสนานั้นๆ 

5. ไม่แสดงอาการประหลาดใจหรือกิริยาดูหมิ่นในสิ่งที่แตกต่างจากความเชื่อหรือการปฏิบัติของตน 

6. สำนึกอยู่เสมอว่า  ยังมีอะไรอีกมากมายที่เราไม่รู้ในศาสนาของตนเองและของคู่เสวนา และเราสามารถเรียนรู้จากผู้อื่นได้ ภาษาธรรมที่เราใช้กันนั้นมรความลึกซึ่งและมีความเข้าใจที่แตกต่างกันมาก  จึงจำเป็นต้องมีการซักถามเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน 

7. อธิบายหลักธรรมตามความจริงของศาสนา ไม่ควรคล้อยตามความคิดเห็นหรือความเข้าใจของคู่เสวนาเพื่อเอาใจหรือหลักเลี่ยงการขัดแย้ง  แต่ควรอธิบายความจริงเพื่อจะได้รู้ว่ามีสิ่งที่แตกต่างกัน 

8. ในช่วงเริ่มต้นการเสวนา  จะดีกว่าถ้าพิจารณากันในความเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน  ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของศาสนา  แต่จะแตกต่างกันในส่วนน้อยและคงได้แบ่งปันกันในเมื่อมีความคุ้นเคยหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแล้ว 

9. รู้จักยอมรับด้วยความสุภาพว่าเราไม่มีความรู้  ความเข้าใจในหลายเรื่องและต้องขอเวลากลับมาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมขึ้น  อย่ากล้าอธิบายออกไปอย่างมั่วๆ หรือเดาเอาเพราะจะสร้างความเข้าใจผิดๆให้กับคู่เสวนา 

3. ข้อควรปฏิบัติหลังการเสวนา 

1. กลับมาไตร่ตรองสิ่งที่ได้รับรู้  ได้ยิน  ได้ฟัง ได้เห็นเพิ่มขึ้น 

2. กลับมาแสวงหาความรู้  ความเข้าใจจากศาสนาของตนเองในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ไม่แน่ใจ 

3. แบ่งปันความรู้  ความเข้าใจที่ได้แก่เพื่อนพี่น้องด้วยใจกว้าง

สิ่งสำคัญในการเสวนาคือ ต้องรู้จักกาลเทศะมีมารยาท มีสมบัติผู้ดี มีความสนใจ และใส่ใจผู้ร่วมเสวนา ไม่มีการเปรียบเทียบ มีใจเปิดกว้างที่จะยอมรับฟังทุกศาสนาของการเสวนา เมื่อกลับมาจากการเสวนา เราต้องพิจารณาที่สิ่งที่ดำเนินการในวันนั้น ๆ ว่าเราได้ทำสิ่งผิดพลาดไปหรือไม่ หากผิดเราก็จงแก้ไข และเมื่อเราไม่เข้าใจเราควรสอบถามเพื่อความมั่นใจในการเสวนาเพื่อให้ครั้งต่อไปจะได้ไม่มีข้อผิดพลาด 

สารจาก บาทหลวงสุรศักดิ์  อัมพาภรณ์

สารจาก…บาทหลวงสุรศักดิ์  อัมพาภรณ์

ผู้อำนวยการ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส แผนกเยาวชน
โอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ วันที่ 20 กันยายน 2021

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน และเยาวชนที่รักทุกคน

เมื่อประมาณเดือนที่แล้วได้มีโอกาสฟังเยาวชนคนหนึ่ง เขาได้เล่าประสบการณ์ในการเข้าไปช่วยเหลือและให้กำลังใจพี่น้องในชุมชนของเขาที่ป่วยเป็นโควิด ทั้งการไปเยี่ยมที่บ้านของผู้ป่วย เอาอาหารและยาไปให้ รวมทั้งโทรศัพท์ไปให้กำลังใจ ทำให้นึกถึงว่ามีคุณพ่อคนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชน เขาได้เล่าให้ฟังว่าได้นำยา อาหารไปให้พี่น้องที่ป่วยเป็นโควิด และมีคนถามว่าคุณพ่อไม่กลัวติดโควิดเหรอ คุณพ่อเขาก็บอกว่ากลัว เชื่อว่าไม่ใช่คุณพ่อคนนี้คนเดียวหรอกที่กลัวติดโควิด เราทุกคนก็กลัวเหมือนกันทุกคนแหละครับ บางคนเลยไม่กล้าไปเยี่ยมพี่น้องที่ติดโควิด  ได้แต่ทำบุญเป็นปัจจัยหรืออาหารและยาโดยฝากอาสาสมัครนำไปให้พี่น้องที่ป่วยเป็นโควิดแทน

แท้ที่จริงแล้วแม้เราจะไม่สามารถช่วยเรื่องปัจจัยหรืออาหารและยาให้ผู้ป่วยโควิด เรายังสามารถเป็นอาสาสมัครช่วยพี่น้องที่เป็นผู้ป่วยโควิดเหล่านี้ได้ครับ เพียงแค่พวกเราเยาวชนสมัครเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยพี่น้องที่เป็นโควิดผ่านทางสื่อออนไลน์ตามช่องทางต่าง ๆ มากมาย แค่เรานั่งทำงานที่บ้านผ่านสื่อออนไลน์ ไม่ต้องไปที่บ้านของผู้ป่วย หากว่าเรากังวลว่าจะติดเชื้อ เราก็สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้แล้วครับ ขอพวกเราสละเวลาในแต่ละวันที่ช่วงนี้เราอยู่บ้านกันส่วนใหญ่ เราอาจจะใช้สื่อออนไลน์ในเรื่องต่าง ๆ มากมาย ก็เปลี่ยนมาใช้สื่อเหล่านี้ที่พวกเราถนัด มาช่วยพี่น้องที่ติดโควิดเวลานี้ เพียงแค่เราคอยรับโทรศัพท์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยโควิด หรือเช็คพิกัดบ้านของผู้ป่วยโควิดที่อยู่ในซอยลึก รถพยาบาลเข้าไปรับไม่สะดวก หรือเป็นอาสาสมัครในการส่งอาหาร ส่งยาให้ผู้ป่วย โดยไม่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยเพื่อจะได้ไม่ติดเชื้อจากผู้ป่วย งานอาสาสมัครเหล่านี้ต้องการพวกเราเยาวชนคนรุ่นใหม่มาช่วยกันครับ ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องใช้อะไรมากมาย เพียงแค่มีใจกับงานนี้ก็เพียงพอแล้ว 

มีประโยค ๆ หนึ่งที่เรามักจะเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า “ทำให้เด็กมันดูหน่อย” จึงอยากใช้โอกาสนี้เชิญชวนพวกเราเยาวชนทุกคนว่า “ทำให้พวกผู้ใหญ่เขาดูหน่อยว่า พวกเราก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะครับ”

ขอพระอวยพรทุกคน

บาทหลวงสุรศักดิ์  อัมพาภรณ์

ผู้อำนวยการ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส แผนกเยาวชน

สารจากบิชอปซิลวีโอ
สิริพงษ์ จรัสศรี 

สารจากบิชอปซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี 

ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส  แผนกเยาวชน  โอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ 

วันที่ 20 กันยายน 2021

เยาวชนที่รัก

ในปีเยาวชน 2021 เราได้นำกางเขนเพื่อนคู่คริสต์จาริกไปทั่วแผ่นดินไทย กางเขนมีความสำคัญอย่างไรกับเราเยาวชนคาทอลิก ทำไมกางเขนจึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญสำหรับปีเยาวชนของเรา สำหรับชีวิตคริสตชน เราผูกพันความเชื่อของเราไว้กับกางเขน เราเริ่มต้นชีวิตประจำวันของเราด้วยเครื่องหมายกางเขน พระเยซูเจ้าเองทรงรับทรมานและยอมรับความตายบนไม้กางเขน กางเขนจึงเป็นเครื่องหมายแห่งความรอดของเรา การเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าที่แท้จริง คือเราต้องเลิกคิดถึงตนเอง แบกไม้กางเขน และติดตามพระองค์ สามสิ่งนี้จึงเป็นคุณสมบัติของการเป็นศิษย์พระเยซูเจ้าที่แท้จริง 

พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ได้ประกาศให้มีการชุมนุมเยาวชนและมอบกางเขนให้จาริกไปทั่วโลกตั้งแต่ปี 1984 ในวันอาทิตย์ใบลาน ที่กรุงโรม พระองค์ตรัสว่า “ไม้กางเขนต้องเป็นสัญลักษณ์ เป็นเครื่องหมายที่บรรดาเยาวชนจะนำไปทั่วโลก ทั่วทุกทวีป ทั่วทุกประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของพระคริสตเจ้าสำหรับมนุษยชาติและเพื่อประกาศแก่ทุกคนว่าพระคริสตเจ้าได้สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพเพื่อความรอดของมวลมนุษย์ เราพบความรอด เราพบการไถ่กู้ในองค์พระเยซูคริสตเจ้า ผู้ทรงถูกตรึง สิ้นพระชนม์ และทรงกลับคืนพระชนมชีพ”  ลูก ๆ เยาวชนจงก้าวออกจากตัวเอง แบกกางเขนนี้ ประกาศด้วยชีวิตของเราถึง ความรักของพระเจ้ามีต่อมนุษย์ทุกคนนั้นมากมายเพียงใด

ในปี 2018 พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ทรงออกสมณลิขิตที่มีชื่อว่า Christus Vivit “พระคริสตเจ้าผู้ทรงพระชนม์” พระองค์ต้องการบอกกับเราว่า พระคริสตเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ และเยาวชนต้องเป็นผู้แทนเพื่อแสดงให้เห็นว่า พระคริสตเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่จริง พระองค์ยังเจริญชีวิตอยู่กับเรา เยาวชนต้องเป็นพยานที่มีชีวิตชีวา เหมือนกับศิษย์สองคนนั้นที่เดินไปเอมมาอูสพร้อมกับพระเยซูเจ้า หลังจากที่พวกเขาสัมผัสได้ว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ พวกเขากลับมีความกระตือรือร้น มีชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นชีวิตที่อยากจะบอกกล่าวความสุขความยินดีให้กับมนุษย์ทุกคน

มีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครที่เป็นเด็กเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงโลก” นั่นก็คือ เยาวชนทุกคนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ เรามีตัวอย่างของบุญราศี คาร์โล อากูติส ชาวอิตาลี อายุเพียง 15 ปี ก็ได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี เขาเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์ ขณะที่ป่วยเป็นมะเร็ง เขาได้ใช้ความสามารถด้านเทคโนโลยีนี้ ทำเว็บไซต์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความศรัทธาต่อศีลมหาสนิท ส่งเสริมบอกเล่าอัศจรรย์เกี่ยวกับศีลมหาสนิท เขาทำสิ่งนี้ด้วยความมีชีวิตชีวา พระเยซูเจ้าทรงพระชนม์อยู่ในชีวิตของเขาจริง ๆ แม้ว่าเขาจะเจ็บหนัก เขาไม่ได้สูญเสียความหวัง จนกระทั่งสิ้นใจ และภายในไม่กี่ปี เขาได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี เด็กผู้หญิงเล็ก ๆ อีกคนหนึ่ง เคลตา ทันเบิรต์ ชาวสวีเดน ได้ขึ้นหน้าปกนิตยสาร TIME เธอปรากฏตัวบนเวทีโลกรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน สะกิดเตือนผู้นำให้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้อย่างจริงจัง นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นว่า ไม่มีใครเด็กเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ เยาวชนสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เราเยาวชนสามารถทำสิ่งดีดีให้เกิดขึ้นได้ในสังคม ชุมชน และในวัดของเราได้

พ่อของฝากพวกลูกไว้กับบุญราศีเยาวชนทั้ง 3 ท่าน เชชีลีอา บุดสี ว่องไว บีบีอานา คำไพ ว่องไว และมารีอาพร ว่องไว ให้พวกลูกอยู่ในความคุ้มครองของพระแม่มารีอา และมีชีวิตอยู่ในความรักของพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่เสมอไป.

ขออำนวยพร

(บิชอบซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี)

ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส แผนกเยาวชน