Sample Page

ภูเขา

ภูเขา…

“มีหลายเส้นทางที่นำไปสู่ยอดเขา แต่วิวทิวทัศน์นั้นมีความงดงามเหมือนกันอยู่เสมอ” สุภาษิตจีน

หลายคนเปรียบเปรยว่า… 

ชีวิตก็เหมือนกับการเดินขึ้นเขา

บางครั้งอาจมีขั้นบันไดหรือทางที่ลัดเลาะขึ้นไปได้ง่าย

บางช่วงอาจเป็นเนินสูงที่บางครั้งต้องปีนป่าย

บางช่วงอาจจะเป็นหน้าผาและหุบเหวที่ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ

 และเมื่อใกล้จะถึงยอดเขา มันก็จะมีความสูงชันยากลำบากมากขึ้น

ต้องอาศัยความชำนาญ หรือได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทาง

ภูเขา… หากมองจากพื้นเบื้องล่าง เราจะพบกับความยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม

ความมั่นคงที่ตั้งตระหง่าน ท้า ลม แดด ฝน

หากเมื่อมองจากยอดเบื้องบน เราก็เห็นถึงความสวยงามของวิวทิวทัศน์

ความงดงามของสิ่งสร้างที่ดูเล็กดังเพียงหยิบมือ

ทั้งสองมุมมองนี้มีความแตกต่างกันจากภูเขาลูกเดียวกัน

หลายคนแสวงหาหนทางที่นำไปสู่จุดหมายสูงสุดในชีวิต

บางคนเลือกหนทางที่สั้นที่สุด

บางคนเลือกหนทางทางที่สบายดีที่สุด

บางคนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุด

เราตอบไม่ได้ว่าคนทางไหนดีที่สุด

แต่สิ่งที่งดงามที่สุดคือ….

เมื่อเราไปถึงจุดหมายได้ชื่นชมและมองเห็นความสวยงามของวิวทิวทัศน์บนยอดเขานั้น

 ไอ-เดียร์

Is Am Are: นายยุทธชัย เงินหล้า

คุณเป็นใคร?

ชื่อนายยุทธชัย เงินหล้า อายุ 38

ระดับการศึกษา จบปรัชญาและศาสนาจากวิทยาลัยแสงธรรม นครปฐม

ที่ทำงาน – เจ้าหน้าที่แผนกเยาวชนสังฆมณฑลเชียงใหม่ 

  บทบาทหน้าที่ที่ทำอยู่ – เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานเยวชนสังฆมณฑลเชียงใหม่

สำหรับสังฆมณฑลเชียงใหม่นั้นมีการแบ่งเขตออกมาเป็น 4 เขต ดังนั้นจะมีทีมงานเยาวชนและคุณพ่อที่จะดูแลเยาวชนในแต่ละเขตด้วย เพื่อให้การทำงานและการอภิบาลเยาวชนให้ทั่วถึง

คุณอยู่อย่างไร? 

คุณกำลังทำอะไรบ้างในที่ที่คุณอยู่ – เจ้าหน้าที่ประสานงาน นำกิจกรรมและสันทนาการ ขับรถออกพื้นที่ ถ่ายวีดีโอและถ่ายภาพเก็บบรรยากาศที่ได้ออกไป เขียนข่าวและลงรูปกิจกรรมที่ทำ สรุปบัญชี สรุปงานประจำปี เขียนโครงการประจำปี ร่วมเป็นคณะกรรมการกับแผนกอื่นเช่น แผนกสตรี แผนกสังคมพัฒนา แผนกพระคัมภีร์ 5 ศาสนาและศาสนสัมพันธ์เป็นต้น (เนื่องจากแต่ละแผนกนั้นต่างได้ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน)

ช่วงโควิดต้องใช้สื่อออนไลน์ในการร่วมกิจกรรมเช่น line Group / Google meet และ Zoom เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องลงไปช่วยทำสวนเช่น ตัดหญ้า พรวนดิน ทำเล้าไก่ ปลูกต้นไม้ เป็นต้น

สิ่งที่คุณคาดหวัง และสิ่งที่คุณสามารถทำได้คืออะไร?

สิ่งที่คาดหวังคือ ปรับการอภิบาลเด็กและเยาวชนตามสภาพของสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้เกิดประโยนช์และเลี่ยงการสูญเสียให้น้อยที่สุด ไม่ประมาท 

สิ่งที่ทำได้คือ การติดตามและการพัฒนาการรูปแบบใหม่เสมอ เช่น แม้กิจกรรมในกลุ่มเราไม่สามารถทำได้แต่ต้องสามารถโทรคุยกัน ประชุมและร่วมกิจกรรมในรูปแบบของสื่อออนไลน์ได้ 

ความคาดหวังที่มีต่อพระศาสนจักร/วัด คือการร่วมมือและติดตามข่าวความเป็นไปของพระศาสนจักรเสมอ รู้จักบทบาทหน้าที่ของการเป็นคริสตชน และช่วยงานวัดตามความสามารถ

ถ้าสามารถทำสิ่งใดได้สักอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่คุณอยากจะทำให้พระศาสนจักร / วัด คือ การเป็นแบบอย่างและการร่วมงานกับพระศาสนจักรอย่างไกล้ชิดและมีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เช่น การสวดภาวนาด้วยตนเอง แม้ไม่มีใครนำ หรือในช่วงที่เราไม่สามารถร่วมมิสซาได้ และการอ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

Is Am Are: คุณพ่อสุพจน์ สายเสมา (พ่อตั้ม)

สวัสดีครับ พ่อชื่อคุณพ่อสุพจน์ สายเสมา (พ่อตั้ม) สังฆมณฑลอุบลราชธานี

และ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

  1. ผู้ช่วยเจ้าอาวาส อาสนวิหารแม่พระนิรมลอุบลราชธานี 
  2. จิตตาธิการเยาวชน สังฆมณฑลอุบลราชธานี

งานที่พ่อทำ ส่วนแรก คืองานของวัด การถวายมิสซา การบริการศีลศักดิ์สิทธิ์ การเยี่ยมเยียนสัตบุรุษ ส่วนงานศูนย์ประสานงานเยาวชน ก็จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ตามโครงการและงานต่าง ๆ ตลอดปี การติดตามเยาวชนตามวัด และการประสานงานเพื่อให้กิจกรรมของเยาวชนได้ขับเคลื่อน อาศัยทีมงานผู้ประสานงานเยาวชนตามวัดต่างๆ 

สิ่งที่คาดหวัง

  1. คาดหวังกับตัวเอง คือการที่หวังว่าสิ่งที่พ่อได้รับมอบหมาย พ่อจะสามารถทำให้ออกมาได้ดีที่สุด หวังว่าพ่อจะเป็นเครื่องมือของพระที่ดีที่สุด และพ่อจะสามารถทำได้อย่างเต็มที่ ส่วนผลที่ตามมานั้น พ่อฝากไว้กับพระเป็นเจ้าทรงเมตตา และประทานแก่กิจการนั้นๆ
  2. คาดหวังกับผู้อื่น คือหวังว่าบุคคลที่พ่อทำงานด้วย เขาเหล่านั้นจะตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของเขาเอง เข้าใจถึงแผนการที่พระมอบให้เขา จะเป็นเครื่องมือที่ดีของพระตามแต่ละคนที่ แล้วถ้าทุกคนเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ทุกคนก็จะสามารถเป็นเครื่องมือของพระ ที่จะทำให้แผนการของพระเจ้า และความรักของพระปรากฏเป็นจริง และชัดเจนขึ้นในสังคมของเรา 

อยากให้ทุกคน เข้าใจตัวเอง เห็นพระในตัวเอง และเห็นพระเจ้าในผู้อื่น ทำให้ทุกกิจการของตนเป็นกิจการที่มีพระเจ้าทรงประทับอยู่ 

คริสต์ถึงคุณ Ep. 1

แสงธรรมปันรัก พิสูจน์รักฉบับคริสตชน

โดย บราเดอร์นาว คามิลโล พรสรร

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในประเทศไทย แต่ “น้ำใจ” และ “ความห่วงใย” ที่เราคนไทยมีให้กัน ก็ยังเผยให้เห็นอยู่อย่างไม่ขาดสาย… บ้านเณรใหญ่แสงธรรม เป็นอีกองค์กรหนึ่งของพระศาสนจักรคาทอลิกที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแจกจ่ายความช่วยเหลือ ภายใต้ชื่อโครงการว่า “แสงธรรมปันรัก” ด้วยการบริการอาหารกล่อง แก่พี่น้องที่อาศัยอยู่ละแวกซอยเทียนดัด เป็นประจำทุกยามเย็น มาเป็นเวลานานย่างเข้าเดือนที่ 3 แล้ว

พวกเราสามเณรใหญ่ทุกคนในบ้านเณรจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยทำอาหาร แพ็คลงกล่อง และจัดเตรียมออกไปบริการแก่พี่น้องช่วงห้าโมงเย็น ณ ริมรั้วด้านในของ “วิทยาลัยแสงธรรม” โดยมีการรักษาระยะห่างทางสังคม ตามมาตรการป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ภายใต้การนำของคุณพ่อผู้ให้การอบรมประจำบ้านเณรใหญ่ฯ โดยเฉพาะ “คุณพ่อไตรรงค์ มุลตรี” อธิการสามเณรคณะธรรมทูตไทย ซึ่งเป็นผู้ดูแลหลักของโครงการแห่งน้ำใจที่เป็นรูปธรรมนี้

เป็นพิเศษสำหรับ “คุณพ่อนภดล ยอแซฟ” หรือคุณพ่อจุ๊นแห่งคณะซาเลเซียน ที่นำทัพเสียสละออกเดินสายไปแจกจ่ายอาหารกล่อง ถึงที่พักของพี่น้องกว่า 200 ท่านในซอยเปโตรและซอยหมอศรี ที่กำลังกักตัวสังเกตอาการและออกนอกบ้านไม่ได้ รวมถึงคณะนักบวชชายหญิงในละแวกสามพรานหลากคณะ และพี่น้องผู้มีน้ำใจดีมากหน้าหลายตาที่ร่วมใจกันจัดเตรียมอาหารกล่อง อาหารว่าง อุปกรณ์ และยารักษาโรคที่จำเป็น เพื่อนำไปส่งต่อแก่พี่น้องผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในยามยากลำบากนี้

ผมเองมีโอกาสช่วยทำหน้าที่แพ็คอาหารกล่อง และนำไปแจกจ่ายแก่พี่น้องนับร้อยที่มารอต่อแถว เพื่อรับอาหารไปทานที่บ้าน รวมถึงออกไปช่วยส่งอาหารกล่องตามบ้านของพี่น้องที่กำลังกักตัวสังเกตอาการโรคโควิด-19 หลายสิบหลังคาเรือน… ถามว่าเสี่ยงมั้ย? ก็เสี่ยงอยู่ไม่น้อยครับ!!

แต่สำคัญไปกว่านั้นคือ ผมได้เห็นถึง “ความเป็นผู้อภิบาล” ของบรรดาคุณพ่อที่ตั้งใจออกไปช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก… นี่คือ “ผู้อภิบาล” ตามแบบอย่างของ “พระเยซูเจ้า” อย่างแท้จริง!! เพราะพระองค์มักทรงสงสารประชาชน ที่มารอเข้าเฝ้าพระองค์ตามสถานที่ต่าง ๆ จึงไม่ทรงหยุดนิ่ง แต่กลับทรงช่วยเหลือและรักษาโรคพวกเขาเสมอ

ผมประทับใจคำพูดของคุณพ่อไตรรงค์ หรือคุณพ่ออั๋นของพวกเราที่ว่า “ไม่มีใครที่มีมาก จนรับไม่ได้ และไม่มีใครที่มีน้อย จนไม่อาจให้ได้!!”… เป็นความจริงทีเดียว และจริงเสมอครับ!!

แม้พวกเราทุกคนทั่วทุกมุมโลก ต่างกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบาก จนไม่อาจประเมินได้ว่า ใครลำบากกว่าใคร เพราะต่างก็ประสบปัญหาหรืออุปสรรคอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น… แต่ในวิกฤตการณ์สำคัญของมนุษยชาติครั้งนี้ เราแต่ละคนจะดำเนินชีวิต และก้าวเดินหน้าต่อไปใน #ความรักของพระเจ้า ได้อย่างไร?… เรามองเห็นพระพรของพระองค์ ในชีวิตแต่ละวันที่ยากลำบากนี้บ้างหรือไม่?… และเราจะมีส่วนร่วมนำความรักและพระพรนั้น มอบต่อไปยังพี่น้องที่ลำบากเช่นเดียวกับเรา หรือลำบากกว่าเราได้อย่างไร?

ทำอะไรก็ได้ คนละนิด คนละหน่อย… จากสิ่งเล็ก ๆ รวมกันแล้ว มันก็จะกลายเป็นสิ่งใหญ่ ๆ ได้ในที่สุด ขอเพียงเราแต่ละคนลงมือทำอะไรบางอย่าง “เพื่อกันและกัน เพื่อสังคมของพวกเรา” เถอะครับ

ปิดท้ายวันนี้ ด้วยข้อเขียนของคุณพ่อไตรรงค์ที่อ้างถึงพระสมณสาส์น “พระคริสตเจ้าทรงพระชนม์” (Christus Vivit) ว่า “เราต้องรักช่วงเวลาตอนนี้ ทั้งในทุกโอกาสและทุกความเสี่ยงทั้งหมด ทั้งในความสุขและความทุกข์ ทั้งในความร่ำรวยและข้อจำกัด ทั้งในความสำเร็จและความล้มเหลว” (CV 200)

ขอพระเจ้าประทานกำลังกายและใจ แด่พี่น้องผู้อ่านทุกท่าน ให้รอดพ้นจากการรุกรานของไวรัสนี้… และขอเป็นกำลังใจแด่บรรดาคุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทุกท่าน ที่ได้เสียสละทำงานหนัก เพื่อพวกเราทุกคนมาเป็นเวลายาวนานด้วยครับผม

ศาสนสัมพันธ์ ตอนที่ 6

หัวใจของศาสนสัมพันธ์

เขียนโดย วรินทร เหมะ

หัวใจสำคัญของศาสนสัมพันธ์ คือ เคารพรัก (Love and Respect) 

เคารพ หมายถึงการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีตามกติกามารยาท ประเพณี วัฒนธรรม ตามหลักมนุษยสัมพันธ์ เคารพในความเป็นบุคคล ศักดิ์ศรี เสรีภาพ ด้วยกาย วาจาและใจ

รัก หมายถึง ปรารถนาดีถึงเขา หวังดี ไม่ทำให้เสียใจ ขัดใจ 

เบื้องหลังของความรักนั้นมาจากพระคัมภีร์ ในพันธสัญญาเก่า : เรารักเพราะเชื่อว่าทุกคนมาจากพระเจ้า พระบิดาเดียวกัน จึงเป็นครอบครัวเดียวกัน เรารักเพราะมีบัญญัติให้รักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง ในพันธสัญญาใหม่ : เรารักเพราะพระเยซูเจ้าสั่งให้เรารักเพื่อนมนุษย์ ซึ่งพระองค์ทรงรักเรา พระองค์สั่งให้เรารักโดยให้อภัยเสมอ ดังนั้นการตัดสินใจตามหลักความรักจึงเป็นหัวใจของศาสนา

นี่คือหลักที่สั้นที่สุดที่จะประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน  เพราะเหตุการณ์บางครั้งในชีวิตจริง มีเวลาและข้อมูลจำกัด ไม่สามารถศึกษาหาความรู้เพื่อการวินิจฉัยตัดสินว่าควรจำทำอย่างไรจึงจะถูกต้องในเหตุการณ์นั้น ๆ จึงจำเป็นต้องมีหลักการเพื่อช่วยการตัดสินใจ 

กรณีตัวอย่าง ในด้านวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของศาสนาต่างๆ 

เราต้องรู้จักเคารพในวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของแต่ละศาสนา และควรรู้ว่า แต่ละศาสนารับประทานอาหารอะไรได้บ้าง เพื่อที่จะได้ไม่เปิดโอกาสให้กระทำผิดต่อความเชื่อของกันและกัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมได้เป็นอย่างดี โดยในที่นี้ ขอยกกรณีตัวอย่างจาก 4 ศาสนา ที่ต้องทำความเข้าใจในวัฒนธรรมของการรับประทานอาหารที่ควรรู้มีดังต่อไปนี้

ศาสนาอิสลาม 

บทบัญญัติของศาสนาอิสลามเกี่ยวกับอาหารฮาลาล

สิ่งที่อนุญาตให้รับประทาน สำหรับสิ่งที่อนุญาตให้รับประทานตามบทบัญญัติทางศาสนาอิสลามอาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม  คือ  สัตว์  พืช  และ เครื่องดื่ม 

ในส่วนของสัตว์  มีการระบุว่า   เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ชาวอาหรับเห็นว่ารับประทานได้ในยามปกติสุข และในยุคของท่านบรมศาสดามูฮัมหมัด (ซล.) มีการรับประทาน   ถือว่าสิ่งนั้นศาสนาอนุญาตให้รับประทานได้  ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้คือ 

1. สัตว์น้ำทุกชนิด (สัตว์ที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้บนบก) สามารถรับประทานได้

2.   สัตว์ที่มีบทบัญญัติให้รับประทานได้และผ่านการเชือดอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา 

3.  ห้ามรับประทานสัตว์ที่มีบทบัญญัติห้ามรับประทาน เช่น ล่อ ลา

4.   ห้ามรับประทานสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้ฆ่า เช่น มด ผึ้ง นกหัวขวาน

5. ห้ามรับประทานสัตว์ที่เห็นว่าสกปรกหรือน่ารังเกียจ ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลาน  โดยยกเว้นสัตว์ที่มีระบุได้ว่าอนุญาตให้รับประทานได้ เช่น จิงโจ้ แย้ ซัมมูร (สัตว์รูปร่างคล้ายแมว) วับร์ (สัตว์ชนิดหนึ่งตัวเล็กกว่าแมว เบ้าตามีสีดำไม่มีหาง)  อิบนุอัรส์ (สัตว์ชนิดหนึ่งตัวเล็ก เป็นศัตรูกับหนู สามารถจับหนูออกจากรูได้) สามารถรับประทานได้

6.  ห้ามรับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวงา แข็งแรง และสามารถใช้เขี้ยวงาทำร้ายสัตว์อื่นได้ เช่น สุนัข สุกร หมาป่า หมี แมว เสือ และ ลิง เป็นต้น รวมทั้งนกทุกชนิดที่มีกรงเล็บที่แข็งแรง โดยสามารถใช้กรงเล็บนั้นทำร้ายสัตว์อื่นได้ เช่น เหยี่ยวชนิดต่างๆ นกอินทรีย์ เป็นต้น

7. ห้ามรับประทานสัตว์มีพิษ สัตว์นำโรค เช่น ตะขาบ หนู เป็นต้น 

8. ห้ามรับประทานสัตว์ที่ปรากฏชัดว่าเป็นอันตราย เช่น งู แมงป่อง เป็นต้น

9. ห้ามรับประทานซากสัตว์ ไม่ว่าจะตายด้วยสาเหตุใดก็ตาม โดยซากสัตว์จะหมายถึง สัตว์ที่เสียชีวิตโดยไม่ได้ถูกทำการเชือดอย่างถูกต้องตามบทบัญญัติของศาสนา  ไม่ว่าจะเสียชีวิตเองหรือตายด้วยการกระทำของผู้อื่นหรือสัตว์อื่น  ทั้งนี้มีข้อยกเว้นสำหรับปลา และ ตั๊กแตนที่ตาย    ซึ่งศาสนาอนุญาตให้รับประทานได้ เพราะได้รับการยกเว้นจากการเป็นซากสัตว์ที่ห้ามรับประทาน

10. ห้ามรับประทานเลือดสัตว์ทุกชนิด ยกเว้น ตับและม้าม ถือเป็นเลือดที่ศาสนาอนุญาตให้รับประทานได้   (ในสมัยก่อนเข้าใจว่าตับและม้าม คือ ก้อนเลือด)

ในส่วนของพืชนั้น ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ ระบุไว้นอกจาก ห้ามรับประทานพืชที่มีพิษและมีอันตราย

ในส่วนของเครื่องดื่ม มีการระบุรายละเอียดของสิ่งที่ห้ามรับประทานดังนี้

1.  สิ่งที่เป็นอันตราย เช่น ยาพิษ เพราะเป็นสิ่งที่ทำลายร่างกาย

2.  สิ่งที่เป็นสิ่งสกปรก เช่น เลือด ปัสสาวะ หรือ นมจากสัตว์ที่ห้ามรับประทานเนื้อของสัตว์เหล่านั้น

3.  สิ่งที่ทำให้มึนเมา หรือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ผสมอยู่

(สำหรับวัตถุเจือปนอาหารต่าง ๆ  หากเป็นสิ่งที่ผลิตจากหรือมีส่วนผสมของสิ่งที่เป็นฮารอมดังกล่าวข้างต้นให้ถือว่าเป็นฮารอม   หากเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นฮาลาลหรือฮารอม ต้องทำการพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อน ตัวอย่างของวัตถุเจือปนอาหารที่เป็นฮาลาล และเป็นมัสบุฮหรือซุบฮัต แสดงในภาคผนวก ค)

ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู

อาหารที่รับประทาน  คือ อาหารมังสวิรัติ ผัก ผลไม้ เพราะชาวฮินดูเชื่อในหลักอหิงสา ที่หมายความว่าไม่ทำลายหรือทำร้ายสิ่งที่มีชีวิต 

พราหมณ์-ฮินดู รับประทานอาหารมังสวิรัติ ผัก ผลไม้

ศาสนาศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นั้นค่อนข้างเป็นศาสนาที่ซับซ้อน การนับถือเทพหลายองค์ทำให้ความเชื่อนั้น ต่างกันออกไปตามเทพองค์นั้นๆ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การแบ่งวรรณะของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จึงนำมาเกี่ยวเนื่องกับเรื่องอาหารด้วย

อาหารของชาวฮินดู

1. นมวัวถือเป็นอาหารศักดิ์สิทธิ์ใช้ทั้งดื่มและประกอบพิธีทางศาสนา

2. ชาวฮินดูผู้นับถือคัมภีร์พระเวทเชื่อว่า อาหารจะ”บริสุทธิ์”ก็ต่อเมื่อปรุงด้วย ฆี/กี (เนยใส)

3. อาหารมังสวิรัติของคุชราตกับเบงกอลนั้นจะไม่ใส่กระเทียม ขิง หอม และเครื่องเทศที่เสริม”ความร้อน” เพื่อไม่ให้ขัดกับหลักศาสนา

4. ชาวฮินดู ถือว่าโค เป็นพาหนะของพระศิวะ ดังนั้นการฆ่าโค (วัว) ถือเป็นบาปหนัก จึงส่งผลให้ชาวฮินดูไม่กินเนื้อวัว

5. การกินในต่างวรรณะ เช่น คนวรรณะสูงกว่า ห้ามกินอาหารจากคนที่มีวรรณะต่ำกว่าเป็นผู้ปรุง

ศาสนาซิกข์

สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา 

อาหารที่รับประทานคือ อาหารมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อสัตว์ และไม่นำเนื้อสัตว์เข้าไปในเขตคุรุดวาราสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (วัดซิกข์) แต่หากมีเหตุจำเป็นเมื่ออยู่ภายนอกวัดไม่มีอาหารมังสวิรัติให้รับประทานจริงๆจึงจะสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ ซึ่งความเป็นจริงหากหลีกเลี่ยงได้ไม่ควรรับประทานไม่ควรทำ 

สมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทย

อาหารที่รับประทาน คือ อาหารมังสวิรัติที่ไม่เบียดเบียนกับจิตวิญญาณผู้อื่นไม่รับประทานไข่ ดังนั้นมังสวิรัติของนามธารีนั้นจะไม่ผ่านการฆ่าไม่ว่าด้วยวิธีการใด แต่สาเหตุที่รับประทานพืชผักเป็นอาหารนั้น เพราะเราเชื่อว่าพืชพรรณธัญญาหารเป็นอาหารของสัตว์โลก มีจิตวิญญาณแต่สนองตอบต่อความรู้สึกเจ็บปวดน้อยที่สุด และเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ยิ่งถูกนำมาเป็นอาหารมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแพร่ขยายพันธุ์ไปมากเท่านั้น ส่วนน้ำที่ใช้ดื่มจะเป็นน้ำบริสุทธิ์ที่มาจากธรรมชาติเช่นน้ำฝน ใช้ในการอาบน้ำ และปรุงอาหารจากธรรมชาติเท่านั้น สำหรับในส่วนของผลิตภัณฑ์จากนมนั้นสามารถรับประทานได้ทุกประเภท

มูลนิธิคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย

อาหารที่รับประทานได้และรับประทานไม่ได้  ตามพระธรรมเลวีนิติบทที่ 11

หลักการโดยสรุป

1. อาหารประเภทสัตว์บก

1.1. สัตว์ 4 เท้า    

อนุโลมให้รับประทานสัตว์ที่แยกกีบ มีกีบผ่า และเคี้ยวเอื้อง ได้ (แต่ห้ามรับประทานเลือดของมัน)   “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ที่ถูกแยกจากบรรดาสัตว์อื่นที่อยู่ในโลก เจ้าทั้งหลายรับประทานได้คือ บรรดาสัตว์ที่แยกกีบ มีกีบผ่า และเคี้ยวเอื้องด้วย เจ้ารับประทานได้  ตัวอย่างสัตว์ที่สะอาด: โค (เนื้อวัว เนื้อลูกวัว), แกะ, ละมั่ง, ควาย (กระทิง), แคริบู, กวาง, ยีราฟ, แพะ,กวางมูซ, กวางเรนเดียร์, ผลิตภัณฑ์นมเนยและชีสของพวกมัน

ห้ามรับประทานสัตว์ต่อไปนี้ที่เคี้ยวเอื้องหรือแยกกีบอย่างเดียวคือ อูฐ เพราะมันเคี้ยวเอื้องแต่ไม่แยกกีบ เป็นสัตว์ที่เป็นมลทินสำหรับเจ้า (เลวีนิติ 11:2-4)  และห้ามรับประทานสัตว์ที่กินเนื้อสัตว์อื่นๆ เป็นอาหาร ทุกประเภทตามชนิดของมันตามหลักพระคัมภีร์ อาทิเช่น ตัวอย่างสัตว์ที่ไม่สะอาด: สุกร (หมูป่าหรือสัตว์จำพวกหมูและผลิตภัณฑ์ของพวกมัน ได้แก่ เบคอน แฮม น้ำมันหมู), สุนัข, สุนัขจิ้งจอก, หมาใน, หมาป่า, แมว, เสือชีต้า, เสือดาว, สิงโต, เสือดำ, เสือ, ม้า, ลา, ล่อ, ม้าลาย, แบดเจอร์, โคนีย์, กระต่าย, ลิง, โอพอสซัม, เม่น, แรคคูน, กระรอก, หมี, อูฐ, ช้าง, กอริลลา, ฮิปโปโปเตมัส, จิงโจ้, ลามา, แรด, วอลลาบี เป็นต้น

1.2. สัตว์เลี้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ  

ห้ามรับประทานสัตว์เลี้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ทุกประเภทตามชนิดของมัน    อาทิเช่น  สัตว์เลื้อยคลานที่ไม่สะอาดอื่น ๆ : สัตว์เลื้อยคลาน (จระเข้, จิ้งจก, งู, เต่า) สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (กบ, นิวท์, ซาลาแมนเดอร์, คางคก) อื่น ๆ (ชะมด, ตุ่น, หนู, หอยทาก, บุ้ง, พังพอน)  เป็นต้น

1.3. สัตว์ปีก 

อนุโลมให้รับประทานสัตว์ปีกที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ประเภทอื่นเป็นอาหาร  เช่น  ไก่, นกพิราบ, เป็ดห่าน, ไก่ตะเภา, นกกระทา, นกยูง, ไก่ฟ้า, นกพิราบ, นกกระจอก, นกกระทา, ไก่งวง และไข่ของพวกมัน

ห้ามรับประทานสัตว์ปีกที่ทานสัตว์ประเภทอื่นๆ เป็นอาหารและกินตัวหนอนเป็นอาหารทุกประเภทตามชนิดของมัน  อาทิเช่น  อัลบาทรอส, ค้างคาว, บิตเทิร์น, อีแร้ง, แร้ง, นกกาน้ำ, เครน, อีกา, นกกาเหว่า, นกอินทรี, นกกระเรียน, นางนวล, เหยี่ยว, นกกระสา, นกกระจอกเทศ, นกฮูก, นกกระทุง, นกเพนกวิน, นกพิราบ, กา, นกกระสา, นกหัวขวาน(เลวีนิติ 11:13-19)  เป็นต้น

2. อาหารประเภทสัตว์น้ำ

อนุโลมให้รับประทานสัตว์เหล่านี้ที่ถูกแยกจากสัตว์ที่อยู่ในน้ำทั้งหมด เจ้ารับประทานได้ คือ ทุกสิ่งซึ่งอยู่ในน้ำซึ่งมีครีบและมีเกล็ด ไม่ว่าจะอยู่ในทะเลหรือในแม่น้ำก็ตาม เจ้ารับประทานได้ แต่ทุกสิ่งที่อยู่ในน้ำทะเลหรือแม่น้ำ ซึ่งไม่มีครีบและเกล็ด จะเป็นสัตว์ที่เคลื่อนที่ติดพื้น หรือสัตว์อื่นที่มีชีวิตในน้ำ เป็นสัตว์ที่พึงรังเกียจสำหรับเจ้า ให้คงเป็นสัตว์ที่พึงรังเกียจสำหรับเจ้า ห้ามรับประทานเนื้อของมัน และจงรังเกียจซากของมัน ทุกสิ่งที่อยู่ในน้ำซึ่งไม่มีครีบและเกล็ด เป็นสิ่งพึงรังเกียจสำหรับเจ้า (เลวีนิติ 11:9-12)

ห้ามรับประทานสัตว์ที่ไม่สะอาด: ปลาไม่มีเกล็ด  อาทิเช่น  (ปลาดุก, ปลาไหล, ปลาฉลาม, ปลาสเตอร์เจียน, ปลาเทอร์บอท), หอย, เป๋าฮื้อ, ปู, กั้ง, กุ้งก้ามกราม, หอยแมลงภู่, กุ้ง, หอยนางรม, หอยเชลล์, ปลาหมึก, แมงกะพรุน, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (ปลาโลมา, นาก, แมวน้ำ, วอลรัส, วาฬ)  เป็นต้น

3. ประเภทแมลง

อนุโลมให้รับประทานแมลงมีปีกที่คลานสี่ขานี้ เจ้าจะรับประทานจำพวกที่มีขาพับใช้กระโดดไปบนดินได้ (เลวีนิติ 11:20-21)  เช่น  จิ้งหรีดและตั๊กแตน แมลงบางชนิดในตระกูลตั๊กแตน

ห้ามรับประทานแมลงมีปีกซึ่งคลานสี่ขา ทุกชนิดตามชนิดของมัน (เลวีนิติ 11:20-21) 

4. อาหารประเภทผัก ผลไม้

ให้รับประทานผักและผลไม้ทุกประเภทตามชนิดที่พระเจ้าอนุญาตให้ทานตามหลักพระคัมภีร์ (ปฐมกาล 2:16)

ข้อสังเกต

คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส  เน้นให้รับประทานอาหารอาหารมังสวิรัติเป็นหลัก เพื่อรักษาสุขภาพซึ่งเป็นพระวิหารของพระเจ้า (1 โครินธ์ 3:16-17)

ทั้งนี้ คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสได้ยึดปฏิบัติตามหลักการของพระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้ง 66 เล่ม  ตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงวิวรณ์