Sample Page

IS AM ARE:
คุณพ่อสิทธิโชค แสวงกาญจน์

คุณพ่อยอแซฟ สิทธิโชค แสวงกาญจน์  (พ่อฉึ่ง) อายุ 41 ปี พ่อเป็นสัตบุรุษวัดอัครเทวดาคาเบรียล ปัตตานี     สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี  พ่อจบปริญญาตรีคณะมนุษย์ศาสตร์ สาขาปรัชญา และคณะศาสนศาสตร์ สาขาเทววิทยา ที่วิทยาลัยแสงธรรม  สามพราน นครปฐม ปัจจุบัน พ่อรับหน้าที่เป็นจิตตาภิบาลเยาวชน สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี อธิการสำนักฝึกธรรมดอมินิก ซาวีโอ (บ้านเณรเล็ก) อธิการบ้านชุมพาบาล ศูนย์งานอภิบาลของสังฆมณฑลฯ

ในปีเยาวชนนี้ พ่อมีความคาดหวัง …. 

  • เริ่มจากตัวเอง คือ เปิดใจ และพร้อมที่จะรับฟังเสียงของบรรดาเยาวชน และเดินไปพร้อมกับพวกเขา ในทุก ๆ สถานการณ์
  • สำหรับ ชุมนุมคริสตชน พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้บรรรดาเยาวชนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมนุมคริสตชน (ในพลังความสามารถที่พวกเรา)
  • สำหรับเยาวชน “เธอคือปัจจุบัน และอนาคต ของพระศาสนจักร… จงกล้าที่จะตอบรับเสียงเรียก กล้าที่จะใช้พลัง และพระพร เพื่อทำให้ความรักของพระปรากฎเด่นชัดในชีวิตของพวกเธอ ทุกเวลา ทุกโอกาส ท่ามกลางทุก ๆ คน”

พิธีเปิดปีเยาวชนสังฆมณฑลจันทบุรี

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2020 แผนกเยาวชนสังฆมณฑลจันทบุรีได้จัดกิจกรรมเปิดปีเยาวชนระดับสังฆมณฑลโดยพระสังฆราชซิลวิโอ สิริพงษ์ จรัสศรี โดยการเปิดปีเยาวชนระดับสังฆมณฑลในครั้งนี้ โดยมีจุดประสงค์ดังต่อไปนี้

1. เพื่อให้พระศาสนจักรก้าวเดินไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในงานอภิบาลเยาวชน

2. เพื่อให้เกิดการนำเอา พระสมณลิขิตเตือนใจ “พระคริสตเจ้าทรงพระชนม์ ” ไปสู่ภาคปฎิบัติ
3. ส่งเสริมให้พระศาสนจักรฟังและให้เยาวชนมีบทบาทหลักในการอภิบาลเยาวชน โดยการการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ

4. เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรักให้แก่กันและกัน

5. เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้นำความเชื่อที่เข้มแข็งเป็นศิษย์ธรรมทูต

#โอกาสนี้ขอขอบคุณผู้มีพระคุณในการจัดงานในครั้งนี้ทุกท่าน ขอพระหฤทัยทรงอวยพรให้ทุกท่านเสมอไป

วิดิโอประมวลภาพ คลิกที่นี่

ค.คนชวนคิด 3

เวลาพาหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาหาเรา และก็พาหลายสิ่งหลายอย่างไปจากเราเช่นกัน สิ่งหนึ่งนั้นก็คือโอกาส ซึ่งเข้ามาในชีวิตแต่ละคนแตกต่างกันไป ทำให้เราแต่ละคนต้องสร้างคุณสมบัติ เพื่อไม่ให้โอกาสดี ๆ ที่เวียนเข้ามาผ่านเราไปเฉย ๆ

โอกาสที่ยังมาไม่ถึง เพราะยังเป็นอนาคตก็ถูกเรียกร้องคุณสมบัติของความอดทน รอคอยด้วยความตื่นตัว ตื่นตัวรอคอยด้วยการทำหน้าที่ที่เป็นปัจจุบันแล้วอย่างดีที่สุด เพราะนั่นเป็น จุดกำเนิดของโอกาสดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต และทำให้เราสามารถมองเห็นโอกาส เมื่อมันมาถึงและคว้ามันไว้ได้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ไม่เร็วหรือช้าเกินไป

เยาวชนที่รัก

เราทุกคนต่างต้องการโอกาส ไม่ว่าจะเป็นโอกาสของการแก้ไขหรือโอกาสของการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ดี แต่บ่อยครั้งเราเรียกร้องหาโอกาสจนลืมเริ่มสร้างโอกาสให้กับตัวเราเอง แสวงหาโอกาสภายนอกที่เราเรียกว่าโชคดีด้วยการมองออกไป แต่ถ้าสร้างโอกาส เราต้องเริ่มจากการมองตัวเอง เพราะโอกาสส่วนมากในชีวิตของเรา เกิดจากความพยายามและกล้าหาญที่จะเปลี่ยนตัวเอง ด้วยการพัฒนาให้ดีขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ โอกาสที่เราเรียกว่าโชคดีอาจวิ่งมาชนเราไม่บ่อย แต่โอกาสของเราที่จะทำความดี มีอยู่ในตัวเราเสมอ…

ศาสนสัมพันธ์ ตอนที่ 3

บทความที่ 3 
ศาสนสัมพันธ์ในการเปิดใจรับ

เขียนโดย วรินทร เหมะ

ในสังคมที่มีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ และศาสนา เราควรต้องเรียนรู้ ทำความรู้จักอีกมากมาย แต่ก่อนจะเรียนรู้และทำความรู้จักนั้น เราต้องเปิดใจที่จะยอมรับธรรมเนียมปฏิบัติของกันและกัน จึงขอยกตัวอย่างในเรื่อง เมื่อไม่รู้ธรรมเนียม..ก็ทำตามเขาไปก่อน

สาธุคุณชาวอเมริกันสองคนไปเที่ยวประเทศเยอรมนีตัดสินใจไปโบสถ์ร่วมพิธีนมัสการ เนื่องจากทั้งสองคนพูดภาษาเยอรมันไม่เป็นจึงคิดว่าต้องปลอดภัยไว้ก่อนโดยการทำตามคนอื่น แล้วทั้งสองก็เลือกไปนั่งแถวหน้าติดกับชายที่แต่งตัวภูมิฐานคนหนึ่งคิดว่าจะทำตามที่ชายผู้นั้นปฏิบัติ

ในระหว่างพิธีศาสนาจารย์ผู้ประกอบพิธีประกาศอะไรบางอย่าง ชายที่แต่งตัวภูมิฐานนั้นลุกขึ้นยืน สาธุคุณอเมริกันทั้งสองก็ลุกขึ้นยืนตาม ทันทีนั้นทั้งสองคนก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากสัตบุรุษในโบสถ์

เมื่อพิธีนมัสการจบลงแล้วเขาทราบว่าศาสนาจารย์พูดภาษาอังกฤษได้ เขาจึงถามว่าเมื่อตะกี้นี้สัตบุรุษเขาหัวเราะอะไรกัน

“โอ้..ผมประกาศว่าจะมีพิธีโปรดศีลล้างบาปแล้วขอให้คนที่เป็นบิดาเด็กยืนขึ้น”

ท่านได้อะไรจากเรื่องนี้? ใช่แล้วเราจะเห็นได้ว่า การที่เราไม่รู้ภาษา ไม่รู้จักธรรมเนียมปฏิบัติ ก็อาจจะทำอะไรผิดพลาดได้ แต่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เพราะหากการเรียนรู้จะทำให้เราต้องผิดพลาด คุณควรจำเอาไว้เลยว่า ผิดครั้งนี้ เพื่อให้เราได้เกิดการเรียนรู้ ไม่ทำผิดซ้ำอีก อย่าอายที่จะก้าวออกไปหาผู้อื่นไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาใด เชื้อชาติใด ควรเปิดใจที่จะยอมรับ และเรียนรู้ในกันและกัน  เพื่อที่จะทำให้เราได้รับมิตรภาพคืนกลับมา ทำให้เราไม่ต้องรู้จักแต่คนของเรา แต่ทำให้เรารู้จักผู้อื่นที่แตกต่างจากเรา วัฒนธรรมในทุกที่ล้วนมีประวัติศาสตร์ ศาสนายังมีความหลากหลาย ไม่ว่าเราจะเป็นคริสตชนหรือศาสนิกชน เราควรที่จะรักกันและกันเพราะเรานั้นเป็นพี่น้อง เราจึงต้องเปิดใจยอมรับในกันและกัน 

เรามาเริ่มด้วยการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องเพื่อให้งานศาสนสัมพันธ์สัมฤทธิ์ผล โดยพิจารณาตน (จนถึงระดับมโนธรรมก็ว่าได้) ทั้งก่อนและหลังการทำงานศาสนสัมพันธ์ ดังนี้

ทัศนคติที่ดีและถูกต้องต่อศาสนาอื่น

  • เห็นคุณค่าในเนื้อหาสาระ / ศาสนธรรม หลักการ วิธีการของศาสนาอื่นว่าเป็นสิ่งที่ดีงามน่าสนใจ และมีความลุ่มลึก ลึกซึ้ง เพราะได้สะสมคุณค่ามาเป็นเวลายาวนาน
  • เห็นคุณค่าด้านประสบการณ์ชีวิตที่ให้ผลดีจากการปฏิบัติศาสนธรรมของศาสนิกในศาสนานั้นๆ 
  • เห็นคุณค่าของความจริง ความดีงาม ความศักดิ์สิทธิ์ศรัทธาของศาสนาอื่นๆ (พระศาสนจักรให้เรารู้จักยอมรับ / ไม่ปฏิเสธ)
  • ทุกคนมีดี อาจมีดีเหมือนกัน หรือต่างกัน ฉะนั้นพยายามเรียนรู้ และเลียนแบบความดีของกันและกัน (แต่ยังรักษาเอกลักษณ์ของตนไว้)
  • ทุกศาสนาปรารถนาความรัก ฉะนั้นให้เรารักกันฉันพี่น้อง
  • ทำเป็นประสบการณ์ชีวิตเพื่อการเสวนาด้วยชีวิต (ชีวิตศาสนาทั่วไปและชีวิตจิตภายใน)

ศาสนสัมพันธ์ ตอนที่ 2

ศาสนสัมพันธ์กับความหลากหลาย

ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานทุกคนล้วนมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับงานศาสนสัมพันธ์ ปกติเราจะรู้จักแต่ตัวของเรา ศาสนาของเรา แต่นี่เราต้องทำความรู้จักกับผู้ร่วมงานของเราที่มีทั้ง 5 ศาสนา  รู้หรือไม่ว่าศาสนาในประเทศไทยที่กรมการศาสนารับรองมีศาสนาอะไรบ้าง? 

ศาสนา 5 ศาสนา ประกอบไปด้วย ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม  ศาสนาคริสต์  ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ นี่คือศาสนาที่กรมการศาสนารับรอง

 แล้วศาสนาคริสต์ละมีแค่เราที่เป็นคาทอลิกหรือไม่? คำตอบคือ ศาสนาคริสต์ที่กรมการศาสนารับรอง มี 5 องค์การประกอบด้วย 

1.สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย (ทางการ) หรือ สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ที่เราอาจจะคุ้นชินอย่างหลังมากกว่า 

2.สภาคริสตจักรในประเทศไทย 

3.สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย 

4.สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย 

5.มูลนิธิคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย  

เริ่มเยอะขึ้นใช่ไหมละ! อย่าพึ่งตกใจ เพราะการที่เราจะเริ่มต้นทำสิ่งใดก็ตาม เราจะต้องเปิดใจของเราให้กว้าง ไม่มีอคติ มองเขาคือครอบครัวของเรา เมื่อเราคิดได้เช่นนั้น จงก้าวออกจากตัวเอง แล้วไปเรียนรู้จักพวกเขากันเถอะ

สิ่งที่เราควรรู้ในการทำศาสนสัมพันธ์  คือเราจะต้องเข้าใจถึงหลักการในแง่มุมของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกก่อน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1.  ปฏิบัติกิจในความรักของพระเจ้า  คริสตชนมีความเชื่อว่าพระเจ้าคือบ่อเกิดแห่งความรักทั้งปวง เมื่อเป็นเช่นนั้นในการเป็นประจักษ์พยานพวกเขาถูกเรียกร้องให้ต้องดำเนินชีวิตแห่งความรักและให้รักเพื่อนบ้านดุจรักตนเอง (เทียบ มธ. 22: 34-40; ยน. 14: 15)

2.  เลียนแบบพระเยซูคริสตเจ้า  ในทุกมิติแห่งชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเป็นประจักษ์พยาน คริสตชนถูกเรียกร้องให้เจริญรอยตามแบบฉบับและคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า แบ่งปันความรักของพระองค์ ถวายพระพรและพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดาด้วยพระเดชานุภาพของพระจิต (เทียบ ยน. 20: 21-23)

3.  ฤทธิ์กุศลของคริสตชน  คริสตชนถูกเรียกร้องให้ประพฤติตนอย่างมีเกียรติ มีความรักเมตตา มีความเห็นอกเห็นใจและมีความสุภาพ เอาชนะการโอ้อวด ไม่เหยียดหยามผู้ที่ต่ำกว่า ไม่มองว่าผู้อื่นไม่มีความสำคัญ (เทียบ กท. 5: 22)

4.  รับใช้และดำรงอยู่ในความยุติธรรม  คริสตชนถูกเรียกร้องให้กระทำการด้วยความยุติธรรมและให้รักผู้อื่นด้วยความอ่อนโยน (เทียบ มก. 6: 8) พวกเขายังถูกเรียกร้องให้รับใช้ผู้อื่น และในกระทำดังกล่าวให้ตระหนักด้วยว่าพระคริสตเจ้าทรงประทับอยู่ในบรรดาพี่น้องชายหญิงเหล่านั้น (เทียบ มธ. 25: 45)  ส่วนการรับใช้ เช่น ให้การศึกษา ดูแลสุขภาพ ช่วยเหลือบรรเทาภัย การกระทำที่ยุติธรรม และการเป็นกระบอกเสียงให้ผู้ที่ไม่มีปากมีเสียงล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งแห่งองค์รวมของการเป็นประจักษ์พยานต่อพระวรสารทั้งสิ้น  การฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบจากคนยากจนและผู้ที่เดือดร้อนไม่มีที่ยืนในการปฏิบัติของคริสตชนต่อผู้อื่น  คริสตชนควรที่จะประณามและละเว้นจากการหลอกลวงทุกชนิด รวมถึงการให้สินบนหรือสิ่งตอบแทนใดๆในการรับใช้ของพวกเขา

5.  ระมัดระวังในพันธกิจแห่งการเยียวยารักษา  ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นประจักษ์พยานต่อพระวรสาร  คริสตชนก็ปฏิบัติพันธกิจแห่งการเยียวยารักษาด้วย  พวกเขาถูกเรียกร้องให้ใช้ความระมัดระวังในขณะที่พวกเขาทำพันธกิจนี้ โดยให้ความเคารพอย่างที่สุดกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และต้องแน่ใจว่าจะต้องไม่ไปกระทบกระทั่งหรือเอาเปรียบประชาชนที่ต้องการการเยียวยารักษา

6.  ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง  คริสตชนถูกเรียกร้องให้ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกชนิด ในการเป็นประจักษ์พยาน ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตวิทยา ด้านสังคม หรือการใช้อำนาจไปในทางมิชอบ  พวกเขาถูกเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ หรือการกดขี่ข่มเหงจากผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม รวมถึงห้ามละเมิดหรือทำลายสถานที่นมัสการ สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ หรือพระธรรมคัมภีร์ของศาสนาอื่น

7.  เสรีภาพในการเชื่อและการนับถือศาสนา  เสรีภาพในการนับถือศาสนารวมถึงสิทธิในการแสดงความเชื่อ การปฏิบัติ การเผยแพร่ และการเปลี่ยนศาสนาเกิดจากศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนการสร้างมนุษย์ขึ้นมาตามพระฉายาและความละม้ายคล้ายกับพระเจ้า (เทียบ ปฐก. 1: 26)  ดังนั้นมนุษย์ทุกคนจึงมีสิทธิและความรับผิดชอบเท่าเทียมกัน  เมื่อศาสนาใดถูกนำเอาไปใช้เพื่อเป็นเครื่องมือของลัทธิการเมือง หรือเมื่อมีการเบียดเบียนศาสนา คริสตชนถูกเรียกร้องให้ต้องดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานแห่งประกาศกในการปฏิเสธการกระทำดังกล่าว

8.  ให้ความเคารพและมีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน  คริสตชนถูกเรียกร้องให้ปวารณาตนเองที่จะทำงานร่วมกันกับผู้อื่นโดยให้ความเคารพแก่กันและกัน ส่งเสริมความยุติธรรม สันติ และความดีส่วนรวมด้วยกัน  ความร่วมมือกันระหว่างศาสนิกชนที่นับถือศาสนาแตกต่างเป็นมิติสำคัญยิ่งสำหรับหน้าที่ของแต่ละคน

9.  เคารพทุกคน  คริสตชนทราบดีว่าพระวรสารนั้นทั้งท้าทายและทำให้วัฒนธรรมมีความมั่งคั่งขึ้น  แม้พระวรสารจะท้าทายบางมิติของวัฒนธรรม คริสตชนก็ยังถูกเรียกร้องให้มีความเคารพต่อผู้อื่น  นอกนั้นคริสตชนยังถูกเรียกร้องให้ไตร่ตรององค์ประกอบต่าง ๆ แห่งวัฒนธรรมของตนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนโดยพระวรสารด้วย

10.  ปฏิเสธประจักษ์พยานเท็จ  คริสตชนถูกเรียกร้องให้พูดด้วยความจริงใจและให้ความเคารพต่อผู้อื่น  พวกเขาต้องตั้งใจฟังเพื่อที่จะได้เรียนรู้และเข้าใจความเชื่อและการปฏิบัติของผู้อื่น พร้อมที่จะรับรู้และชื่นชมสิ่งที่เป็นความจริงและดีงามในตัวมันเอง  หากจะมีการวิภาควิจารณ์ใดๆควรที่จะทำด้วยจิตตารมย์แห่งความเคารพซึ่งกันและกัน โดยมั่นใจว่าตนจะไม่เป็นพยานเท็จเกี่ยวกับศาสนาอื่น

11.  ไตร่ตรองเป็นการส่วนตัว  คริสตชนถูกเรียกร้องให้ยอมรับว่าการเปลี่ยนศาสนาของแต่ละคนเป็นขั้นตอนที่ต้องตัดสินใจเด็ดขาด ต้องเกิดขึ้นหลังจากใช้เวลานานพอสมควรในการไตร่ตรองและการเตรียมตัวโดยอาศัยกระบวนการที่เป็นอิสระอย่างเต็มที่

12.  สร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา  คริสตชนควรที่จะสร้างความสัมพันธ์ในการให้ความเคารพและความไว้วางใจกับศาสนิกชนของศาสนาอื่น เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน การคืนดีกัน และการร่วมมือกันเพื่อความดีส่วนรวมให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราจะไม่เป็นปัญหาและอุปสรรคเลย หากเรารู้และเข้าใจหลักปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน เรียนรู้ที่จะรักและให้อภัย มีความกล้าที่ทำความรู้จัก ให้ความเป็นมิตรมากกว่าการเป็นศัตรู โดยนำหลักศาสนสัมพันธ์มาใช้อย่างเข้าใจในความเป็นเราและเขา ความสุขสันติก็จะเกิดขึ้นในสังคมอย่างแน่นอน 

วรินทร  เหมะ

IS AM ARE:
คุณพ่อ ชาร์ลส โบโรเมโอ สุรศักดิ์ อัมพาภรณ์

คุณพ่อ ชาร์ลส โบโรเมโอ สุรศักดิ์ อัมพาภรณ์ ปัจจุบันอายุ 52 ปี เป็นสัตบุรุษวัดแม่พระประจักษ์ สองพี่น้อง สุพรรณบุรี อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ คุณพ่อศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่โรงเรียนแม่พระประจักษ์ สองพี่น้อง สุพรรณบุรี ชั้นมัธยมปีที่ 1-6 ที่โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ สามพราน นครปฐม จบปริญญาตรีคณะมนุษย์ศาสตร์ สาขาปรัชญา และคณะศาสนศาสตร์ สาขาเทววิทยา ที่วิทยาลัยแสงธรรม  สามพราน นครปฐม และปริญญาโท สาขาอภิบาลเยาวชน ประเทศอิตาลี

พ่อได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ วันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2000 ที่ สามเณราลัยนักบุญยอแซฟ สามพราน นครปฐม โดย พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู

ปัจจุบัน พ่อได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการแผนกเยาวชนอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และผู้อำนวยการแผนกเยาวชน ระดับชาติ และช่วยงานอภิบาลวัดคอนเซ็ปชัญ พ่อพักประจำอยู่บ้านพระสังฆราช เป็นจิตตาภิบาล รร. อัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม

พ่อคาดหวังให้เยาวชนได้เป็นกำลังสำคัญของพระศาสนจักร ทำให้เยาวชนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

อยากให้พระศาสนจักรเห็นความสำคัญของบรรดาเยาวชน วัดคือบ้านของพระและที่สวดภาวนาของคริสตชนทุกคน ทำให้ครอบครัวคริสตชนรักกัน มีบุตรหลานเป็นเยาวชนที่ดี