Life Traveller

ศาสนสัมพันธ์ ตอนที่ 2

โดย คุณ วรินทร เหมะ | 2 นาที

ศาสนสัมพันธ์กับความหลากหลาย

ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานทุกคนล้วนมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับงานศาสนสัมพันธ์ ปกติเราจะรู้จักแต่ตัวของเรา ศาสนาของเรา แต่นี่เราต้องทำความรู้จักกับผู้ร่วมงานของเราที่มีทั้ง 5 ศาสนา  รู้หรือไม่ว่าศาสนาในประเทศไทยที่กรมการศาสนารับรองมีศาสนาอะไรบ้าง? 

ศาสนา 5 ศาสนา ประกอบไปด้วย ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม  ศาสนาคริสต์  ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ นี่คือศาสนาที่กรมการศาสนารับรอง

 แล้วศาสนาคริสต์ละมีแค่เราที่เป็นคาทอลิกหรือไม่? คำตอบคือ ศาสนาคริสต์ที่กรมการศาสนารับรอง มี 5 องค์การประกอบด้วย 

1.สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย (ทางการ) หรือ สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ที่เราอาจจะคุ้นชินอย่างหลังมากกว่า 

2.สภาคริสตจักรในประเทศไทย 

3.สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย 

4.สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย 

5.มูลนิธิคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย  

เริ่มเยอะขึ้นใช่ไหมละ! อย่าพึ่งตกใจ เพราะการที่เราจะเริ่มต้นทำสิ่งใดก็ตาม เราจะต้องเปิดใจของเราให้กว้าง ไม่มีอคติ มองเขาคือครอบครัวของเรา เมื่อเราคิดได้เช่นนั้น จงก้าวออกจากตัวเอง แล้วไปเรียนรู้จักพวกเขากันเถอะ

สิ่งที่เราควรรู้ในการทำศาสนสัมพันธ์  คือเราจะต้องเข้าใจถึงหลักการในแง่มุมของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกก่อน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1.  ปฏิบัติกิจในความรักของพระเจ้า  คริสตชนมีความเชื่อว่าพระเจ้าคือบ่อเกิดแห่งความรักทั้งปวง เมื่อเป็นเช่นนั้นในการเป็นประจักษ์พยานพวกเขาถูกเรียกร้องให้ต้องดำเนินชีวิตแห่งความรักและให้รักเพื่อนบ้านดุจรักตนเอง (เทียบ มธ. 22: 34-40; ยน. 14: 15)

2.  เลียนแบบพระเยซูคริสตเจ้า  ในทุกมิติแห่งชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเป็นประจักษ์พยาน คริสตชนถูกเรียกร้องให้เจริญรอยตามแบบฉบับและคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า แบ่งปันความรักของพระองค์ ถวายพระพรและพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดาด้วยพระเดชานุภาพของพระจิต (เทียบ ยน. 20: 21-23)

3.  ฤทธิ์กุศลของคริสตชน  คริสตชนถูกเรียกร้องให้ประพฤติตนอย่างมีเกียรติ มีความรักเมตตา มีความเห็นอกเห็นใจและมีความสุภาพ เอาชนะการโอ้อวด ไม่เหยียดหยามผู้ที่ต่ำกว่า ไม่มองว่าผู้อื่นไม่มีความสำคัญ (เทียบ กท. 5: 22)

4.  รับใช้และดำรงอยู่ในความยุติธรรม  คริสตชนถูกเรียกร้องให้กระทำการด้วยความยุติธรรมและให้รักผู้อื่นด้วยความอ่อนโยน (เทียบ มก. 6: 8) พวกเขายังถูกเรียกร้องให้รับใช้ผู้อื่น และในกระทำดังกล่าวให้ตระหนักด้วยว่าพระคริสตเจ้าทรงประทับอยู่ในบรรดาพี่น้องชายหญิงเหล่านั้น (เทียบ มธ. 25: 45)  ส่วนการรับใช้ เช่น ให้การศึกษา ดูแลสุขภาพ ช่วยเหลือบรรเทาภัย การกระทำที่ยุติธรรม และการเป็นกระบอกเสียงให้ผู้ที่ไม่มีปากมีเสียงล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งแห่งองค์รวมของการเป็นประจักษ์พยานต่อพระวรสารทั้งสิ้น  การฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบจากคนยากจนและผู้ที่เดือดร้อนไม่มีที่ยืนในการปฏิบัติของคริสตชนต่อผู้อื่น  คริสตชนควรที่จะประณามและละเว้นจากการหลอกลวงทุกชนิด รวมถึงการให้สินบนหรือสิ่งตอบแทนใดๆในการรับใช้ของพวกเขา

5.  ระมัดระวังในพันธกิจแห่งการเยียวยารักษา  ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นประจักษ์พยานต่อพระวรสาร  คริสตชนก็ปฏิบัติพันธกิจแห่งการเยียวยารักษาด้วย  พวกเขาถูกเรียกร้องให้ใช้ความระมัดระวังในขณะที่พวกเขาทำพันธกิจนี้ โดยให้ความเคารพอย่างที่สุดกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และต้องแน่ใจว่าจะต้องไม่ไปกระทบกระทั่งหรือเอาเปรียบประชาชนที่ต้องการการเยียวยารักษา

6.  ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง  คริสตชนถูกเรียกร้องให้ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกชนิด ในการเป็นประจักษ์พยาน ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตวิทยา ด้านสังคม หรือการใช้อำนาจไปในทางมิชอบ  พวกเขาถูกเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ หรือการกดขี่ข่มเหงจากผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม รวมถึงห้ามละเมิดหรือทำลายสถานที่นมัสการ สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ หรือพระธรรมคัมภีร์ของศาสนาอื่น

7.  เสรีภาพในการเชื่อและการนับถือศาสนา  เสรีภาพในการนับถือศาสนารวมถึงสิทธิในการแสดงความเชื่อ การปฏิบัติ การเผยแพร่ และการเปลี่ยนศาสนาเกิดจากศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนการสร้างมนุษย์ขึ้นมาตามพระฉายาและความละม้ายคล้ายกับพระเจ้า (เทียบ ปฐก. 1: 26)  ดังนั้นมนุษย์ทุกคนจึงมีสิทธิและความรับผิดชอบเท่าเทียมกัน  เมื่อศาสนาใดถูกนำเอาไปใช้เพื่อเป็นเครื่องมือของลัทธิการเมือง หรือเมื่อมีการเบียดเบียนศาสนา คริสตชนถูกเรียกร้องให้ต้องดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานแห่งประกาศกในการปฏิเสธการกระทำดังกล่าว

8.  ให้ความเคารพและมีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน  คริสตชนถูกเรียกร้องให้ปวารณาตนเองที่จะทำงานร่วมกันกับผู้อื่นโดยให้ความเคารพแก่กันและกัน ส่งเสริมความยุติธรรม สันติ และความดีส่วนรวมด้วยกัน  ความร่วมมือกันระหว่างศาสนิกชนที่นับถือศาสนาแตกต่างเป็นมิติสำคัญยิ่งสำหรับหน้าที่ของแต่ละคน

9.  เคารพทุกคน  คริสตชนทราบดีว่าพระวรสารนั้นทั้งท้าทายและทำให้วัฒนธรรมมีความมั่งคั่งขึ้น  แม้พระวรสารจะท้าทายบางมิติของวัฒนธรรม คริสตชนก็ยังถูกเรียกร้องให้มีความเคารพต่อผู้อื่น  นอกนั้นคริสตชนยังถูกเรียกร้องให้ไตร่ตรององค์ประกอบต่าง ๆ แห่งวัฒนธรรมของตนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนโดยพระวรสารด้วย

10.  ปฏิเสธประจักษ์พยานเท็จ  คริสตชนถูกเรียกร้องให้พูดด้วยความจริงใจและให้ความเคารพต่อผู้อื่น  พวกเขาต้องตั้งใจฟังเพื่อที่จะได้เรียนรู้และเข้าใจความเชื่อและการปฏิบัติของผู้อื่น พร้อมที่จะรับรู้และชื่นชมสิ่งที่เป็นความจริงและดีงามในตัวมันเอง  หากจะมีการวิภาควิจารณ์ใดๆควรที่จะทำด้วยจิตตารมย์แห่งความเคารพซึ่งกันและกัน โดยมั่นใจว่าตนจะไม่เป็นพยานเท็จเกี่ยวกับศาสนาอื่น

11.  ไตร่ตรองเป็นการส่วนตัว  คริสตชนถูกเรียกร้องให้ยอมรับว่าการเปลี่ยนศาสนาของแต่ละคนเป็นขั้นตอนที่ต้องตัดสินใจเด็ดขาด ต้องเกิดขึ้นหลังจากใช้เวลานานพอสมควรในการไตร่ตรองและการเตรียมตัวโดยอาศัยกระบวนการที่เป็นอิสระอย่างเต็มที่

12.  สร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา  คริสตชนควรที่จะสร้างความสัมพันธ์ในการให้ความเคารพและความไว้วางใจกับศาสนิกชนของศาสนาอื่น เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน การคืนดีกัน และการร่วมมือกันเพื่อความดีส่วนรวมให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราจะไม่เป็นปัญหาและอุปสรรคเลย หากเรารู้และเข้าใจหลักปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน เรียนรู้ที่จะรักและให้อภัย มีความกล้าที่ทำความรู้จัก ให้ความเป็นมิตรมากกว่าการเป็นศัตรู โดยนำหลักศาสนสัมพันธ์มาใช้อย่างเข้าใจในความเป็นเราและเขา ความสุขสันติก็จะเกิดขึ้นในสังคมอย่างแน่นอน 

วรินทร  เหมะ