Sample Page

IS AM ARE:
คุณพ่อยอแซฟ ประธาน ตันเจริญ

ตั้งแต่ปี 1987 ลืมตาดูโลกพร้อมกับสมองที่จำความได้ พ่อชื่อว่า เพ้นท์ (Paint) ไม่ใช่ เพชร หรือ Pen เพราะคนชอบเรียกผิด ชื่อเต็มๆคือ ยอแซฟ ประธาน  ตันเจริญ เกิดมาในครอบครัวที่มีกันอยู่ 4 คน คือ มีบิดา มารดา น้องชายและพ่อเอง ตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เรียนอยู่โรงเรียนมารีวิทยา ปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากๆๆๆ และก็อยู่ใกล้วัดอัครเทวดามีคาแอล มากๆๆๆ พ่อจึงเติบโตมาในชุมชนแห่งความเชื่อและโรงเรียนคาทอลิก หลังจากจบประถมศึกษาปีที่ 6 จึงได้ตัดสินใจโดยที่ไม่ฟังความคิดเห็นของบิดาและมารดา ว่า พ่อจะเข้าบ้านเณรพระหฤทัย ศรีราชา โดยการส่งของคุณพ่อสีลม ไชยเผือก พ่อจึงได้เข้าเป็นเณรเล็กตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 ศึกษาที่โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา หลังจากนั้นชีวิตเข้าสู่เส้นทางพระสงฆ์ คือ เข้าบ้านเณรกลางที่โคราช และเข้าบ้านเณรใหญ่ที่แสงธรรม เรียนปริญญาตรีและปริญญาโทที่วิทยาลัยแสงธรรม สามพราน จ.นครปฐม เมื่อจบแสงธรรม ได้มีโอกาสทำงานที่บ้านเณรพระหฤทัย ศรีราชา 8 เดือน ก่อนที่จะบวช หลังจากนั้นได้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระหฤทัย ศรีราชา 3 ปี จนมาถึงขณะนี้ ทางสังฆมณฑลจันทบุรีได้แต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการแผนกเยาวชนและนิสิตนักศึกษาของสังฆมณฑลจันทบุรี

สิ่งที่พ่อทำตอนนี้ คือ ดูแลเด็กๆเยาวชน ฟัง ให้คำแนะนำ เดินเคียงข้าง ให้กำลังใจ และพยายามที่จะปลูกฝังให้เด็กๆเยาวชนเป็นเยาวชนคาทอลิกที่ดี เท่าที่พ่อและผู้ประสานงานของพ่อจะทำได้ อาศัยการช่วยเหลือจากพระ ผู้ปกครอง พ่อเจ้าวัด คณะสงฆ์และนักบวชที่ทำงานร่วมกัน

สิ่งที่พ่อหวังที่สุดในหน้าที่ที่รับผิดชอบ คือ เด็กๆเยาวชนเป็นปัจจุบันและอนาคตของพระศาสนจักร ชุมชนและสังคม เป็นปัจจุบันคือทำหน้าที่ในวัยของตนเองอย่างดีที่สุดเท่าที่จะคิดและทำได้ เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น เพื่อช่วยคนอื่น และเป็นกำลังที่สำคัญในการสร้างอนาคตให้ดีขึ้น มีคุณธรรม จริยธรรม มองทุกสิ่งเห็นว่ามีคุณค่ามากกว่ามองทุกอย่างว่ามีมูลค่า

คำขวัญ-ความฝัน-การเติบโต

คำขวัญวันเด็ก เริ่มต้นครั้งแรกในปี 2499  โดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้มอบคำขวัญวันเด็กเอาไว้ว่า

“จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม “

จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีคำขวัญวันเด็กมากกว่า 50 คำขวัญ ที่ผลัดเปลี่ยนกันไปตามแนวคิดของผู้ใหญ่ในยุคนั้น จนมาถึงปัจจุบันเราก็ยังมีคำขวัญวันเด็กนี้มาทุกปี

เด็กวิถีใหม่ รวมไทยสร้างชาติ ด้วยภักดีมีคุณธรรม นี่คือคำขวัญที่นายกรัฐมนตรี มอบให้กับเด็กในปี 2564 นี้ 

จุดประสงค์อย่างหนึ่งของคำขวัญวันเด็กในทุกๆปี คือ ผู้ใหญ่อยากเห็นเด็กเยาวชนเติบโต ตามแนวทางของคำขวัญในปีนั้นๆ เพื่อมาช่วยพัฒนาชาติให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาค

ในมุมกลับกัน ถ้าเราได้เปิดโอกาสให้เด็กได้เติบโตขึ้นกับคำขวัญของพวกเขาเอง ในโอกาสวันที่เราทุกคนบอกว่า วันนี้คือ วันของเขา วันที่เราฝากอนาคตไว้เขา ให้พวกเขาได้เขียนคำขวัญวันเด็กเป็นของตัวเอง เพื่อพวกเขาจะได้แสดงออกทางความคิดตามวัยของเขา สร้างสรรค์ในรูปแบบของเขา โดยมีผู้ใหญ่เดินเคียงข้าง ให้กำลังใจ มองการเติบโตของพวกเขาอย่างมีความหวัง

ในบางครั้งเด็กเยาวชนหลายคนถูกสังคมของผู้ใหญ่ บดบังความฝันของเขา ทำให้เด็กไม่กล้าที่จะแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาได้คิด ไม่กล้าที่จะสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ตามแนวคิดของพวกเขา ถ้าพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หันมาให้กำลังใจ ส่งเสริม ให้คำแนะนำ เดินเคียงข้างเด็กและเยาวชน เพื่อพวกเขาจะได้เติบโตเป็นในสิ่งที่เขาต้องการและตามสิ่งที่เราคาดหวังตามคำขวัญที่เราให้กับเด็กๆ เหล่านั้นในทุก ๆ ปี ควบคู่ไปกับคำขวัญ ความฝันของพวกเขา

ในโอกาสปีเยาวชนปีนี้ เราจะหันมาให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ที่ไม่เพียงจะเป็นอนาคตของชาติเท่านั้น เด็กและเยาวชนทุกคนยังเป็นปัจจุบันและอนาคตของพระศาสนจักรด้วย ตามคำที่พระสันตะปาปาฟรังซิสทรงตรัสกับถึงเยาวชนว่า “พวกลูกเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความหวัง ความฝัน จงอย่ากลัวที่จะมองอนาคตข้างหน้าด้วยความเชื่อมั่น “ เพราะสังคมปัจจุบัน เราต้องฝากอนาคตของเราไว้กับลูกหลาน เพื่อสานต่อความเชื่อที่ผู้ใหญ่ได้รับการถ่ายทอดต่อกันมา และความเชื่อนั้นต้องถูกถ่ายทอดต่อไปเรื่อยๆ จากรุ่นสู่รุ่น โดยผ่านทางรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปตามยุคสมัย เพื่อสร้างพระศาสนจักรในรูปแบบของเขา ตามยุคสมัยของเขา และเป็นพระศาสนจักรที่เติบโตด้วยความเชื่อที่เข้มแข็งเหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่ทุกคนตั้งใจส่งมาให้พวกเขาดูแล

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2020 ครั้งที่ 35

“หนุ่มเอ๋ย เราบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด” (ลก.7:14) 

บรรดาเยาวชนที่รักยิ่ง 

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2018 มีการประชุมสมัชชาบิชอป (การประชุมพระสังฆราชทั่วโลก) ในหัวข้อ “เยาวชนคนหนุ่มสาว กับความเชื่อและการไตร่ตรองกระแสเรียก” พระศาสนจักรได้เริ่มดำเนินการให้พวกลูก ตระหนักถึงสถานที่ที่ลูกอยู่ในโลกปัจจุบันนี้การค้นหาความหมายและจุดมุ่งหมายในชีวิต รวมถึง ความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพระเจ้า ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 พ่อได้พบปะกับเยาวชนหลายพันคน ซึ่ง เป็นคนร่วมวัยเดียวกับพวกลูกจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่ประเทศปานามาในโอกาสงานวันเยาวชนโลก ใน โอกาสสำคัญเช่นนี้ซึ่งเป็นการประชุม Synod และวันเยาวชนโลก แสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงอีกมิติหนึ่งของ พระศาสนจักร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญและทำให้พวกเรารู้ความจริงที่ว่า “พวกเราร่วมเดินทางไปด้วยกัน” 

ในการเดินทางครั้งนี้ในแต่ละครั้งที่เราได้ก้าวเดินนั้น เราได้เผชิญการทดลองของพระเจ้าและชีวิต ของเราเอง เพื่อสร้างการเริ่มต้นครั้งใหม่ สำหรับเยาวชนนั้น พวกลูกคุ้นเคยในสิ่งนี้อยู่แล้ว พวกลูกรักการ เดินทางเพื่อแสวงหาสถานที่ใหม่ๆ คนใหม่ๆ รวมถึงประสบการณ์ใหม่ๆ นี่คือสาเหตุที่พ่อได้เลือกกรุง ลิสบอน เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส สำหรับการแสวงบุญระหว่างทวีปซึ่งจะเกิดขึ้นในปีค.ศ. 2022 ใน ศตวรรษที่ 15 และ 16 เยาวชนรวมถึงบรรดามิชชันนารีจำนวนมาก ได้ออกเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่มีใคร รู้จัก เพื่อป่าวประกาศและแบ่งปันประสบการณ์ที่มีต่อพระเยซูเจ้ายังทุกคนและทุกชาติสำหรับหัวข้อของงาน เยาวชนโลกที่กรุงลิสบอนคือ “พระนางมารีย์ทรงรีบออกเดินทาง” (ลก 1:39) ในระหว่างช่วงเวลา 2 ปีที่จะมี 

กิจกรรม พ่ออยากจะไตร่ตรองกับพวกลูกเกี่ยวกับสองข้อความซึ่งมาจากพระคัมภีร์สำหรับปีค.ศ. 2020 ด้วยหัวข้อที่ว่า “หนุ่มเอ๋ย เราบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด” (ลก 7:14) และสำหรับปี ค.ศ. 2021 “จงลุกขึ้นเถิด เราแสดงตนแก่เจ้า เพื่อแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้รับใช้ของเรา” (กจ 26:16) 

ดังที่ลูกทุกคนเห็นว่า คำกริยา “arise” แปลว่า ลุกขึ้น หรือคำว่า “stand” ซึ่งแปลว่ายืนขึ้น ปรากฏอยู่ ใน 3 หัวข้อหลักนี้นั่นหมายถึงการกลับเป็นขึ้นมา การตื่นขึ้นมาสำหรับชีวิตใหม่ คำเหล่านี้ปรากฏบ่อยครั้ง ในสมณลิขิตเตือนใจ “Christus Vivit พระคริสตเจ้าทรงพระชนม์” ซึ่งพ่อได้กล่าวกับลูกๆ ในการประชุมในปี ค.ศ. 2018 ด้วยข้อความที่ว่า พระศาสนจักรปรารถนาให้ลูกทุกคนเป็นดั่งตะเกียงที่ส่องสว่างเส้นทางแห่ง ชีวิตของลูก พ่อมีความหวังด้วยใจจริงว่า การเดินทางของพวกเราไปที่กรุงลิสบอนนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกับ ความพยายามของพระศาสนจักรเพื่อสารข้อความสองอย่างนี้จะบังเกิดผล อีกทั้งเพื่อชี้นำพันธกิจของบรรดา ผู้ที่ดูแลทำงานด้านอภิบาลเยาวชน

พ่อขอเชิญชวนพวกเราทุกคนพิจารณาไตร่ตรองถึงหัวข้อของปีนี้ในหัวข้อที่ว่า “หนุ่มเอ๋ย เราบอก เจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด” (เทียบ ลก 7:14) พ่อได้กล่าวถึงข้อความนี้ในสมณลิขิตเตือนใจ “Christus Vivit  พระคริสตเจ้าทรงพระชนม์” ซึ่งเขียนไว้ว่า “ถ้าลูกสูญเสียพลังภายใน ความฝัน ความกระตือรือร้น การมอง โลกในแง่ดีและการมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของลูกไป พระเยซูเจ้าประทับยืนอยู่ต่อหน้าลูกเหมือนครั้งหนึ่ง  ทรงยืนอยู่หน้าร่างบุตรชายอันไร้วิญญาณของหญิงม่าย ด้วยพลานุภาพแห่งการกลับคืนพระชนมชีพของ พระองค์พระองค์ทรงกระตุ้นลูกว่า “หนุ่มเอ๋ย เราบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด” (ข้อที่ 20)

ข้อความตอนนี้ในพระคัมภีร์บอกพวกเราทุกคนเมื่อพระเยซูเสด็จไปในเมืองนาอิน แคว้นกาลิลี ทอดพระเนตรเห็นขบวนเคลื่อนร่างอันไร้วิญญาณของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรชายของหญิงม่าย พระองค์ทรงรับรู้ถึงความเศร้าโศกของนาง จากนั้นทรงปลุกชายคนนั้นให้กลับมามีชีวิตใหม่ พระองค์ทรงทำ อัศจรรย์หลังจากพูดคุยและมีปฏิกิริยาต่อหญิงม่ายที่กำลังโศกเศร้า “เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเห็นนาง ทรง สงสารและตรัสว่า ‘อย่าร้องไห้เลย’ แล้วพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้ทรงแตะแคร่หามร่างนั้น คนหามก็หยุด” ให้ เราได้คิดและรำพึงสักครู่หนึ่งถึงการพูดคุยและปฏิกิริยาของพระองค์ 

ความสามารถที่จะมองเห็นและเข้าใจถึงความเจ็บปวดและความตาย 

พระองค์ทอดพระเนตรในขบวนนั้นอย่างสนพระทัย ในท่ามกลางฝูงชนนั้น พระองค์ทรงเข้าพระทัย ถึงสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดของนาง การที่พระองค์ทรงรับรู้และเข้าพระทัย ก่อให้เกิดการ เผชิญหน้าสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของชีวิตใหม่ เพียงเอ่ยไม่กี่คำเท่านั้น 

แล้วความสามารถในการมองเห็นของพ่อเอง เมื่อพ่อมองดูสิ่งต่างๆ พ่อค่อยๆ ดูไปอย่างละเอียดถี่ ถ้วน หรือสิ่งนี้คล้ายๆ กับการที่พ่อเลื่อนดูรูปประมาณหลายพันรูปอย่างรวดเร็วในโทรศัพท์มือถือ บ่อยแค่ ไหนที่เรามองดูสิ่งต่างๆ โดยที่เราไม่ได้เห็นสถานการณ์นั้นจริงๆ? บางครั้งสิ่งแรกของเราคือการถ่ายรูป  ตัวเราเองในโทรศัพท์มือถือ โดยที่ไม่แม้กระทั่งมองตาคนที่มากับเรา 

พวกเรามองเห็นถึงความเป็นจริงของความตายรอบๆ ตัวเรา และอีกทั้งภายในตัวเราตลอดเวลา  ซึ่งเป็นทางกายภาพ จิตวิญญาณ อารมณ์ความรู้สึก สังคม พวกเราได้สังเกตสิ่งเหล่านั้นจริงๆ หรือ? หรือ เราปล่อยสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับตัวพวกเรา มีสิ่งไหนบ้างที่พวกเราสามารถทำได้เพื่อฟื้นชีวิตของเรา? 

พ่อคิดถึงสถานการณ์เลวร้ายที่ผู้คนในช่วงอายุลูกๆ ต้องพบเจอหรือฝ่าฟันเช่นกัน บางคนเสี่ยงเดิม พันทุกสิ่งกับช่วงเวลาปัจจุบัน และเสี่ยงชีวิตของพวกเขาเองในสถานการณ์ที่รุนแรง หลายคน “เสียชีวิตลง” เพราะพวกเขารู้สึกสิ้นหวัง มีเยาวชนหญิงคนหนึ่งบอกพ่อว่า “ในท่ามกลางเพื่อนของหนูหนูสัมผัสถึงความ เหินห่าง และความกล้าหาญที่ถดถอยที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง” เป็นสิ่งที่น่าเศร้ามากที่มีเยาวชนเป็นโรคซึมเศร้า ในบางกรณีสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการเร้าเร่งให้เกิดการฆ่าตัวตาย มีกี่เหตุการณ์แล้วที่ความเฉยเมยได้เข้า

ครอบงำ แล้วทำให้หลายคนตกลงไปในเหวแห่งความปวดร้าวและความสงสาร มีคนหนุ่มสาวกี่คนแล้วที่ร่ำ ไห้โดยไม่มีใครได้ยินคำร้องขอของพวกเขา พวกเขากลับได้พบเจอลักษณะของความว้าวุ่นใจและการที่ไม่มี ใครสนใจ ในฐานะมนุษย์ผู้ซึ่งต้องการที่จะสนุกกับ “ช่วงเวลาแห่งความสุข” ของพวกเขาโดยที่ไม่มีใครหรือสิ่ง ไหนมาวุ่นวาย 

คนอื่นๆ สูญเสียชีวิตของตนให้กับสิ่งผิวเผินไม่สำคัญ คิดว่าพวกเขาเองยังมีชีวิต แต่ความจริงพวก เขาได้ตายไปแล้ว (เทียบ วว 3:1) เมื่ออายุ20 ปีพวกเขาถูกฉุดชีวิตตนเองให้ตกต่ำลงแทนที่จะลุกดึงตัวเอง ให้ดีขึ้น เพื่อสมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตน ทุกอย่างนั้นตัดทอนลงมาให้เหลือเพียงใช้ชีวิตให้สนุก  และเเสวงหาความพึงพอใจเพียงเล็กน้อย เช่น ใช้เวลาเพียง 1 นาทีเพื่อความบันเทิง ความสนใจและความ รักเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แล้วการแพร่หลายของความหลงใหลในตัวเองในโลกสังคมออนไลน์ซึ่งมีอิทธิพล เยาวชนรวมถึงผู้ใหญ่หลายคนกำลังใช้ชีวิตเช่นนี้ในปัจจุบัน บางคนอาจจะเชื่อเกินไปกับวัตถุสิ่งของเหล่านั้น ซึ่งอยู่รอบข้าง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นสนใจเงินทองและการใช้ชีวิตสบายๆ ราวกับสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักใน ชีวิตเท่านั้น บนเส้นทางอันยาวไกลนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้พวกเขาพบความทุกข์ความไม่สนใจ  ใยดีความเบื่อหน่ายในชีวิต ความรู้สึกบนความอ้างว้าง และความท้อแท้ 

สถานการณ์อันเลวร้ายอาจเป็นผลของความล้มเลวของตัวบุคคล เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสนใจในบางสิ่ง ซึ่งเราตั้งใจทำ ผลที่ตามมาอาจไม่ได้ดั่งใจต้องการ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ที่โรงเรียน หรือเมื่อเราต้องการเป็น ผู้ชนะในขณะเล่นกีฬา หรือกิจกรรมศิลปะ… จุดจบของ “ความฝัน” อาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า ท้อถอย  แต่ความล้มเหลว การเป็นผู้แพ้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ทุกคน บางครั้งอาจจะผ่านพ้นไปด้วยดีเปี่ยม ด้วยพระพร ไม่บ่อยนักที่สิ่งที่เราคิดว่าความสุขอาจกลายเป็นสิ่งล่อลวง สิ่งล่อลวงที่ต้องการทุกอย่างจากเรา มันกดขี่พวกเราและพวกเราไม่อาจจะได้สิ่งใดกลับมา และที่สุดความสุขนั้นจะพินาศไป เหลือเพียงแค่ฝุ่น ใน ความล้มเหลวนั้น ถ้าสิ่งที่กำลังล่อลวงเราพินาศได้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดี

มีสถานการณ์มากมายเกี่ยวข้องกับความตายทางด้านร่างกาย และความตายทางด้านศีลธรรม ที่ลูก ทุกคนอาจพบเจอ พ่อคิดถึงเรื่องสารเสพติด อาชญากรรม ความยากจน หรือความเจ็บป่วย พ่อปรารถนาให้ ลูกทุกคนไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้และตระหนักถึงคำว่า “ถึงตายได้” เพื่อตัวพวกลูกเองและคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ ตัว ณ เวลานี้หรือในอดีต ในเวลาเดียวกันพ่ออยากให้ทุกคนจำไว้ว่าหนุ่มที่อยู่ในพระวรสารได้ตายอย่าง แท้จริง แต่เขาได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยผู้ที่ต้องการให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง สิ่งนี้เกิดขึ้นได้กับเราทุก คนในวันนี้และในทุกๆ วัน 

เพื่อให้เรามีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น 

พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงความรู้สึกของผู้ที่ได้สัมผัสกับความเจ็บปวดจาก “ภายในจิตใจ” ของบุคคลอื่น ความรู้สึกของพระเยซูเจ้าเองทำให้เขาได้มีส่วนร่วมในชีวิตของผู้อื่น เขาแบกรับความเจ็บปวดของผู้อื่นมา เป็นของตนเอง รับเอาความเศร้าโศกของมารดามาเป็นของตนเอง แล้วรับเอาการเสียชีวิตของบุตรชาย  คนเล็กมาเป็นของตนเอง 

ในฐานะเยาวชน พวกลูกได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า พวกลูกสามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจ แก่ผู้อื่นได้พ่อตระหนักถึงพวกลูกทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มใจเมื่อพวกเขาต้องการ การที่ เหล่าอาสาสมัครรุ่นเยาว์ได้เข้ามาและยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อื่นนั้น จะไม่ก่อให้เกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหว หรือ น้ำท่วมขึ้นเลย การระดมพลครั้งใหญ่ของเยาวชน ที่มีความกังวลเกี่ยวกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม 

การเป็นประจักษ์พยานถึงความสามารถในการได้ยินเสียงร้องของโลกใบนี้ 

พวกลูกเยาวชนที่รัก อย่าปล่อยให้ความอ่อนไหวของพวกลูกต้องมลายหายไป ขอให้ลูกใส่ใจต่อคำ อธิษฐานวิงวอนของผู้ที่กำลังทนทุกข์ทรมานอยู่เสมอ และให้กำลังใจแก่ผู้ที่กำลังเศร้าโศก และเสียชีวิตใน โลกปัจจุบัน “ความจริงของชีวิตนี้อาจมองเห็นได้ผ่านดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา” (พระคริสตเจ้าทรงพระชนม์ ข้อที่ 76) หากลูกเรียนรู้ที่จะร้องไห้ไปกับผู้ทีกำลังเศร้าโศก ลูกจะพบกับความสุขที่แท้จริงได้ ในสมัยของลูก นี้มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ และการตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง รวมไปถึงการถูกเบียดเบียนข่มเหง ขอให้ ลูกแบกรับบาดแผลของพวกเขา แล้วพวกลูกจะกลายมาเป็นความหวังของโลกใบนี้ให้ไปบอกพี่น้องของลูก ว่า “จงลุกขึ้นเถิด เพราะเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง” แล้วลูกจะช่วยให้พวกเขาได้ตระหนักได้ว่า พระบิดาเจ้าได้ ทรงรักเรา และได้ส่งพระเยซูลงมาแทนพระหัตถ์ของพระองค์เพื่อช่วยดึงให้เราลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง 

เพื่อก้าวไปข้างหน้า และออกไป “สัมผัส” ผู้อื่น 

พระเยซูทรงหยุดขบวนศพไว้พระองค์ได้เดินเข้าไปใกล้ผู้ที่ล่วงลับนั้น และแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึง ความใกล้ชิดนั้น โดยความใกล้ชิดที่พระองค์ทรงกระทำ ทำให้เกิดการฟื้นคืนชีวิตให้กับคนคนหนึ่ง เป็นการ กระทำในแบบของประกาศก เป็นกิจการที่ให้ชีวิต สัมพันธ์กับชีวิต เป็นสัมผัสที่เปี่ยมด้วยพระจิตเจ้า ทำให้ ร่างไร้วิญญาณของชายหนุ่มผู้นั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

สัมผัสดังกล่าวท่ามกลางความเจ็บปวดรวดร้าวและสิ้นหวัง เป็นสัมผัสของพระเจ้า เป็นสัมผัสแห่ง ความรักแท้ที่มีต่อมนุษย์ เป็นสัมผัสที่เปิดให้เห็นถึงเสรีภาพและความสมบูรณ์ของชีวิตใหม่ ซึ่งเกินความ คาดคิดของมนุษย์การกระทำของพระเยซูเจ้านั้นมากมายจนสุดที่จะคณานับ เป็นการเตือนใจให้เราได้ ตระหนักถึงว่า การเข้าใกล้เพื่อสัมผัสดังกล่าว แม้จะเป็นเพียงการกระทำที่เรียบง่าย แต่ก็กลับมีพลังมหาศาล ที่สามารถมอบคืนชีวิตให้แก่คนคนหนึ่งได้เลยทีเดียว

พวกลูกก็เช่นกัน ในฐานะเยาวชน หากลูกสามารถเข้าสัมผัสกับความเจ็บปวดที่แท้จริง และความ ตายที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าลูกได้ลูกก็สามารถเข้าไปสัมผัสพวกเขา และให้ชีวิตใหม่แก่พวกเขาได้ดังเช่นที่ พระเยซูเจ้าได้ทรงกระทำ ขอขอบพระคุณพระจิตเจ้าที่โปรดให้ลูกได้สัมผัสกับความรักนั้น โปรดให้หัวใจของ ลูกได้สัมผัสความดีของพระองค์โปรดให้ลูกได้ตระหนักและสัมผัสถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าต่อสิ่งที่ พระองค์ทรงสรรค์สร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อพี่น้องที่ยังคงหิวและกระหาย เจ็บป่วย หรือ ถูกจองจำ เพื่อให้ 

ลูกสามารถเข้าใกล้พวกเขาและสัมผัสพวกเขาได้เหมือนที่พระองค์ทรงกระทำ แล้วมอบชีวิตให้แก่เพื่อนของ ลูกที่ได้ตายไป เพราะดวงใจของพวกเขาแหลกสลายและเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน สูญเสียสิ้นซึ่งความ ศรัทธา และความหวัง 

“หนุ่มเอ๋ย เราบอกเจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด!” 

พระวรสารมิได้เอ่ยนามของชายหนุ่มที่พระเยซูได้ปลุกให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาในเมืองนาอิน เพราะ ต้องการให้ผู้อ่านได้พิสูจน์ตัวตนของชายผู้นั้นไปพร้อมพระองค์พระองค์ได้บอกกับลูก กับพ่อ และกับลูกๆ ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ว่า “จงลุกขึ้นเถิด” เราตระหนักดีว่า ในฐานะคริสตชนเมื่อใดที่เราล้มลง ไม่ว่าจะกี่ครั้ง  เราจะต้องลุกขึ้นยืนขึ้นให้ได้ทุกครั้ง ผู้ที่มิเคยออกเดินทางจะไม่มีวันล้ม และพวกเขาก็จะไม่สามารถก้าวไป ข้างหน้าได้ด้วยเช่นเดียวกัน จึงเป็นการที่เราสมควรที่จะรับความช่วยเหลือที่พระเยซูเจ้าทรงประทานให้แก่ เรา และทำให้เราเข้ามามีความเชื่อในพระองค์สิ่งแรกที่ต้องกระทำ คือ การลุกขึ้นและตระหนักว่าชีวิตใหม่ที่ พระเยซูทรงมอบให้เรานั้นดียิ่งเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อการดำรงชีวิต และเดินก้าวต่อไปสู่อนาคตพร้อมกับผู้ที่คอย อยู่เคียงข้างพวกเราอยู่เสมอ พระเยซูเจ้าทรงช่วยเราให้ดำรงชีวิตอย่างสมเกียรติและมีความหมาย 

ชีวิตนี้ถือเป็นสิ่งใหม่ที่ทรงสรรค์สร้าง การเกิดใหม่นี้มิใช่เป็นเพียงแค่การปรับสภาพจิตใจ บางทีใน ช่วงเวลาที่เราเผชิญความทุกข์ยากลำบาก เราคงได้ยินคำพูดซ้ำ บางทีในช่วงเวลาของความยากลำบาก หลายคนอาจเคยได้ยินผู้คนใช้หลักการ “มหัศจรรย์” ซึ่งเป็นหลักการที่ทันสมัยในปัจจุบัน หลักการที่ดูเหมือน จะนำมาใช้กับทุกสิ่งอย่างได้คือ “ลูกต้องเชื่อในตัวเอง” “ลูกต้องค้นพบสิ่งที่อยู่ภายในใจของลูกให้ได้”  

“ลูกต้องตระหนักถึงพลังงานบวกของลูก” … แต่นี่เป็นเพียงคำพูดซึ่งไม่สามารถนำมาใช้กับคนที่ “ตายด้าน จากภายใน” คำพูดของพระเยซูเจ้าสะท้อนให้ทุกคนมองหยั่งลึกลงไป เป็นคำพูดที่มีความศักดิ์สิทธิ์และมี ความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถทำให้คนตายกลับฟื้นคืนชีพได้ 

จงมีชีวิตใหม่ให้เหมือนกับ “การฟื้นขึ้นจากความตายอีกครั้ง” 

พระวรสารได้บอกเราไว้ว่า ชายหนุ่มได้“เริ่มพูด” (ลก 7:15) ผู้ที่พระเยซูเจ้าเข้าไปสัมผัสและโปรด ให้ฟื้นคืนชีพนั้น พวกเขาได้ลุกขึ้นและพูดในทันทีโดยไม่แสดงถึงความลังเลหรือเกรงกลัวสิ่งที่ได้เกิดขึ้น  ภายในจิตใจของพวกเขาเลย ไม่ได้คำนึงถึงบุคลิกของตนเอง ความปรารถนา ความต้องการ และความฝัน ของพวกเขา บางทีพวกเขาอาจไม่เคยทำสิ่งนี้มาก่อนเพราะพวกเขาคิดว่าจะไม่มีใครเข้าใจ

การพูดออกมานั้นสื่อถึงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เมื่อเรา “ตาย” ทุกอย่างก็จะจบลง ความสัมพันธ์  ทุกอย่างจะสิ้นสุด หรือกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ กลายเป็นสิ่งเทียมเท็จ และมีแต่ความเสแสร้ง เมื่อพระ เยซูได้ชุบชีวิตหนึ่งขึ้น พระองค์“ให้” เราแก่ผู้อื่น (เทียบบทที่15) 

ทุกวันนี้เรามัก “เชื่อมโยง” แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน การใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ตลอดเวลาโดยไม่ จำกัด ทำให้เรามักติดอยู่กับหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ในสาส์นฉบับนี้พ่อจึงต้องการร่วมกับ ลูกเเละลูกเยาวชนทั้งหลาย เพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ให้เป็นไปตามคำสั่งของพระ เยซูเจ้าที่สั่งให้“จงลุกขึ้น” ทำให้เยาวชนที่มักปลีกตัวเองและแยกตัวออกจากสังคม เข้าไปอยู่ในโลกแห่ง เสมือนจริง และช่วยกันประกาศคำเชิญชวนของพระเยซูเจ้า ที่กล่าวว่า “จงลุกขึ้นเถิด!” พระองค์ได้เรียกร้อง ให้เรายอมรับความเป็นจริงมากกว่าโลกเสมือนจริง โดยมิได้บอกว่าให้ปฏิเสธเทคโนโลยีแต่ให้ใช้ตามความ เหมาะสม มิใช่ยึดติดอยู่เสมอ “จงลุกขึ้นเถิด!” ยังเป็นคำเชิญให้เราให้กล้าที่จะ “ฝัน” กล้าที่จะ “เผชิญกับสิ่ง ท้าทาย” กล้าที่จะ “อุทิศตนเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก” กล้าที่จะจุดประกายความหวังและแรงบันดาลใจของลูกอีก ครั้ง และมองไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น สวรรค์ชั้นฟ้า หมู่ดาว และโลกรอบตัวเรา “จงลุกขึ้นแล้วเป็น ตัวของตัวเอง!” หากนี่คือข้อความจากพวกเรา เยาวชนหลายคนจะหยุดหันมามอง จะไม่เบื่อหน่าย  หรือ เหน็ดเหนื่อยดังเช่นที่เคยเเละพวกเขาจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง 

หากลูกมอบชีวิต จะมีคนจะอยู่ที่นั่นเพื่อรอรับ ดังเช่นหญิงสาวผู้นึงได้กล่าวไว้“จงลุกออกจากที่นอน ของตน เมื่อเห็นว่ามีบางสิ่งที่สวยงามเกิดขึ้น และลองกระทำสิ่งที่คล้ายกันเถิด” ความสวยงามที่จะปลุกให้ เกิดแรงผลักดัน และหากเยาวชนมีแรงผลักดันเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างที่จะสร้างสรรสิ่งที่ดีกว่า หรือ เกี่ยวกับบางคน พวกเขาจะลุกขึ้นและทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้น เยาวชนจะลุกขึ้นจากความตาย กลับกลายมา เป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูเจ้า และอุทิศชีวิตของพวกเขาให้แก่พระองค์ 

ถึงบรรดาเยาวชนที่รักทั้งหลาย แรงผลักดันและความฝันของพวกลูกคืออะไรหรือ? ปล่อยให้มันเป็น อิสระและฉายเเสงมันออกมาเพื่อโลกใบนี้เพื่อพระศาสนจักรและเยาวชนคนอื่นๆ บางสิ่งที่สวยงาม ไม่ว่าจะ ในด้านจิตวิญญาณ ศิลปะ หรือสังคม พ่อขอกล่าวย้ำในสิ่งที่พ่อเคยได้กล่าวไปในภาษาแม่ของพ่อ คือ Hagan lío! เปล่งเสียงของลูกออกไป ให้ทุกคนได้ยิน! พ่อจำได้ว่า มีเยาวชนคนหนึ่งได้พูดว่า : “หากพระเยซูทรง ห่วงเพียงแค่ตัวเอง บุตรของหญิงหม้ายก็คงไม่สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้” 

การฟื้นคืนชีพและการส่งคืนชายหนุ่มคนนั้นให้กับแม่ของเขา หญิงหม้ายผู้นั้น เราจะมองเห็นภาพ สะท้อนของพระแม่มารีย์มารดาพระเจ้า ผู้ที่เยาวชนทั้งโลกให้ความไว้วางใจ ในหญิงหม้ายผู้นั้น เราสามารถ มองเห็นได้ถึงพระศาสนจักรที่ต้องการการต้อนรับด้วยความรักที่อ่อนโยนต่อเยาวชนทุกคน โดยไม่มี ข้อยกเว้น ดังนั้น ให้เราวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระแม่มารีย์เพื่อพระศาสนจักรของเรา ให้พระแม่ยังคงเป็นแม่ของลูกทั้งหลายที่ได้ตายไปแล้ว ร่ำไห้คร่ำครวญเพื่อพวกเขา และนำพวกเขาให้กลับฟื้นคืนชีพ ใหม่อีกครั้ง หากพวกลูกตาย พระศาสนจักรก็ตายไปด้วย และหากพวกลูกกลับฟื้นคืนมาได้พระศาสนจักรก็ จะกลับฟื้นคืนมาด้วยเช่นเดียวกัน 

ขอให้พวกลูกเดินทางโดยสวัสดิภาพ และอย่าลืมสวดภาวนาเพื่อพ่อด้วย 

อัครมหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน กรุงโรม 
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2020 
ระลึกถึงแม่พระประจักษ์แห่งเมืองลูร์ด 

ผู้แปล : นางสาวมนทิรา ฮกเจริญ และทีมประสานงานเยาวชนสังฆมณฑลอุดรธานี
ผู้ตรวจทาน : บาทหลวงภฤศ ทิพย์ทอง C.Ss.R.

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2019 ที่ปานามา (ปานามา)

“ ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า
ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด” (ลก 1: 38) 

 เยาวชนที่รัก วันเยาวชนโลกกำลังมาถึงแล้ว ที่ประเทศปานามา

กล้าตอบรับด้วยใจกว้าง 

คำพูดของแม่พระ ตอบรับด้วยใจกว้าง และ กล้าหาญ  เป็นการตอบรับ ของคนหนึ่งที่เข้าใจเคล็ดลับของกระแสเรียกออกจากตนเอง ไปรับใช้ ช่วยเหลือผู้อื่น ชีวิตของเรา จะพบความหมายในการรับใช้พระเจ้า และช่วยเหลือผู้อื่น 

พลังของเยาวชน 

มีเยาวชนมากมาย ทั้งผู้มีความเชื่อ และ ยังไม่มีความเชื่อ เมื่อพวกเขามาถึงขั้นสุดท้ายของการศึกษา พวกเขารู้สึกองการทำอะไรบางอย่าง สำหรับ ผู้กำลังทนทุกข์ นี่เป็นจุดแข็งของเยาวชน เป็นพลังที่ทุกคนมีพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้มีการปฏิวัติที่สามารถคว่ำพลังแข็งแกร่งที่ทำงานในโลกของเรา คือ “ การปฏิวัติ ” แห่งการรับใช้ 

ด้วยทัศนคติแห่งการฟัง .. เหมือนพระนางมารีย์ 

เพื่อรับใช้ผู้อื่น มิได้หมายความว่า พร้อมปฏิบัติ เท่านั้น ยังหมายถึง การสนทนากับพระเจ้า ด้วยทัศนคติแห่งการฟัง เหมือนพระนางมารีย์ด้วยแม่พระได้ฟังสิ่งที่ทูตสวรรค์บอกเธอ และ เธอได้ตอบ เป็นการสัมพันธ์กับพระเจ้า ในความเงียบแห่งหัวใจที่เราค้นพบเอกลักษณ์ของตน และพบกระแสเรียกที่พระเจ้าทรงเรียกเรา แสดงออกด้วยวิธีต่างๆ ..ในการแต่งงาน ในชีวิตนักบวช ในชีวิตพระสงฆ์ แต่ไม่ใช่ในการเห็นแก่ตัว… ไม่มีกระแสเรียกให้เป็นคนเห็นแก่ตัว  ทั้งหมดนี้ เป็น วิธีติดตามพระเยซูเจ้า สิ่งสำคัญ คือ การค้นพบสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการจากเรา และกล้าพอ ที่จะตอบรับ 

ก้าวแรก สู่ ความสุข 

พระนางมารีย์ เป็นสตรีที่มีความสุขคนหนึ่ง เพราะว่าพระนางตอบรับพระเจ้า อย่างใจกว้าง และเปิดหัวใจสู่แผนการของพระเจ้า สำหรับพระนาง เมื่อพระเจ้ามีข้อเสนอให้เรา เหมือนที่พระองค์ได้มีสำหรับพระนางมารีย์ พระองค์มิได้ตั้งใจดับความฝันของเรา แต่จุดชนวนความปรารถนา ทำให้ชีวิตของเราบังเกิดผล ให้เกิดรอยยิ้ม และความสุขใจ การตอบรับพระเจ้า ต้องทำก้าวแรก สู่ความสุข และทำให้อีกหลายคนมีความสุข 

พระองค์ประสงค์อะไรจากข้าพเจ้า พระเจ้าข้า 

เยาวชนที่รัก จงกล้า คิดถึงทบทวนถึงชีวิตของเธอ และพูดกับพระเจ้าว่า” พระองค์ประสงค์อะไรจากข้าพเจ้า” ยอมให้พระเจ้าตอบเธอ…แล้วเธอจะเห็น พระองค์จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอ ให้เปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี

ขอให้เดินทางอย่างมีความสุข สู่ ปานามา 

วันเยาวชนโลกที่กำลังมาถึง พ่อขอเชิญลูกให้เตรียมตัว ไปร่วมงาน กิจกรรมต่างๆ จะช่วยลูกให้บรรลุจุดหมายนี้ขอพระนางมารีย์สถิตกับลูก ในการจาริกแสวงบุญครั้งนี้ ขอแบบอย่างของพระนาง ช่วยให้ลูกกล้า ตอบรับ ด้วยใจกว้างขอให้เดินทางอย่างมีความสุข สู่ ปานามา และ โปรดอย่าลืม สวดให้พ่อด้วย แล้วพบกันนะ 

 พระสังฆราช วีระ อาภรณ์รัตน์ แปล  10/1/2019

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2018 ครั้งที่ 33

มารีย์ อย่ากลัวเลย ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน” (ลก. 1: 30)

สาส์นถึงเยาวชนของโลกในโอกาสวันเยาวชนโลกครั้งที่ 33 ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองกันระดับสังฆมณฑลในวันอาทิตย์ใบลานที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2018 ภายใต้หัวข้อ “มารีย์ อย่ากลัวเลย ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน” (ลก. 1: 30)
+++

เยาวชนที่รัก

วันเยาวชนโลกปีค.ศ. 2018 หมายถึงอีกก้าวหนึ่งสำหรับการเตรียมวันเยาวชนสากลที่จะมี การเฉลิมฉลองกันที่ประเทศปานามาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 ก้าวใหม่แห่งการเดินทางแสวง บุญนี้จะเกิดขึ้นในปีเดียวกันกับที่เราจะมีการประชุมสมัชชาซีน็อดพระสังฆราชในหัวข้อ เยาวชน  ความเชื่อ และการไตร่ตรองกระแสเรียก นี่เป็นเหตุการณ์น่าชื่นชมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน การสวด ภาวนาและการไตร่ตรองเป็นเป้าหมายที่พระศาสนจักรจะมอบให้กับเยาวชนผู้ปรารถนาที่จะรับ  และที่สำคัญที่สุดคือที่จะฉวยโอกาสรับของขวัญล้ำค่าซึ่งเยาวชนพึงมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้า และ กับพระศาสนจักร และ กับโลก 

อย่างที่พวกเธอทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในการเดินทางนี้เราเลือกที่จะรับการคุ้มครองจาก แบบฉบับของมารีย์สตรีสาวแห่งตำบลนาซาเร็ธซึ่งพระเจ้าทรงเลือกให้เป็นมารดาแห่งพระบุตรของ พระองค์ พระนางจะเดินทางร่วมไปกับเราไปยังการประชุมซีน็อดและในการชุมชุมเยาวชนสากลที่ ประเทศปานามา ปีที่แล้วเราได้รับการชี้นำจากพระวาจาแห่งเพลงสรรเสริญของพระนาง “พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า” (ลก. 1: 49) ทรงสอนเราให้ระลึกถึง อดีต ปีนี้พร้อมกับพระนางมารีย์ เราวอนขอฟังเสียงของพระเจ้าซึ่งทรงบันดาลให้เรามีความกล้า หาญและประทานพระหรรษทานที่จำเป็นเพื่อที่เราจะได้ตอบสนองต่อกระแสเรียกของพระองค์ “มารีย์ จงอย่ากลัวเลย ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน” (ลก. 1: 49) นี่เป็นคำพูดที่กล่าวโดยอัคร เทวดาคาเบรียลฑูตสวรรค์ของพระเจ้าต่อมารีย์ ซึ่งเป็นหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งของกาลิลี 

1. จงอย่ากลัวเลย 

พอจะเข้าใจกันได้ การปรากฏองค์โดยทันทีทันใดของฑูตสวรรค์พร้อมกับการทักทาย “จง ยินดีเถิด ท่านผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน พระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน” (ลก. 1: 29) ทำให้มารีย์ตกใจ พระ นางทรงประหลาดใจในการไขแสดงอัตลักษณ์กระแสเรียกของเธอเป็นครั้งแรกซึ่งไม่เป็นที่ล่วงรู้ของ เธอมาก่อน มารีย์เฉกเช่นคนอื่นๆในพระคัมภีร์ตัวสั่นต่อพระธรรมล้ำลึกแห่งกระแสเรียกของพระ เจ้า ผู้ซึ่งในพริบตาเดียวทรงให้แผนการอันยิ่งใหญ่ของพระองค์และทรงทำให้เธอรู้สึกต่ำต้อยเพราะ เธอเป็นสิ่งสร้างตัวเล็กๆผู้หนึ่งเท่านั้น ฑูตสวรรค์มองเห็นส่วนลึกแห่งจิตใจของเธอจึงกล่าวว่า “จง อย่ากลัวเลย” พระเจ้าก็ทรงอ่านดวงในส่วนที่ลึกของเราเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงทราบดีถึงการ ท้าทายต่างๆที่เราต้องเผชิญในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องเผชิญกับการตัดสินใจขั้นพื้นฐาน ที่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเป็นอะไรและจะทำอะไรในโลกนี้ ซึ่งเป็น “ความกลัว” ที่เรารู้สึกได้เมื่อต้อง เผชิญกับการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต ในสถานภาพชีวิต และกระแสเรียก ณ เวลาดังกล่าวเรารู้สึก ลำบากใจและกลัวไปสารพัด และพวกเธอที่เป็นเยาวชน พวกเธอกลัวอะไร? อะไรที่เป็นสิ่งกวนใจเธอมากที่สุด? ความ กลัว “ภายในใจ” ที่พวกเธอหลายคนมีคือการที่ไม่ได้รับความรัก ไม่ได้รับความชอบ หรือไม่เป็นที่ ยอมรับว่าเธอเป็นใคร ทุกวันนี้มีคนหนุ่มสาวเป็นอันมากรู้สึกว่าจำเป็นที่ตนต้องทำตนเป็นคน แตกต่างจากการที่ตนเป็นจริง แล้วก็พยายามที่จะปรับตัวให้อยู่ในมาตรฐานแบบเทียมๆที่ตนทำ ไม่ได้ พวกเขาพยายาม “สร้างภาพ” ตนเองอยู่เสมอ ซ่อนตัวอยู่ในหน้ากากและอัตลักษณ์เทียม  จนแทบจะกลายเป็นตัวตนเทียม หลายคนหลงอยู่แต่ให้คนอื่นชอบตนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ความกลัวและความไม่แน่นอนหลายอยางที่สลับซับซ้อนเกิดจากความรู้สึกว่าตนยังขาดโน่นขาดนี่  ส่วนคนอื่นพากันกลัวว่าตนจะไม่สามารถมีความปลอดภัยทางอารมณ์แล้วจะต้องอยู่อย่างสันโดษ ตามลำพัง หลายคนเผชิญกับความไม่แน่นอนของการทำงาน กลัวที่จะไม่ได้รับตำแหน่งอาชีพที่ตน ชอบ หรือกลัวที่จะไปไม่ถึงดวงดาวที่ใฝ่ฝัน ทุกวันนี้คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ต่างอยู่ใต้ความวิตกกังวล ทั้งคนที่มีความเชื่อและคนที่ไม่มีความเชื่อ อันที่จริงผู้ที่ได้รับของขวัญแห่งความเชื่อและพยายามที่ จะแสวงหากระแสเรียกของตนอย่างจริงจังก็ไม่อาจละเว้นจากความกลัวเช่นเดียวกัน บางคนคิดว่า บางทีพระเจ้าทรงขอหรือกำลังขอจากข้าพเจ้ามากเกินไป โดยการเดินตามเส้นทางที่พระองค์ ทรงกำหนดไว้สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคงจะไม่มีความสุขแท้จริง หรือข้าพเจ้าคงจะไม่สามารถทำ ตามที่พระองค์ทรงขอจากข้าพเจ้า บางคนคิดว่า ถ้าข้าพเจ้าเดินตามทางที่พระเจ้าทรงชี้ให้ข้าพเจ้า เดิน ใครจะกล้ารับประกันได้ว่าข้าพเจ้าจะทำได้โดยตลอด? ข้าพเจ้าจะหมดกำลังใจหรือเปล่า?  

ข้าพเจ้าจะเสียความกระตือรือร้นหรือไม่? ข้าพเจ้าจะสามารถยืนหยัดได้จนตลอดชีวิตหรือ? ในเวลาแห่งความสงสัยและความกลัวท่วมท้นในหัวใจ การไตร่ตรองแยกแยะเป็นสิ่งจำเป็น  ซึ่งจะช่วยให้เราจัดระเบียบความสับสนแห่งความคิดและความรู้สึกของเรา ทำให้เรากระทำด้วย วิธีการที่ชอบธรรมและเฉลียวฉลาด ในกระบวนการนี้สิ่งแรกที่จะเอาชนะความกลัวได้ คือค้นหา ความกลัวนั้นให้พบเสียก่อน เพื่อมิให้เสียเวลาและเสียพลังงานด้วยการถูกหลอนจากปีศาจที่ไม่มี หน้าตา หรือผีที่ไม่มีตัวตน ดังนั้นพ่อจึงขอเชิญพวกเธอทุกคนให้มองลึกๆเข้าไปในตนเองแล้ว “ตั้ง ชื่อ” ความกลัวของเธอ ถามตัวเองว่า อะไรทำให้ข้าพเจ้าผิดหวัง อะไรทำให้ฉันกลัวมากที่สุด ณ  เวลาใดเวลาหนึ่งแห่งชีวิต? อะไรเป็นอุปสรรคที่กีดกันไม่ให้ฉันก้าวหน้า? เหตุใดฉันจึงไม่กล้าที่ จะตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญที่ฉันจะต้องตัดสินใจ? จงอย่ากลัวที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวด้วย ความซื่อสัตย์ ที่จะทราบความกลัวดังกล่าวว่ามันคืออะไร แล้วจัดการกับมันให้เรียบร้อย พระ คัมภีร์มิได้มองข้ามประสบการณ์ของมนุษย์เกี่ยวกับความกลัวและต้นเหตุของมัน อับราฮัมมีความ กลัว (เทียบ ปฐก. 12: 10ff) ยากอบก็มีความกลัว (เทียบ ปฐก. 31: 31; 32: 7) โมเสสก็ไม่เว้น  (เทียบ อพย. 2: 14; 17: 4) เปโตร (มธ. 26: 69ff) และบรรดาอัครสาวก (เทียบ มก. 4: 38-40;  มธ. 26: 56) แม้แต่พระเยซูเจ้าเอง ถึงจะเป็นอุปมา ก็ยังมีประสบการณ์กับความกลัวและความ ร้อนใจ (เทียบ มธ. 26: 37; ลก. 22: 44) 

“ตกใจเช่นนี้ทำไม ท่านยังไมมีความเชื่อดอกหรือ?” (มก. 4: 40) ในการเตือนอัครสาวก พระเยซูทรงช่วยให้เราเข้าใจว่าอุปสรรคของความเชื่อ บ่อยครั้งไม่ใช่ความดื้อรั้นแต่เป็นความกลัว  เมื่อเข้าใจเช่นนี้การไตร่ตรองจะทำให้เราเข้าใจถึงความกลัวของเรา ซึ่งจะช่วยให้เราเอาชนะได้ จะ เป็นการเปิดประตูให้กับชีวิตและช่วยเราให้สามารถเผชิญหน้ากับการท้าทายที่วิ่งเข้ามาในหนทาง ของเราอย่างเยือกเย็น สำหรับเราโดยเฉพาะที่เป็นคริสตชน ความกลัวต้องไม่เป็นสิ่งสุดท้าย แต่ ควรที่จะเป็นโอกาสให้เราได้แสดงความเชื่อในพระเจ้า… และในชีวิต! นี่หมายถึงเชื่อในความดี 

พื้นฐานแห่งการมีชีวิตที่พระเจ้าทรงประทานให้เราและหวังว่าพระองค์จะนำพาเราไปสู่เป้าหมาย สุดท้าย แม้กระทั่งท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและกงกรรมกงเกวียนที่บ่อยครั้งทำให้เราเกิดอาการมึนงง  แต่หากเราควบคุมความกลัวได้เราจะกลายเป็นคนที่มองเข้าไปในตัวเองแล้วก็ปิดประตูเพื่อที่จะ ป้องกันตัวเราให้รอดพ้นจากทุกสิ่งเหมือนกับว่าเราเป็นคนง่อยคนพิการ เราต้องออกแรงทำงาน! 

อย่าปิดกั้นตนเอง! ในพระคัมภีร์คำที่บอกว่า “จงอย่ากลัว” มีการกล่าวย้ำถึง 365 ครั้ง ใน ความหมายต่างๆ ราวกับจะบอกเราว่า พระคริสตเจ้าทรงต้องการให้เราเป็นอสระจากความกลัว ทุกวันตลอดปี  

การไตร่ตรองเป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้เมื่อเราค้นหากระแสเรียกของเราในชีวิต บ่อยครั้ง กระแสเรียกของเราคลุมเครือหรือไม่มีความชัดเจนในระยะแรก แต่นี่เป็นอะไรที่เราจะค่อยๆเข้าใจ ที่ละเล็กทีละน้อย ในกรณีนี้การไตร่ตรองควรมองว่าเป็นความพยายามส่วนบุคคลในการมองเข้า ไปในตัวตนเองโดยมีเป้าหมายที่จะเข้าใจตนเองให้ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับคุณสมบัติภายในของเราเพื่อที่จะ สร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเราและรักษาไว้ซึ่งความสมดุล ในลักษณะดังกล่าวบุคคลผู้นั้นอาจ เป็นคนแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ยังคงอยู่ในขอบเขตจำกัดแห่งความสามารถและศักยภาพของตน แต่ กระแสเรียกนั้นเป็น การเรียกจากเบื้องบน และการไตร่ตรองในบริบทนี้โดยหลักใหญ่แล้วหมายถึง การเปิดใจเราให้กับพระผู้ที่ทรงเรียกเรา การสวดภาวนาอย่างเงียบๆจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะได้ ยินเสียงเรียกของพระเจ้า ซึ่งก้องกังวานอยู่ในมโนธรรมของเรา พระเจ้าทรงเคาะประตูหัวใจของ เราเฉกเช่นที่พระองค์ทรงกระทำต่อมารีย์ พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสร้างมิตรภาพกับเราโดย อาศัยการสวดภาวนา ที่จะตรัสกับเราโดยอาศัยพระคัมภีร์ ที่จะประทานพระเมตตาของพระองค์ แก่เราโดยอาศัยศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดีกัน และเพื่อที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับเราในศีลมหาสนิท 

นอกนั้นยังเป็นความสำคัญเช่นเดียวกันที่จะต้องมีการเสวนาและมีการสัมผัสกับผู้อื่นซึ่งเป็น พี่น้องชายหญิงของเราในความเชื่อที่มีประสบการณ์มากกว่าเรา เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยให้เรา เห็นชัดขึ้นในการเลือกความเป็นไปได้ต่างๆอย่างเฉลียวฉลาด เมื่อเด็กหนุ่มซามูเอลได้ยินเสียงของ พระเจ้า เขายังไม่เข้าใจโดยทันที เขาวิ่งไปหาเอลีปุโรหิตชราถึงสามครั้งซึ่งในที่สุด เอลีได้เสนอการ ตอบสนองที่ถูกต้องต่อการเรียกของพระเจ้า “เมื่อพระองค์เรียกเธอ เธอต้องตอบว่า ‘โปรดตรัส เถิดพระเจ้าข้า ข้ารับใช้ของพระองค์กำลังฟังอยู่” (1 ซมอ. 3: 9) ในความสงสัยเธอทราบดีว่าเธอ สามารถวางใจในพระศาสนจักรได้ พ่อทราบดีว่ามีพระสงฆ์ดีๆหลายองค์ผู้รับเจิมถวายตัวชายหญิง  และฆราวาสซึ่งหลายคนแม้ยังมีอายุไม่มากที่สามารถช่วยเธอได้ในการคลี่คลายความสงสัยของเธอ และช่วยให้เธอเข้าใจแผนการแห่งกระแสเรียกของเธอ คนอื่นไม่ใช่เพียงแต่ผู้นำวิญญาณ แต่ยังเป็น คนที่สามารถช่วยเธอให้เปิดใจกว้างสู่ความมั่งคั่งที่ไม่สิ้นสุดแห่งชีวิตที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เธอ  เป็นสิ่งสำคัญมากที่เธอต้องหาพื้นที่ว่างในเมืองและชุมชนที่จะเจริญเติบโต ที่จะใฝ่ฝัน และที่จะมอง ไปยังขอบฟ้าใหม่! อย่าสูญเสียความกระตือรือร้นที่จะชื่นชมกับมิตรภาพของผู้อื่นรวมทั้งความสุข ที่จะฝันด้วยกัน คริสตชนแท้จริงจะไม่กลัวที่จะเปิดใจตนเองสู่ผู้อื่นพร้อมกับแบ่งปันที่ว่างขอตน  พร้อมกับสร้างมิตรภาพกับเขา เยาวชนที่รัก อย่ายอมพูดเกี่ยวกับเยาวชนที่เหลิงอยู่ในความมืด แห่งห้องที่ปิดตายซึ่งหน้าต่างที่จะสู่ภายนอก นั่นคือมนุษย์คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน จงเปิด ประตูแห่งชีวิตให้กว้างไว้! ขอให้เวลาและช่องว่างของเธอเปี่ยมด้วยความสัมพันธ์ที่มีความหมาย  กับคนที่จริงจังในชีวิต กับคนที่เธอสามารถแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตประจำวันที่แท้จริงและเป็น รูปธรรม 

2. มารีย์! 

“เราเรียกชื่อของท่าน” (อสย. 43: 1) เหตุผลแรกที่เราไม่กลัวคือความจริงที่ว่าพระเจ้าทรง เรียกชื่อของเรา อัครทูตสรรค์ซึ่งเป็นผู้นำสาส์นของพระเจ้าเรียกขานชื่อมารีย์การเรียกชื่อเป็น อำนาจของพระเจ้า ในงานสร้างพระองค์ทรงเรียกชื่อสิ่งสร้างทุกชนิดให้เกิดขึ้น นี่คืออัตลักษณ์ที่ อยู่เบื้องหลังชื่อซึ่งต่างมีลักษณะจำเพาะของทุกสิ่งสร้าง อันเป็นแก่นภายในที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ ทรงทราบ อภิสิทธิ์ของพระเจ้านี้ถูกนำมาแบ่งปันให้กับมนุษย์เพื่อพระเจ้าทรงเชื้อเชิญมนุษย์ให้ตั้ง ชื่อสัตว์ นก และลูกหลานของตน (ปฐก. 2: 19-21; 4: 1) หลายวัฒนธรรมรับเอาทัศนวิสัยแห่งพระ คัมภีร์นี้ไว้ พวกเขาทราบดีถึงชื่อที่การไขแสดงแห่งพระธรรมล้ำลึกของชีวิตและความหมายแห่ง การดำรงชีวิต 

เมื่อพระเจ้าทรงเรียกชื่อของใครบางคน พระองค์ทรงเผยให้ผู้นั้นเห็นกระแสเรียกของตนให้ เห็นถึงแผนการแห่งความศักดิ์สิทธิ์และความสำเร็จซึ่งอาศัยสิงเหล่านี้บุคคลผู้นั้นกลายเป็น ของขวัญสำหรับผู้อื่น และผู้นั้นถูกทำให้เป็นผู้ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะพิเศษ เมื่อพระเจ้าทรงต้องการที่ จะขยายขอบฟ้าใหม่แห่งชีวิต พระองค์จะทรงประทานชื่อใหม่ให้กับผู้ที่พระองค์ทรงเรียก ดังที่ พระองค์ทรงทำกับซีมอนซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่าเปโตร จากนั้นเป็นต้นมาก็เกิดธรรมเนียมมีการตั้ง ชื่อกันใหม่เมื่อมีการเข้าคณะนักบวชเพื่อแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์และพันธกิจใหม่ เนื่องจากการ เรียกของพระเจ้านั้นเป็นการจำเพาะและส่วนตัวเราจำเป็นต้องกล้าที่จะเป็นอิสระจากความกดดัน ต่างๆเพื่อความพร้อมที่จะปฏิบัติตามพระวินัย เพื่อชีวิตของเราจะได้กลายเป็นของขวัญบริสุทธิ์ที่ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นมิได้สำหรับพระเจ้า สำหรับพระศาสนจักร และสำหรับทุกคน 

เยาวชนที่รัก การถูกเรียกชื่อจึงเป็นเครื่องหมายแห่งศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่ของเราในสายพระ เนตรของพระเจ้าและเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระองค์ต่อเรา พวกเธอทุกคนเป็น “ตัว เธอ” ของพระเจ้า มีคุณค่าในสายพระเนตรของพระองค์ สมควรที่จะได้รับความเคารพและความ รัก (เทียบ อสย. 3: 4) จงต้อนรับการเสวนาด้วยความยินดีที่พระเจ้าทรงมอบให้เธอ พระองค์ทรง เอ็นดูเธอ และเรียกชื่อของเธอ  

3. ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน 

เหตุผลหลักที่มารีย์ไม่กลัวคือพระนางเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า คำว่า “พระหรรษ ทาน” หมายถึงความรักที่ให้เปล่ามิใช่ที่เป็นหนี้ เราได้รับแรงบันดาลใจสักเท่าใดเพื่อทราบว่าเรา ไม่จำเป็นต้องมี “ประวัติส่วนตัวขั้นเลอเลิศ” มีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความสำเร็จมากมาย เพื่อที่จะมีความใกล้ชิดและได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ทูตสวรรค์กล่าวกับมารีย์ว่า ท่าน ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า ไม่ได้บอกว่าเธอจะได้รับสิ่งนี้ในอนาคต ลักษณะเดียวกันแห่ง ทูตสวรรค์จึงช่วยให้เราเข้าใจว่าพระหรรษทานของพระเจ้านั้นมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นอะไรที่ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะเหตุนี้เราจึงไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีพระหรรษทาน แม้ในอนาคตพระ หรรษทานของพระเจ้าจะมีอยู่เสมอเพื่อที่จะทำนุบำรุงเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เราถูกผจญ และอยู่ในความมืด 

การประทับอยู่อย่างต่อเนื่องแห่งพระหรรษทานของพระเจ้าจะช่วยเราให้ตอบรับกระแส เรียกของเราด้วยความมั่นใจ กระแสเรียกของเราเรียกร้องให้เราต้องมีความซื่อสัตย์ซึ่งเราต้องคอย รื้อฟื้นอยู่ทุกวัน หนทางแห่งกระแสเรียกของเราจะปราศจากซึ่งไม้กางเขนก็หาไม่ ไม่เป็นเพียงแต่ ความสงสัยของเราในช่วงต้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการล่อลวงบ่อยๆที่เกิดขึ้นเสมอบนเส้นทางชีวิตของ เรา ความรู้สึกว่าเรายังบกพร่องโน่นบกพร่องนี่อยู่คู่กับบรรดาอัครสาวกของพระเยซูคริสต์จนถึง ที่สุด แต่กระนั้นพวกเขาก็ทราบกันดีถึงความช่วยเหลือแห่งพระหรรษทานของพระเจ้า 

คำพูดของทูตสวรรค์ลงมาสู่มนุษย์อย่างน่าเกรงขาม พร้อมกับละลายความกลัวนั้นด้วย อำนาจแห่งข่าวดีซึ่งเราเป็นผู้ถือสาส์นนั้น ชีวิตของเราไม่ได้เป็นแค่การเสี่ยงหรือการดิ้นรนเพื่อ ความอยู่รอดเท่านั้น แต่ว่าเราแต่ละคนเป็นเรื่องราวที่ได้รับการโปรดปรานและได้รับความรักจาก พระเจ้า เราได้รับ “ความโปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์” หมายความว่าพระผู้สร้างทรง แลเห็นความสวยงามพิเศษในความเป็นตัวตนของเรา และพระองค์ทรงมีแผนการยิ่งใหญ่สำหรับ ชีวิตของเรา แน่ละการตระหนักถึงความแน่นอนนี้ไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างของเรา และไม่ได้ขจัด ความไม่แน่นอนแห่งชีวิตออกไป แต่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของเราได้อย่างหลังมือเป็นหน้ามือ การที่ เราไม่ทราบว่าพรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเรา ไม่ใช่การคุกคามมุมมืดที่เราต้องเอาชนะ แต่เป็น เวลาแห่งความโปรดปรานที่พระเจ้าทรงมอบให้เราเพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตตามกระแสเรียกเฉพาะ ของเรา และเพื่อจะได้แบ่งปันกับบรรดาพี่น้องชายหญิงของเราในพระศาสนจักรและในโลก 

4. ความกล้าหาญในขณะนี้  

จากความมั่นใจว่าพระหรรษทานของพระเจ้าสถิตอยู่กับเราจะทำให้เรามีพลังกล้าหาญ ในขณะปัจจุบัน มีความกล้าที่จะปฏิบัติตามที่พระเจ้าทรงขอจากเราที่นี่และบัดนี้ในทุกมิติแห่งชีวิต กล้าที่จะน้อมรับกระแสเรียกที่พระเจ้าทรงเผยแสดงให้เรา กล้าที่จะเจริญชีวิตในความเชื่อโดยไม่ ซุกซ่อนหรือทำให้ความเชื่อลดน้อยถอยลง 

ใช่แล้ว เมื่อเราเปิดดวงใจให้กับพระหรรษทานของพระเจ้า สิ่งที่เป็นไปไม่ได้จะกลายเป็น ความจริง และเป็นไปได้“ถ้าพระเจ้าอยู่ข้างเราใครจะสู้เราได้” (รม. 8: 31) “บัดนี้” พระหรรษ ทานของพระเจ้ากำลังสัมผัสกับชีวิตของเธอ “ประทับอยู่” กับเธออย่างที่เธอเป็น อยู่กับความกลัว และข้อจำกัดทุกอย่างของเธอ แต่พระหรรษทานยังเผยให้เธอเห็นถึงแผนการอันน่าอัศจรรย์ของ พระเจ้าด้วย เธอที่เป็นเยาวชนจำเป็นต้องทราบว่ามีใครบางคนที่เชื่อในตัวเธอจริงๆ โปรดทราบ ด้วยว่าสมเด็จพระสันตะปาปาทรงเชื่อใจพวกเธอ พระศาสนจักรเชื่อใจในเธอ สำหรับส่วนของพวก เธอก็ขอให้มีความเชื่อใจในพระศาสนจักรด้วย 

พันธกิจสำคัญที่มอบให้กับมารีย์ก็เพราะว่ามารีย์ยังเป็นสาวน้อย พวกเธอที่ยังหนุ่มสาว ล้วนมีพลังในขณะที่ต้องเดินทางขั้นตอนต่างๆแห่งชีวิตซึ่งเธอมีพลังเข้มแข็งอยู่เสมอ จงใช้อำนาจ แห่งพลังนี้ในการพัฒนาโลกด้วยการเริ่มต้นจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเธอมากที่สุด พ่อต้องการมอบความ รับผิดชอบที่สำคัญนี้ไว้กับพวกเธอภายในพระศาสนจักรซึ่งต้องมีที่ว่างสำหรับพวกเธอ เพื่อพวก เธอจะได้มีความพร้อมที่จะมีความรับผิดชอบเหล่านี้ 

พ่อขอเชิญชวนพวกเธออีกครั้งหนึ่งให้พิศเพ่งไปยังความรักของมารีย์ อันเป็นความรักที่ คอยดูแลเอาใจใส่ เป็นความรักที่มีพลังและเป็นรูปธรรม เป็นความรักที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ  และมุ่งไปยังการทำตนเป็นของขวัญอย่างสิ้นเชิง พระศาสนจักรที่มีคุณภาพเหล่านี้ของมารีย์จะ เป็นพระศาสนจักรที่ออกไปสู่ภายนอกเสมอ จะเป็นพระศาสนจักรที่ก้าวข้ามเขตแดนและขีดจำกัด ของตน เพื่อให้พระหรรษทานที่ตนได้รับนั้นหลั่งไหลไปสู่มนุษยชาติ หากเรายอมให้แบบฉบับของ มารีย์สัมผัสเราอย่างแท้จริง เราจะเจริญชีวิตโดยอัตโนมัติซึ่งความรักนั้นจะเอื้อให้เรารักพระเจ้า เหนือสิ่งใดๆและเหนือตัวเราเอง จะทำให้เรารักเขาเหล่านั้นที่เราดำเนินชีวิตประจำวันร่วมกัน และ เราจะรักผู้ที่ดูเหมือนว่าจะยากที่จะรัก นี่เป็นความรักแห่งการรับใช้และการอุทิศตนโดยเฉพาะ อย่างยิ่งต่อคนอ่อนแอและยากจน นี่เป็นความรักที่เปลี่ยนใบหน้าของเราและทำให้เราเปี่ยมล้นด้วย ความชื่นชมยินดี 

พ่ออยากจบสาส์นนี้ด้วยคำพูดที่สวยงามของนักบุญเบอร์นาร์ดในบทเทศน์ที่มีชื่อเสียงของ ท่านเกี่ยวกับพระธรรมล้ำลึกของการที่ทูตสวรรค์แจ้งเหตุแก่มารีย์ ซึ่งเป็นคำพูดที่ชี้ให้เห็นล่วงหน้า ถึงชะตะกรรมของมนุษยชาติในคำตอบของมารีย์ “ข้าแต่หญิงพรหมจารี ท่านได้ยินแล้วว่าท่านจะ ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชาย ท่านได้ยินแล้วว่าทารกจะไม่เกิดจากมนุษย์ แต่จากองค์พระจิตเจ้า แล้วทูตสวรรค์ก็รอคำตอบ… ข้าแต่พระแม่ เราก็กำลังรอคำตอบ อันเป็นคำตอบแห่งความเห็นอก เห็นอกเห็นใจของพระแม่เช่นเดียวกัน… ในคำตอบสั้นๆของพระแม่เราจึงถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะได้กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่… นี่คือสิ่งที่โลกทั้งโลกกำลังรอคอย เราขอกราบ ณ แทบเท้าของพระแม่… ข้าแต่พระแม่พรหมจารีมารีย์โปรดตอบโดยเร็วด้วยเถิด” (Sermon 4, 8-9; Opera  Omnia) 

เยาวชนที่รัก พระเยซูคริสตเจ้า พระศาสนจักร และโลกกำลังรอคำตอบของพวกเธอต่อ กระแสเรียกเฉพาะะที่เธอแต่ละคนได้รับในชีวิตนี้ เนื่องจากวันเยาวชนสากลที่ประเทศปานามา กำลังใกล้เข้ามา พ่อขอเชิญชวนพวกเธอให้เตรียมตัวไปชุมนุมกันด้วยความชื่นชมยินดีและด้วย ความกระตือรือร้นสำหรับผู้ที่ต้องการไปร่วมในการผจญภัยอันยิ่งใหญ่นี้ วันเยาวชนสากลเป็นวัน ของบุคคลที่มีความกล้า ไม่ใช่สำหรับคนที่มัวแต่แสวงหาความสบายหรือคนที่ถอยหลังทุกครั้งเมื่อ เผชิญความทุกข์ยากลำบาก เธอกล้ารับการท้าทายนี้หรือไม่? 

จากนครรัฐวาติกัน วันที่ 11 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2018 
วันอาทิตย์ที่ 6 แห่งเทศกาลธรรมดา 
วันรำลึกถึงการประจักษ์ของแม่พระที่เมืองลูร์ด 

ฟรังซิส