Sample Page

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2017 ครั้งที่ 32

“พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า” (ลก. 1: 49) 

ลูกๆ เยาวชนที่รักทั้งหลาย 

บัดนี้พวกเรากำลังจะเดินทางกันอีกแล้วโดยปฏิบัติตามมติการประชุมที่ยิ่งใหญ่ที่ผ่านมา ณ เมือง คราครูฟ ซึ่งพวกเราทำการเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกครั้งที่ 31 พร้อมกับปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับเยาวชนอันเป็น ส่วนหนึ่งแห่งปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตา พวกเราได้วอนขอนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปา และ นักบุญโฟสตีนา โกวัลสกา อัครสาวกแห่งพระเมตตาของพระเจ้าเป็นผู้นำทางเราเพื่อพวกเราจะได้สามารถ ตอบสนองต่อการท้าทายแห่งกาลเวลาของเรา พวกเรามีประสบการณ์ยอดเยี่ยมแห่งมิตรภาพและความชื่น ชมยินดี และพวกเราก็ได้มอบเครื่องหมายแห่งความหวังให้กับโลกนี้ ผืนธงและภาษาที่แตกต่างของเรา ไม่ใช่เหตุผลแห่งการเป็นอริและการแตกแยก แต่เป็นโอกาสเปิดประตูหัวใจของเราเพื่อสร้างสะพานเชื่อมต่อกัน 

ในวันปิดการประชุมเยาวชนโลกที่เมืองคราครูฟ พ่อประกาศว่าการเดินทางแสวงบุญของพวกเรา ครั้งต่อไปซึ่งอาศัยความช่วยเหลือของพระเจ้าจะนำเราไปพบกันที่ประเทศปานามาในปี ค.ศ. 2019 ในการ เดินทางนี้จะมีพระแม่มารีย์พรหมจารีซึ่งทุกชาติทุกภาษาขานพระนามพระแม่ว่าเป็นผู้มีบุญ (เทียบ ลก. 1:  48) ร่วมเดินทางไปกับพวกเรา ในช่วงของการเดินทางใหม่นี้พวกเราจะใช้หัวข้อที่ต่อเนื่องมาจากครั้งที่แล้ว โดยที่เราจะไตร่ตรองกันถึงมหาบุญลาภหรือความสุขแท้ พร้อมกับเชื้อเชิญพวกเราให้ก้าวไปข้างหน้าต่อไป  ไม่ยึดติดพอใจอยู่กับเพียงความทรงจำในอดีตเท่านั้น แต่ว่าพวกเราต้องมีความกล้าหาญในปัจจุบันและมี ความหวังในอนาคตด้วย แน่นอนว่าทัศนคติดังกล่าวมีอยู่ในเยาวนารีมารีย์แห่งนาซาเร็ธซึ่งได้แสดงออกมา อย่างชัดเจนในหัวข้อที่พวกเราเลือกสำหรับการไตร่ตรองเป็นเวลา 3 วันในการประชุมเยาวชนโลก ในปีนี้  (ค.ศ. 2017) เราจะทำการไตร่ตรองเกี่ยวกับความเชื่อของมารีย์ผู้ทรงกล่าวในบทเพลงสรรเสริญของแม่พระ (Magnificat) ว่า: “พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า” (ลก. 1: 49) ส่วน หัวข้อสำหรับปีหน้า (ค.ศ. 2018) – “มารีย์ อย่ากลัวเลย ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราณ” (ลก. 1: 30) หัวข้อ นี้จะนำเราไปสู่การไตร่ตรองเกี่ยวกับความรักเมตตาที่กล้าหาญซึ่งพระแม่มารีย์พรหมจารียินดีตอบรับสาส์น แห่งทูตสวรรค์ ส่วนวันเยาวชนโลกในปีค.ศ. 2019 พวกเราจะได้รับแรงบันดาลใจจากคำที่ว่า “ข้าพเจ้าเป็น ผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด” (ลก. 1: 38) นี่เป็นคำตอบที่เปี่ยมด้วย ความหวังของมารีย์ต่อทูตสวรรค์

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2018 พระศาสนจักรจะทำการประชุมสภาซีน็อดแห่งบรรดาพระสังฆราช ภายใต้หัวข้อ “เยาวชน ความเชื่อ และการไตร่ตรองกระแสเรียกของตน” พ่อและบรรดาพระสังฆราชจะพูด กันเกี่ยวกับพวกเธอในฐานะที่เป็นเยาวชนผู้ที่กำลังมีประสบการณ์ชีวิตแห่งความเชื่อท่ามกลางการท้าทาย ต่างๆในยุคของเรา เราจะอภิปรายกันถึงประเด็นที่ว่าพวกเธอจะสามารถพัฒนาโครงการชีวิตโดยการ ไตร่ตรองกระแสเรียกส่วนตัวของเธอได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของการแต่งงาน วิชาชีพ หรือชีวิตการ ถวายตัว และเป็นพระสงฆ์ พ่อหวังว่าการเดินทางสู่การประชุมเยาวชนโลกที่ประเทศปานามาและ กระบวนการเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสมัชชาซีน็อดของบรรดาพระสังฆราชจะขับเคลื่อนไปด้วยดี 

ยุคของเราไม่ต้องการเยาวชนที่ “เกียจคร้าน” 

ตามคำบอกเล่าของพระวรสารโดยนักบุญลูกา ขณะที่มารีย์ได้รับสาส์นจากทูตสวรรค์และตอบรับที่ จะเป็นมารดาของพระผู้ไถ่แล้ว เธอก็รีบออกเดินทางไปเยี่ยมลูกผู้พี่เอลิซาเบ็ธทันที ซึ่งตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน แล้ว (เทียบ 1: 36, 39) มารีย์ยังเป็นสาวน้อยอยู่ สิ่งที่เธอได้การบอกเล่านั้นเป็นพระพรยิ่งใหญ่ แต่นี่ หมายถึงการท้าทายที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน พระเจ้าทรงประทานความมั่นใจกับเธอว่าพระองค์จะประทับอยู่ กับเธอและคอยสนับสนุนเธอ แม้ว่ามีหลายสิ่งที่ไม่มีความชัดเจนในสมองและหัวใจของเธอ จะอย่างไรก็ ตามเธอมิได้ขังตัวเองอยู่ในบ้านหรือทำตนเป็นคนพิการเพราะความกลัวหรือความภูมิใจ มารีย์ไม่ใช่บุคคล ประเภทที่ชอบความสะดวกสบาย ต้องการเก้าอี้นั่งนิ่มๆซึ่งทำให้เธอสามารถรู้สึกว่าปลอดภัยปราศจากคน รบกวน เธอมิใช่คนเกียจคร้าน (เทียบ คำปราศรัยวันตื่นเฝ้า คราครูฟ วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 2016) หาก ลูกผู้พี่ของเธอต้องการความช่วยเหลือ เธอจะไม่รีรอ แต่รีบออกเดินทางโดยทันที 

หนทางไปยังบ้านของเอลิซาเบ็ธนั้นไกลมาก ประมาณ 150 กิโลเมตร แต่สาวน้อยแห่งนาซาเร็ธซึ่ง นำโดยพระจิตไม่ย่นย่อต่ออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น แน่นอนว่าหลายวันแห่งการเดินทางนั้นช่วยเธอให้รำพึง ไตร่ตรองถึงเหตุการณ์อัศจรรย์ซึ่งเธอเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นั้น สำหรับพวกเราก็เช่นเดียวกัน ทุก ครั้งที่เราออกเดินทางไปจาริกแสวงบุญ ตลอดเวลาแห่งการเดินทางนั้นเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตของเราจะ ปรากฏขึ้นในสมอง พวกเราเรียนรู้ที่จะชื่นชอบความหมายของแต่ละเหตุการณ์ แล้วนำมาแยกแยะกระแส เรียกของเราซึ่งจะมีความชัดเจนในการสัมผัสกับพระเจ้าและในการรับใช้ผู้อื่น 

พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า 

การพบปะกันระหว่างสตรีสองคน คนหนึ่งยังสาว อีกคนหนึ่งชราแล้ว เปี่ยมด้วยการประทับอยู่ของ พระจิต ความชื่นชมยินดีและความพิศวง (เทียบ ลก. 1: 40-45) คุณแม่ทั้งสองเช่นเดียวกับทารกในครรภ์ ต่างกระโดดโลดเต้นด้วยความชื่นชมยินดี เนื่องจากความประทับใจในความเชื่อของมารีย์ นางเอลิซาเบ็ธ จึงร้องด้วยเสียงดังว่า “เธอเป็นสุขที่เชื่อว่า พระวาจาที่พระเจ้าตรัสแก่เธอไว้จะเป็นจริง” (ข้อ 45) พระพร อันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งที่มารีย์ได้รับอย่างแน่นอนคือความเชื่อ ความเชื่อในพระเจ้าคือของขวัญอันล้ำค่าที่สุด นี่เป็นของขวัญที่พวกเราต้องได้รับ เอลิซาเบ็ธอวยพรมารีย์เพราะของขวัญประการนี้ และมารีย์ก็ ตอบด้วยบทเพลงสรรเสริญมักญีฟีกัต (Magnificat – เทียบ ลก. : 46-55) ซึ่งเราพบคำว่า “พระผู้ทรงสรรพา นุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า” (ข้อ 49) 

คำภาวนาของมารีย์เป็นการปฏิรูป บทเพลงของหญิงสาวที่เปี่ยมด้วยความเชื่อนั้นหยั่งรู้ถึงข้อจำกัด ของตน แต่เธอก็วางใจในพระเมตตาของพระเจ้า เธอโมทนาคุณพระองค์ที่เล็งเห็นความต่ำต้อยของเธอ และสำหรับผลงานที่ช่วยให้รอดซึ่งพระองค์ทรงกระทำเพื่อมวลมนุษย์ที่ยากจนน่าสงสาร ความเชื่อเป็น ศูนย์กลางในดวงใจสำหรับเรื่องราวทุกอย่างของมารีย์ บทเพลงของเธอช่วยให้พวกเราเข้าใจพระเมตตา ของพระเจ้าที่เป็นพลังขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของพวกเราแต่ละคนและของมนุษย์ ทั้งปวง เมื่อพระเจ้าทรงสัมผัสดวงใจของคนหนุ่มหรือหญิงสาว พวกเขาจะสามารถกระทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้  “สิ่งยิ่งใหญ่” ที่พระผู้ทรงสรรพานุภาพกระทำในชีวิตของมารีย์ยังหมายถึงการเดินทางในชีวิตของเราด้วย  ซึ่งใช่ว่าจะไม่มีความหมาย แต่จะเป็นการเดินทางซึ่งท่ามกลางความไม่แน่นอนและความทุกข์ยากก็สามารถที่ จะพบกับความสำเร็จในพระเจ้าได้ (เทียบ คำปราศรัยเย็นวันตื่นเฝ้า คราครูฟ วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 2016) พวกเธออาจบอกพ่อว่า “แต่สันตะบิดาครับ ผมมีข้อจำกัด ผมเป็นคนบาป ผมต้องทำอย่างไร?” เมื่อ พระเจ้าทรงเรียกเรา พระองค์ไม่ได้คำนึงว่าเราเป็นใครหรือเราได้ทำอะไรไปแล้ว ตรงกันข้าม ณ วินาทีที่ พระองค์ทรงเรียกเราพระองค์ทรงมองไปข้างหน้าเพื่อมองทุกสิ่งที่เราสามารถกระทำได้ เฉกเช่นสาวน้อย มารีย์ เธอสามารถทำให้ชีวิตของเธอกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้โลกเป็นสถานที่น่าอยู่มากขึ้นกว่าเดิม พระ เยซูกำลังเรียกพวกเธอให้ทิ้งสิ่งที่ผ่านมาแล้วไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้อดีตเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องราวของเธอเองหรือของคนอื่น (เทียบ คำปราศรัยเย็นวันตื่นเฝ้า คราครูฟ วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 2016

การเป็นคนหนุ่มสาวไม่ได้หมายความตนไม่มีความเชื่อมโยงกับอดีต 

มารีย์เป็นสาวที่โตกว่าสาววัยรุ่นเล็กน้อยก็เหมือนกับพวกเธอหลายคนนั่นแหละ แต่ในบทเพลงมักญี ฟักัต (Maginificat) เธอร้องเพลงสรรเสริญของประชากรและประวัติศาสตร์ของพวกเขา นี่เป็นการแสดง ให้พวกเราเห็นว่าการเป็นคนหนุ่มสาวไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้ไม่มีการเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์  ประวัติศาสตร์ส่วนตัวของเราเป็นส่วนหนึ่งแห่งความหลังยืดยาว ซึ่งเป็นการเดินทางร่วมกันกับผู้ที่เดินทาง ก่อนหน้าเรานับหลายชั่วอายุคน เช่นเดียวกับมารีย์ พวกเราคือส่วนหนึ่งแห่งประชากรของพระเจ้า  ประวัติศาสตร์สอนเราว่า แม้เมื่อพระศาสนจักรต้องแล่นเรือออกสู่ทะเลที่มีพายุ พระหัตถ์ของพระเจ้าจะ นำพาและช่วยพระศาสนจักรให้เอาชนะในยามที่เกิดความยุ่งยาก ประสบการณ์แท้จริงของพระศาสนจักร ไม่เหมือนกับม็อบประชาชนที่พร้อมใจมาร่วมชุมนุมกัน พอเสร็จเรื่องราวแล้วต่างคนต่างก็กลับบ้านไป  พระศาสนจักรเป็นทายาทแห่งขนบธรรมเนียมประเพณียาวนานที่ส่งต่อจากชนรุนหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่งพร้อม กับได้รับความมั่งคั่งจากประสบการณ์ของแต่ละปัจเจกบุคคล ประวัติศาสตร์ส่วนตัวของพวกเธอมีจุดยืนใน ประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักร 

การตระหนักถึงเรื่องราวในอดีตจะช่วยพวกเราเปิดประตูสู่สิ่งซึ่งเราไม่คาดหวังที่พระเจ้าทรงกระทำ ในตัวเราและอาศัยเรา นอกนั้นยังช่วยเราให้เปิดใจกว้างในฐานะที่เป็นเครื่องมือซึ่งพระเจ้าจะทรงทำให้บัง เกิดขึ้นเกี่ยวกับแผนการไถ่กู้ของพระองค์ ในฐานะที่เป็นเยาวชนพวกเธอก็สามารถกระทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้ เช่นเดียวกันและมีความรับผิดชอบให้มากยิ่งขั้น เพียงแต่พวกเธอต้องยอมรับพระเมตตาและพระพลานุภาพ ของพระองค์ที่ทรงกระทำการในชีวิตของเธอ 

พ่ออยากถามเธอสักสองสามคำถาม เธอ “เก็บ” ความทรงจำของเหตุการณ์และประสบการณ์แห่ง ชีวิตของเธออย่างไร? เธอบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยเจอกับความเจ็บช้ำในสถานการณ์บางอย่าง ในชีวิตอาจอยากที่จะ “จัดการ” กับเรื่องราวในอดีต เพื่อรักษาสิทธิของตนเพื่อที่จะลืมเหตุการณ์ในอดีต แต่ พ่อใคร่ที่จะเตือนพวกเธอว่า ไม่มีนักบุญองค์ใดที่ไม่มีอดีต หรือไม่มีคนบาปคนใดที่ไม่มีอนาคต ไข่มุกเกิดจาก แผลในหอยเชลล์! อาศัยความรักพระเยซูสามารถเยียวยาดวงใจและเปลี่ยนชีวิตของเราให้เป็นไข่มุกที่ สวยงามได้ เฉกเช่นที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า พระเจ้าทรงสามารถแสดงพระพลานุภาพของพระองค์โดย อาศัยความอ่อนแอของเรา (เทียบ 2 คร. 12: 9) 

กระนั้นความทรงจำของเราไม่ควรจะไปกระจุกรวมอยู่ในที่เดียวกัน เช่นเหตุการณ์ของการขับรถที่ แสนลำบาก หรือเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถทำทุกอย่างจนสำเร็จท่ามกลาง “หมอกเมฆ” บางระยะเวลา  พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะทำให้เหตุการณ์ในอดีตเป็นความจริงอันทรงพลังสำหรับการไตร่ตรองแล้วหาบทเรียน และความหมายสำหรับเวลาปัจจุบันหรืออนาคต นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะค้นพบกับ สายใยแห่งความรักของพระเจ้าที่หลั่งไหลสู่พวกเราทั้งชีวิต 

นอกนั้นยังมีหลายคนพูดว่าคนหนุ่มสาวมักจะขาดสมาธิและทำอะไรแบบผิวเผิน นี่ไม่เป็นความจริง  เราควรตระหนักถึงความจำเป็นที่เราต้องหมั่นทบทวนชีวิตของเราและนำชีวิตเราไปสู่อนาคต การมีอดีตไม่ เหมือนกับการมีประวัติศาสตร์ ในชีวิตเราสามารถมีความทรงจำมากมาย แต่มีกี่ความทรงจำที่เป็นส่วนหนึ่ง อย่างแท้จริงแห่งความทรงจำของเรา? มีกี่ความทรงจำที่มีความสำคัญสำหรับหัวใจของเราและมี ความหมายต่อชีวิตของเรา? ผ่านทางสื่อสังคมเราเห็นใบหน้าเยาวชนในภาพต่างๆที่บอกเล่าเกี่ยวกับเหคุ การณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือสร้างมันขึ้นมา ซึ่งเราไม่ทราบว่าภาพเหล่านั้นเป็นภาพ “ประวัติศาสตร์” จริงมากน้อย แค่ไหน หรือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สามารถนำมาออกสื่อสังคมโดยทำให้มีเป้าหมายและมีความหมายได้  โทรทัศน์นั้นเต็มไปด้วยการจัดฉากเหมือนจริง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการแสดงของนักแสดงที่ เจริญชีวิตไปวันๆโดยที่ไม่มีแผนการใดๆ พวกเธอจงอย่าถูกชักให้หลงทางด้วยภาพลวงตาเหล่านี้ แต่จงเป็น ตนเองในประวัติศาสตร์ของเธอ จงตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของเธอด้วยตัวตนเอง 

เราจะเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โดยการเลียนแบบฉบับของมารีย์ได้อย่างไร?

ได้มีการกล่าวถึงมารีย์ว่าเป็นผู้ที่เก็บเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดไว้ในพระทัยและยังคงคำนึงถึงอยู่ (เทียบ  ลก. /: 19, 51) หญิงสาวผู้ถ่อมตนแห่งนาซาเร็ธสอนเราด้วยแบบฉบับในการเก็บความทรงจำแห่งเหตุการณ์ ในชีวิตของเรา แต่ให้ร้อยเรียงมันเข้าด้วยกันพร้อมกับสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของเหตุการณ์ต่างๆ หาก นำมาเรียงอย่างดีแล้วมันจะกลายเป็นภาพโมเสก ในทางปฏิบัติเราจะเรียนรู้สิ่งนี้ได้อย่างไร? ขอให้ข้าพเจ้า นำเสนอสักสองสามอย่าง 

เมื่อสิ้นสุดแต่ละวันเราอาจหยุดสักสองสามนาทีเพื่อจดจำเวลาดีๆ และการท้าทาย จำทั้งสิ่งที่เราทำ ได้ดีและไม่ดี อาศัยวิธีนี้ทั้งต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าและต่อตัวเราเองเราสามารถแสดงความขอบคุณ การ เสียใจ และความหวังของเรา หากเธอชอบเธอสามารถเขียนมันลงไปในสมุดบันทึกเหมือนกับเป็นบันทึก ประจำวัน นี่หมายถึงการภาวนาในชีวิต พร้อมกับชีวิต และเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งแน่นอนว่ามันจะช่วยให้เธอ ทราบถึงสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงกระทำสำหรับเธอแต่ละคน เฉกเช่นที่นักบุญเอากุสตีโนกล่าวไว้ว่า เรา สามารถพบพระเจ้าได้ในสนามกว้างใหญ่แห่งความทรงจำของเรา (เทียบ Confessions, x, 8, 12) 

เมื่อพวกเราอ่านบทเพลงมักญีฟีกัต (Magnificat) เราทราบดีว่ามารีย์ทราบอย่างดีถึงพระวาจาของ พระเจ้า ทุกประโยคแห่งบทเพลงของเธอล้วนคู่ขนานกับพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม มารดาสาวของ พระเยซูเจ้าหยั่งรู้จนขึ้นใจได้เกี่ยวกับบทภาวนาแห่งประชากรของเธอ แน่นอนว่าพ่อแม่และปู่ย่าตายายได้ สอนเธอไว้ซึ่งมีความสำคัญจริงๆที่ความเชื่อจะต้องถูกส่งมอบต่อจากชนรุ่นหนึ่งไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง อันมี ขุมทรัพย์ซ่อนเร้นอยู่ในบทภาวนาที่ชนรุ่นก่อนสอนไว้ในการดำเนินชีวิตจิตของสามัญชนซึ่งเราพากันเรียกว่า  ศรัทธาประชานิยม มารีย์รับมรดกความเชื่อของประชากรแล้วแต่งเป็นบทเพลงของตนเอง และใน ขณะเดียวกันก็เป็นบทเพลงของพระศาสนจักรทั้งมวลด้วยซึ่งขับร้องพร้อมกับเธอ ถ้าพวกเธอที่เป็นเยาวชน อยากร้องเพลงสรรเสริญของแม่พระหรือมักญีฟีกัต (Magnificat) แล้วให้เป็นบทเพลงของตนเองและมอบ ชีวิตของพวกเธอเป็นของขวัญสำหรับมนุษยชาติ นี่เป็นสิ่งจำเป็นที่พวกเธอต้องเชื่อมโยงกับขนบธรรมเนียม ประเพณีแห่งประวัติศาสตร์รวมถึงบทภาวนาของผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเรา เพื่อที่จะกระทำสิ่งนี้ได้เป็น สิ่งจำเป็นที่พวกเธอจะต้องคุ้นเคยกับพระคัมภีร์และพระวาจาของพระเจ้า พวกเธอต้องอ่านทุกวัน และ ปล่อยให้พระวาจาเหล่านั้นพูดกับชีวิตของพวกเธอ ต้องอ่านเหตุการณ์ทุกวันในแสงสว่างแห่งสิ่งที่พระเจ้า ทรงตรัสกับพวกเธอในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ในการสวดภาวนาและการอ่านพระคัมภีร์อย่างศรัทธา (lectio  divina) พระเยซูจะทรงทำให้หัวใจเธออบอุ่นและส่องสว่างให้กับรอยเท้าของเธอในช่วงเวลาแห่งความมืด แห่งชีวิต (เทียบ ลก. 24: 13-35) 

ความซื่อสัตย์ที่สร้างสรรค์สำหรับการสร้างอนาคต 

นี่เป็นความจริงว่าพวกเธอยังเป็นคนหนุ่มสาว เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งค่อนข้างยากที่เธอจะชื่นชอบ ความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ขอให้รู้ไว้ด้วยว่านี่ไม่เหมือนกับการเป็นคนที่ยึดติดอยู่กับธรรม เนียมประเพณี เปล่าเลย.. เมื่อมารีย์ในพระวรสารกล่าวว่า “พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการ

ยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า” เธอต้องการที่จะพูดว่า “กิจการยิ่งใหญ่” เหล่านั้นยังทำไม่เสร็จ แต่ยังคงเกิดอยู่ใน ปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับเวลาในอดีต การรำลึกถึงอดีตไม่ได้หมายความว่าเป็นการฝันร้ายหรือยึดติดอยู่กับบาง ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ตรงกันข้าม นี่เป็นความสามารถรับรู้ว่าพวกเรามาจากไหน เพื่อที่เราจะได้ สามารถมองย้อนหลังไปดูเรื่องที่มีความสำคัญเพื่อที่จะทุ่มเทความซื่อสัตย์ที่สร้างสรรค์ในการสร้างอนาคต  ประเด็นนี้คงจะเป็นปัญหาและไร้ประโยชน์ในที่สุดที่จะสร้างความทรงจำพิการซึ่งทำให้เราทำสิ่งเหมือนเดิม ในวิธีการแบบเดิมๆ นี่เป็นของขวัญของพระเจ้าที่จะเห็นว่ามีพวกเธอกี่คนซึ่งตั้งคำถาม มีความฝัน และ เผชิญความไม่แน่นอน ขอให้ปฏิเสธที่จะฟังผู้ที่กล่าวว่าสิ่งต่างๆ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ 

สังคมมักให้คุณค่าเพียงแนวโน้มปัจจุบัน และไม่ยอมรับสิ่งใดที่ติดมาจากอดีต เช่นสถาบันการ แต่งงาน ชีวิตผู้ถวายตัว และพันธกิจของสงฆ์ สิ่งเหล่านี้ลงเอยด้วยการถูกมองว่าไร้ความหมายและเป็น รูปแบบที่ล้าสมัย ผู้คนพากันคิดว่าเป็นการดีกว่าที่จะดำเนินชีวิตในเหตุการณ์ที่ “เปิด” ใช้ชีวิตไปแบบการจัด ฉากดูเหมือนว่าจริง โดยไม่ต้องมีเข็มทิศหรือเป้าหมายใดๆ พ่อขอเตือนจงอย่ายอมถูกหลอกเป็นอันขาด!  

พระเจ้าเสด็จมาเพื่อขยายขอบฟ้าแห่งชีวิตของเราในทุกมิติ พระองค์ทรงช่วยเราให้มอบคุณค่าที่คู่ควรแก่ อดีตเพื่อที่เราจะได้สามารถสร้างอนาคตแห่งความสุขได้ดียิ่งขึ้น แต่ว่านี่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเรามีประสบ การถ่องแท้แห่งความรักซึ่งจะช่วยเราอย่างเป็นรูปธรรมในการแยกแยะการเรียกของพระเจ้าและตอบสนอง ต่อพระกระแสเรียกของพระองค์ เพราะมีแต่สิ่งนี้เท่านั้นที่จะนำซึ่งความสุขแท้จริงแก่เราได้ 

ลูกๆ เยาวชนที่รัก พ่อขอมอบการเดินทางของเราไปยังกรุงปานามาและกระบวนการเตรียมประชุม สมัชชาซีน็อดของบรรดาพระสังฆราชครั้งต่อไปไว้กับการวิงวอนเยี่ยงมารดาของพระแม่มารีย์พรหมจารี  พ่อขอให้พวกเธอจำวันฉลองครบรอบของสองโอกาสที่มีความสำคัญยิ่งในปีค.ศ. 2017 หนึ่งในนั้นคือครบ  300 ปีแห่งการพบรูปแม่พระแห่งอาปาราชิดาในประเทศบราซิล และอีกหนึ่งนั้นเป็นการฉลองครบร้อยปีแห่ง การประจักษ์ของแม่พระ ณ ฟาติมาในประเทศปอร์ตุเกส ซึ่งหากพระเจ้าทรงพอพระทัย พ่อตั้งใจที่จะจาริก แสวงบุญไปในเดือนพฤษภาคม ศกนี้ นักบุญมาร์ตินแห่งปอร์เรส ซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์องค์หนึ่งของประเทศ ลาตินนอเมริกาและของวันเยาวชนโลก ปีค.ศ. 2019 ในการทำหน้าที่ต่ำต้อยประจำวันของท่านมักถวาย ดอกไม้ที่สวยงามที่สุดแด่แม่พระเป็นดุจเครื่องหมายแห่งความรักเยี่ยงบุตรของท่าน เช่นเดียวกันขอให้พวก เธอปลูกฝังความสัมพันธ์แห่งความคุ้นเคยและมิตรภาพกับแม่พระ มอบความชื่นชมยินดีของพวกเธอแก่พระ แม่ มอบปัญหาและความกังวลของพวกเธอไว้กับพระแม่ พ่อขอให้สัญญาว่าเธอจะไม่มีวันผิดเหวังเลย 

ขอให้หญิงสาวแห่งนาซาเร็ธซึ่งมีพระนามและพระพักตร์นับพันทั่วโลกเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับ บรรดาบุตรธิดาของพระแม่โปรดวิงวอนเพื่อพวกเราทุกคนและช่วยพวกเราให้ขับร้องผลงานอันยิ่งใหญ่ที่ พระเจ้าทรงกระทำสำเร็จไปในตัวเราและอาศัยเราด้วยเทอญ 

ฟรังซิส 

จากนครรัฐวาติกัน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2017 
วันระลึกถึงนักบุญคาเบรียลแห่งแม่พระมหาทุกข์ 

สาส์นพระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2016 ที่คราคุฟ (โปแลนด์)

“ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา” (มธ. 5: 7)

เยาวชนที่รัก

การเดินทางแสวงบุญของเราไปยังคราคูฟมาถึงช่วงสุดท้ายแล้วซึ่ง ณ ที่นั้นเราจะทำการเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกครั้งที่ 31 ในเดือนกรกฎาคม  การเดินทางอันยาวไกลและท้าทายนี้เราได้รับการนำทางด้วยบทเทศน์บนภูเขาของพระเยซูเจ้า  เราเริ่มออกเดินทางในปี 2014 โดยการรำพึงพร้อมกันในความสุขแท้ (มหาบุญลาภ) ประการแรก “ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ. 5: 3) หัวข้อไตร่ตรองสำหรับปี 2015 คือ “ผู้มีใจบริสุทธิ์ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า” (มธ. 5: 8) ในช่วงปีหน้านี้ขอให้เรายอมให้พระวาจานี้เป็นแรงบันดาลใจเราเถิด “ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา” (มธ. 5: 7)

  1. ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตา

อาศัยหัวข้อรำพึงไตร่ตรองนี้วันเยาวชนโลกปี 2016 ที่คราคูฟจะเป็นส่วนหนึ่งของปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาในระดับโลก และทำให้งานเยาวชนโลกปีนี้กลายเป็นการเฉลิมฉลองปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับเยาวชนด้วย  แน่นอนทีเดียว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เยาวชนจากทั่วโลกมาชุมนุมกันในปีศักดิ์สิทธิ์  อันที่จริงปีศักดิ์สิทธิ์แห่งการไถ่กู้ (1983-1984) ซึ่งท่านนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 พระสันตะปาปา ได้ทรงขอเยาวชนทั่วโลกให้มาชุมนุมพร้อมหน้ากันในวันอาทิตย์ใบลาน  หลังจากนั้นในปี 2000 ซึ่งเป็นปีศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน เยาวชนกว่า 2 ล้านคนจาก 165 ประเทศมาชุมนุมกันที่โรมเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกครั้งที่ 15  พ่อมั่นใจว่าปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับเยาวชนที่คราคูฟจะเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญยิ่งในปีศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นสองครั้งที่ผ่านมา

พวกเธอบางคนอาจถามว่า ปีศักดิ์สิทธิ์ที่พระศาสนจักรทำการเฉลิมฉลองนี้คืออะไร?  ข้อความจากหนังสือ  เลวีนิติ บทที่ 5 ในพันธสัญญาเดิม จะสามารถช่วยให้เธอเข้าใจความหมายของ “ปีศักดิ์สิทธิ์” สำหรับชนชาติอิสราเอลได้ ทุกๆ 50 ปีประชากรอิสราเอลจะได้ยินเสียงแตร (jobel) เรียกร้องพวกเขา (jobil) ให้ทำการฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นเวลาแห่งการคืนดีกัน (jobal) กับทุกคน  ในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขาต้องรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า กับเพื่อนบ้าน และกับสิ่งสร้าง และทำทุกอย่างด้วยจิตตารมณ์แห่งการให้เปล่า  นอกเหนือไปจากการทำความดีต่างๆ แล้ว การยกหนี้ให้ผู้อื่น  การช่วยผู้ที่ตกอยู่ในความยากจน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และการไถ่ทาสถือว่าต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุน

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเสด็จมาประกาศและนำเวลาแห่งพระหรรษทานพิเศษมาให้  พระองค์ทรงนำข่าวดีมามอบให้กับคนจน ทรงปลดปล่อยนักโทษ ทำให้คนตาบอดมองเห็น ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ (เทียบ ลก. 4: 18-19)  เราสามารถเข้าใจความหมายของคำว่าปีศักดิ์สิทธิ์ได้มากขึ้นในองค์พระเยซูเจ้าโดยเฉพาะในธรรมล้ำลึกปัสกาของพระองค์ เมื่อพระศาสนจักรประกาศปีศักดิ์สิทธิ์ในพระนามพระคริสตเจ้า เราทุกคนต่างได้รับการเชื้อเชิญให้มีประสบการณ์ในช่วงเวลาพิเศษแห่งพระหรรษทานนี้    พระศาสนจักรต้องมอบเครื่องหมายมากมายแห่งการประทับอยู่และความใกล้ชิดของพระเจ้า พร้อมทั้งปลุกเร้าดวงใจมนุษย์ให้รู้จักแสวงหาแต่สิ่งที่จำเป็นและสำคัญ  ที่สำคัญเป็นพิเศษก็คือ ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาเป็น “เวลาที่พระศาสนจักรจะต้องค้นให้พบความหมายแห่งพันธกิจที่ตนได้รับมอบหมายจากพระคริสตเจ้าในวันปัสกา นั่นคือ การเป็นเครื่องหมายและเครื่องมือแห่งพระเมตตาของพระบิดาเจ้า” (บทเทศน์เวลาทำวัตรเย็นวันอาทิตย์ฉลองพระเมตตา วันที่ 11 เมษายน 2015)

  1. เมตตาเหมือนดั่งพระบิดาเจ้า

หัวข้อสำหรับปีศักดิ์สิทธิ์พิเศษนี้คือ “เมตตาเหมือนดั่งพระบิดาเจ้า” (เทียบ Misericordiae Vultus, 13)  หัวข้อนี้เหมาะมากสำหรับวันเยาวชนโลกที่จะมาถึง  ดังนั้นขอให้เราทำความเข้าใจให้ดีเกี่ยวกับความหมายพระเมตตาของพระเจ้า

พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมใช้ศัพท์หลายคำด้วยกันเมื่อพูดถึงความเมตตา ศัพท์ที่มีความหมายดีที่สุดสองคำคือ hesed และ rahamim ศัพท์คำแรกเมื่อใช้กับพระเจ้าแสดงถึงความซื่อสัตย์มั่นคงต่อพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชากรของพระองค์ที่พระองค์ทรงรักและให้อภัยความผิดเสมอ  ส่วนศัพท์คำที่สอง rahamim ซึ่งตามอักขระอักษรแปลว่า “ส่วนลึกภายใน” หรือสามารถแปลได้ด้วยว่าเป็น “ความเมตตาอย่างจริงใจ”  นี่ทำให้เราคิดถึงครรภ์มารดา เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่า ความรักของพระเจ้านั้นเป็นดุจความรักของมารดาที่มีต่อทารกของตน  และนี่คือสิ่งที่ประกาศกอิสยาห์นำมาเสนอ “หญิงคนหนึ่งจะลืมบุตรที่ยังกินนมและจะไม่สงสารบุตรที่เกิดจากครรภ์ของนางได้หรือ” แม้หญิงเหล่านี้จะลืมได้ เราจะไม่มีวันลืมเจ้าเลย” (อสย. 49: 15)  ความรักประเภทนี้หมายถึงการมีพื้นที่ในตัวเราสำหรับผู้อื่นเสมอ  ความรักนี้ช่วยทำให้เราเห็นอกเห็นใจ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนบ้านของเรา

ความเข้าใจในพระคัมภีร์เกี่ยวกับความเมตตาหมายถึงการแสดงออกถึงความรักที่เป็นรูปธรรม ซื่อสัตย์ ให้เปล่า และสามารถที่จะให้อภัย  ในข้อความของประกาศกโฮเชยา เราจะเห็นแบบฉบับที่สวยงามมากเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าซึ่งท่านประกาศกเปรียบเป็นดุจความรักของพ่อที่มีต่อลูก “เมื่ออิสราเอลยังเด็ก เราก็รักเขา เราได้เรียกบุตรของเราออกมาจากอียิปต์ เรายิ่งเรียกเขาทั้งหลายมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเดินไปจากเรามากเท่านั้น (…) เราสอน    เอฟราอิมให้เดิน เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้ แต่เขาไม่รู้ว่าเราเอาใจใส่เขา เราใช้เชือกแห่งมนุษยธรรม และใช้สายสะพายแห่งความรักจูงเขา เราเป็นเหมือนผู้ยกทารกมาจูบแก้ม และก้มลงป้อนอาหารให้เขา” (ฮชย. 11: 1-4) แม้นิสัยเด็กจะไม่ดีและควรได้รับโทษ ความรักของบิดาก็ยังคงสัตย์ซื่อ  และพร้อมให้อภัยบุตรที่สำนึกผิดเสมอ  ตรงนี้เราจะเห็นว่าการให้อภัยนั้นรวมอยู่ในความเมตตาด้วย  “พระเมตตาของพระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงนามธรรม แต่นี่คือความจริงที่เป็นรูปธรรมซึ่งเผยให้เห็นถึงความรักเฉกเช่นผู้เป็นบิดาหรือมารดาที่รักบุตรจนสุดหัวใจ  (…) ความรักที่อยู่ใน “สายเลือด” ที่ทะลักออกมาจากภายในโดยธรรมชาติ เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและความเห็นอกเห็นใจ เปี่ยมด้วยพระการุญและพระเมตตา” (Misericordiae Vultus, 6)

พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่บอกเราถึงความรักเมตตาของพระเจ้า (eleos) เป็นการสังเคราะห์ให้เห็นถึงงานของพระเยซูเจ้าที่เสด็จมาในโลกเพื่อทำให้สำเร็จในพระนามของพระบิดาเจ้า (เทียบ มธ. 9: 13)  เราสามารถเห็นพระเมตตาของพระเจ้าได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงเมตตาต่อความทุกข์ยากลำเค็ญของมนุษย์ แล้วทรงแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่ต้องการความเข้าใจ ทรงให้การเยียวยารักษา ประทานการอภัย  และรวมทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงพูดถึงพระเมตตา ซึ่งแท้ที่จริงแล้วพระองค์คือองค์แห่งความเมตตานั่นเอง

ในพระวรสารบทที่ 15 โดยนักบุญลูกาเราจะพบเรื่องเปรียบเทียบเกี่ยวกับพระเมตตา 3 เรื่อง คือ เรื่องแกะที่หายไป เรื่องเงินเหรียญที่หายไป และเรื่องลูกที่หายไป (ลูกล้างผลาญ)  ในเรื่องเปรียบเทียบทั้งสามนี้เรารู้สึกทึ่งในความชื่นชมยินดีของพระเจ้าเมื่อพระองค์พบและให้อภัยคนบาป  ใช่…เป็นความชื่นชมยินดีของพระเจ้าที่ทรงให้อภัย!  และนี่คือการสรุปพระวรสารทั้งหมด  “เราแต่ละคนเป็นแกะที่หายตัวไป เป็นเหรียญที่หายไป  เป็นบุตรที่ผลาญเสรีภาพของตนด้วยการบูชาสิ่งเท็จเทียมและหลงละเมออยู่ในความสุขเหลวไหล เราสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป  แต่พระเจ้าก็ไม่ลืมเรา  พระบิดาเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา  พระองค์ทรงเป็นบิดาที่อดทนรอคอยเราอยู่เสมอ  พระองค์ทรงเคารพเสรีภาพของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์ตลอดกาล  และเมื่อเรากลับมาหาพระองค์  พระองค์ทรงให้การต้อนรับพาเราเข้าบ้านดุจบุตรของพระองค์ เพราะพระองค์ไม่เคยพลาดแม้แต่วินาทีเดียวในการรอคอยเราด้วยความรัก  ดวงพระทัยของพระองค์ชื่นชมยินดีกับลูกทุกคนที่กลับคืนมาหาพระองค์  พระองค์ทรงโสมนัสเพราะพระองค์เป็นองค์แห่งความชื่นชมยินดี พระเจ้าทรงชื่นชมยินดีเมื่อเราคนใดคนหนึ่งที่เป็นคนบาปกลับเข้าไปหาพระองค์และขออภัยโทษ” (Angelus 15 กันยายน 2013)

พระเมตตาของพระเจ้าเป็นของจริงและเราถูกเรียกร้องให้มีประสบการณ์ด้วยตัวเอง  ตอนที่พ่ออายุ 16 ปี วันหนึ่งขณะที่จะออกไปกับเพื่อนๆ  พ่อตัดสินใจแวะไปที่โบสถ์ก่อน พ่อพบพระสงฆ์องค์หนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้พ่อมาก จนพ่ออยากเปิดใจในที่ฟังแก้บาป  การพบกันครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตพ่อ  พ่อพบว่า เมื่อเราเปิดใจด้วยความสุภาพและโปร่งใส เราสามารถที่จะพบกับพระเมตตาของพระเจ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม  พ่อเชื่อมั่นว่าในตัวพระสงฆ์องค์นั้นพระเจ้าทรงประทับอยู่รอพ่อก่อนที่พ่อจะก้าวเข้าไปในโบสถ์เสียด้วยซ้ำ  เราทุกคนต่างพากันแสวงหาพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นก่อนหน้าเราแล้ว ทรงรอคอยเรา แล้วพระองค์จะเป็นผู้ที่รอพบเราก่อนเสมอ  อาจเป็นได้ว่าใครบางคนในพวกเธอกำลังหนักใจ  เธอคงกำลังคิดว่า ‘ข้าพเจ้าได้ทำสิ่งนี้ ทำสิ่งนั้น…’  จงอย่ากลัวเลย!  พระเจ้ากำลังรอเธออยู่!  พระเจ้าทรงเป็นบิดาและกำลังรอคอยเราอยู่เสมอ  ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ ที่รู้สึกถึงการสวมกอดอันทรงเมตตาของพระบิดาในศีลแห่งการคืนดี และได้พบว่าที่ฟังแก้บาปคือสถานที่แห่งความเมตตา อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ยอมให้เราได้สัมผัสความรักเมตตาของพระเจ้าผู้ที่ทรงให้อภัยเราเสมอ

เยาวชนชายหญิงที่รัก เธอเคยรู้สึกถึงการจ้องมองเธอด้วยความรักนิรันดร์ จ้องมองข้ามบาปทั้งมวล มองข้ามข้อจำกัด ความผิดพลาดของเธอ เชื่อมั่นในตัวเธอสม่ำเสมอ พร้อมกับมองมาที่ชีวิตของเธอด้วยความหวังบ้างไหม?  นักบุญเปาโลบอกเราว่า “พระเจ้าทรงพิสูจน์ว่าทรงรักเรา เพราะพระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อเราขณะที่เรายังเป็นคนบาป” (รม. 5: 8)  เราเข้าใจถึงพลังของพระวาจา จริงๆ หรือเปล่า? 

พ่อทราบดีว่าไม้กางเขนสำหรับวันเยาวชนโลกมีความหมายมากขนาดไหนสำหรับพวกเธอทุกคน  ไม้กางเขนนี้เป็นของขวัญของนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ที่ได้มอบให้พวกเธอและอยู่กับพวกเธอนับตั้งแต่การชุมนุมเยาวชนโลกปี 1984 และทุกครั้งที่มีการชุมนุมเยาวชนโลก ซึ่งพบเห็นการเปลี่ยนแปลงและการการกลับใจมากมายในชีวิตเยาวชนที่ได้สัมผัสกับกางเขนไม้ที่เรียบง่ายนี้  บางทีเธออาจตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไรคือที่มาของพลังพิเศษของไม้กางเขนนี้?  และนี่คือคำตอบ: ไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายของพระเมตตาของเจ้าที่คมชัดที่สุด  ไม้กางเขนบอกเราว่าความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์เรานั้นไร้ขอบเขต  อาศัยไม้กางเขนเราสามารถสัมผัสกับพระเมตตาของพระเจ้าและสามารถรับพระเมตตาจากพระองค์ได้  ตรงนี้ พ่ออยากเอ่ยถึงเหตุการณ์โจรสองคนที่ถูกตรึงไม้กางเขนข้างพระเยซูเจ้า คนหนึ่งยโสโอหังไม่ยอมรับว่าตนเป็นคนบาป  เขาพูดเยาะเย้ยพระเยซูเจ้า  ส่วนอีกคนยอมรับว่าตนทำผิด เขาร้องขอพระเยซูเจ้าว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดทรงระลึกถึงข้าพเจ้าด้วยเมื่อพระองค์จะเสด็จสู่พระอาณาจักของพะองค์” พระเยซูเจ้าทรงหันพระพักตรมองเขาด้วยพระเมตตาล้นพ้นพร้อมกับตรัสว่า “วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์” (อ้าง ลก. 23: 32, 39-43) ในสองคนนี้เธอเลือกอยู่ข้างไหน? กับคนยโสโอหังที่ไม่ยอมรับผิด? หรือกับอีกคนหนึ่งที่ยอมรับว่าตนต้องการพระเมตตาของพระเจ้าพร้อมกับทูลวิงวอนขอความเมตตาด้วยจริงใจ?  เราสามารถพบความรักที่ปราศจากเงื่อนไขได้จากพระคริสตเจ้าผู้ทรงมอบชีวิตตนเองบนไม้กางเขนและมองเห็นว่าชีวิตของเราเป็นสิ่งมีค่า ทั้งยังให้โอกาสเราเริ่มต้นใหม่เสมอ

  1. ความชื่นชมยินดีน่าพิศวงของการเป็นเครื่องมือแห่งพระเมตตาของพระเจ้า

พระวาจาของพระเจ้าสอนเราว่า “การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ” (กจ. 20: 35) นี่คือ เหตุผลที่ความสุขแท้ (มหาบุญลาภ) ประการที่ห้าประกาศว่า ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข  เราทราบดีว่าพระคริสตเจ้าทรงรักเราก่อน แต่เราจะเป็นสุขได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเราเข้าไปอยู่ใน “ตรรกะ” แห่งพระพรและความรักที่ทรงให้เปล่านั้น เราค้นพบว่าความรักของพระเจ้าที่ทรงประทานให้เราอย่างเหลือล้นช่วยให้เราสามารถรักผู้อื่นอย่างไร้ขอบเขตได้เหมือนความรักของพระองค์ นักบุญยอห์นกล่าวว่า “ท่านที่รักทั้งหลาย เราจงรักกัน เพราะความรักมาจากพระเจ้าและย่อมบังเกิดจากพระเจ้าและรู้จักพระองค์  ผู้ไม่มีความรักย่อมไม่รู้จักพระเจ้าเพราะพระเจ้าเป็นความรัก… ความรักของพระเจ้าปรากฏให้เราเห็นดังนี้ คือ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรพระองค์เดียวมาในโลกเพื่อเราจะได้มีชีวิตโดยทางพระบุตรนั้น  ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าพระเจ้าทรงรักเราเช่นนี้เราก็ควรจะรักกันด้วย” (1 ยน. 4:7-11)

หลังจากการสรุปสั้นๆ ว่าพระคริสตเจ้าทรงประทานพระเมตตาของพระองค์มายังเราเช่นไร พ่อขอนำเสนอบางสิ่งบางอย่างที่จะช่วยให้เราสามารถเป็นเครื่องมือแห่งพระเมตตานี้ต่อผู้อื่นได้

พ่อหวนคิดถึงแบบฉบับของ Pier Giorgio Frassati ท่านกล่าวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จมาเยี่ยมข้าพเจ้าทุกเช้าในศีลมหาสนิท แล้วข้าพเจ้าก็กลับไปหาพระองค์ด้วยการออกไปเยี่ยมคนยากจนด้วยวิธีอันต่ำต้อยของข้าพเจ้า  Pier Giorgio เป็นชายหนุ่มซึ่งเข้าใจความหมายของการมีใจเมตตาโดยการตอบรับต่อผู้ที่มีความต้องการมากที่สุด  เขาให้คนยากจนมากกว่าวัตถุสิ่งของ ด้วยการอุทิศตนเอง ด้วยการให้เวลา คำพูด และการฟัง เขาอุทิศตนช่วยเหลือคนยากจนอย่างเงียบๆ โดยไม่โอ้อวดผู้ใด เขาปฏิบัติอย่างจริงใจตามที่พระวรสารสอน “ส่วนท่านเมื่อให้ทาน อย่าให้มือซ้ายของท่านรู้ว่ามือขวากำลังทำสิ่งใด เพื่อทานของท่านจะเป็นทานที่ไม่เปิดเผย (มธ. 6: 3-4)  พวกเธอลองคิดดูสิ วันก่อนเสียชีวิตเขาป่วยหนักมาก เขายังอุตส่าห์สั่งเสียว่าเพื่อนๆ ผู้ยากจนของเขาควรที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร  ในงานศพ ทั้งครอบครัวและเพื่อนต่างพากันตกตะลึงเพราะมีคนจนที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาในงานศพจำนวนมากมาย ซึ่งล้วนเป็นคนยากจนที่ได้รับมิตรภาพและความช่วยเหลือจาก Pier Giorgio ทั้งสิ้น

พ่อชอบนำพระวรสารเรื่องความสุขแท้ (มหาบุญลาภ) มาเชื่อมโยงกับพระวรสารนักบุญมัทธิวบทที่ 25 ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นถึงงานเมตตาธรรม และตรัสว่าเราจะถูกพิพากษาด้วยวิถีปฏิบัติเหล่านี้  ดังนั้น พ่อจึงอยากให้พวกเธอปฏิบัติงานเมตตาธรรมกัน เช่น เลี้ยงคนที่หิวโหย ให้น้ำดื่มกับคนที่กระหาย ให้เสื้อผ้ากับคนที่ไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ ต้อนรับคนแปลกหน้า ช่วยเหลือคนป่วย เยี่ยมผู้ต้องขัง และช่วยฝังคนตาย เป็นต้น   ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรมองข้ามงานเมตตาฝ่ายจิตด้วย เช่น ให้คำแนะนำแก่คนที่มีความสงสัย สอนคนที่ไม่รู้ ตักเตือนคนบาป ให้ความบรรเทาใจกับคนที่เป็นทุกข์ ให้อภัยต่อคนที่ผิดใจเรา อดทนกับคนที่ชอบก่อกวน และสวดภาวนาสำหรับผู้เป็นและผู้ตาย  เธอคงจะเห็นแล้วว่าความเมตตาไม่ได้หมายถึงแค่เป็น “คนดี” หรือแค่เป็นคนที่มีความรู้สึกสงสารเท่านั้น แต่เป็นมาตรการวัดการเป็นศิษย์เที่ยงแท้ของพระเยซูเจ้า และการเป็นคริสตชนที่น่าเชื่อถือในโลกปัจจุบัน 

หากเธอต้องการให้พูดอย่างเจาะจง พ่อขอเสนอว่าสำหรับ 7 เดือนแรกของปี 2016 ให้เธอเลือกปฏิบัติงานเมตตาฝ่ายกายและฝ่ายจิตเดือนละครั้ง เพื่อฝึกปฏิบัติ พร้อมทั้งให้หาแรงบันดาลใจจากคำภาวนาของนักบุญโฟสตินา อัครสาวกผู้ถ่อมตนแห่งพระเมตตาของพระเจ้าในยุคของเรา

“ข้าแต่พระคริสตเจ้า โปรดเสด็จมาช่วยข้าพเจ้า
เพื่อที่สายตาของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา เพื่อที่ข้าพเจ้าจะไม่สงสัยหรือตัดสินด้วยสิ่งที่ปรากฏภายนอก 
แต่มองไปยังดวงวิญญาณของเพื่อนบ้านที่มีความสวยงามเสมอและคอยช่วยเหลือพวกเขา
… เพื่อที่หูของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา ในความตั้งใจฟังความเดือดร้อนของเพื่อนบ้าน ไม่นิ่งเฉยต่อความเจ็บปวดและการบ่นของพวกเขา
… เพื่อที่ลิ้นของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา ในการไม่พูดร้ายถึงผู้อื่น แต่ให้ความบรรเทาใจและให้อภัยทุกคน
… เพื่อมือของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตาและทำแต่กิจกรรมดี
… เพื่อเท้าของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา เพื่อข้าพเจ้าจะได้รีบไปช่วยเพื่อนบ้านถึงแม้ข้าพเจ้าจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
… เพื่อหัวใจของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ของเพื่อนบ้าน” (Diary, 163)

สารพระเมตตาของพระเจ้าเป็นแผนการชีวิต ที่ระบุอย่างชัดเจนถึงการลงมือทำ หนึ่งในการลงมือปฏิบัติเมตตากิจที่ชัดเจนและยากที่สุดคือ การให้อภัยแก่ผู้อื่นที่รุกรานเรา แก่ผู้ที่กระทำผิดต่อเรา และแก่ผู้ที่เราถือว่าเป็นศัตรู  “บางครั้งดูเหมือนเป็นสิ่งที่ยากมาก แต่การให้อภัยก็เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงมอบให้ไว้ในมือของเราเพื่อที่ได้มาซึ่งความสงบสุขของจิตใจ การสลัดทิ้งซึ่งความโกรธ โทสะ การใช้ความรุนแรงและการแก้แค้น เป็นเงื่อนไขจำเป็นที่จะทำให้เราเจริญชีวิตได้อย่างมีความสุข” (Misericordiae Vultus, 9)

พ่อพบเยาวชนจำนวนมากที่พูดว่าพวกเขาเบื่อโลกที่มีแต่ความแตกแยก มีการต่อสู้กันระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้ที่คิดเห็นแตกต่างที่อยู่คนละฟาก และเกิดสงครามขึ้นในหลายแห่ง ซึ่งบางแห่งใช้ศาสนาสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง  เราต้องวอนขอพระเจ้าประทานพระหรรษทานให้เรามีใจเมตตาต่อผู้ที่ทำผิดต่อเรา  พระเยซูเจ้าทรงภาวนาให้กับผู้ที่ตรึงพระองค์บนไม้กางเขน “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดแก่เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” (ลก. 23: 34) ความเมตตาเป็นหนทางเดียวที่จะเอาชนะความชั่วได้  ความยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นก็จริง แต่แค่ความยุติธรรมนั้นไม่เพียงพอ  จำเป็นต้องควบคู่กันไปกับความเมตตาด้วย พ่อปรารถนาเหลือเกินที่เราจะมาพร้อมหน้ากันสวดภาวนาจากส่วนลึกแห่งดวงใจของเรา เพื่อวอนขอพระคริสตเจ้าให้ทรงมีพระเมตตาต่อเราและต่อโลกทั้งมวล

  1. คราคูฟกำลังรอคอยพวกเรา!

เหลือเพียงอีกไม่กี่เดือนเราก็จะได้พบกันที่คราคูฟ ประเทศโปแลนด์ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 และนักบุญโฟสตินา โควัลสกา ท่านกำลังรอคอยเราอยู่ด้วยแขนทั้งสองและดวงใจที่เปิดกว้าง พ่อเชื่อว่าพระญาณสอดส่องของพระเจ้าทรงนำเราให้ตัดสินใจเลือกการเฉลิมฉลองปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับเยาวชนที่นครนี้ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งพระเมตตาทั้งสองในยุคสมัยของเรา  นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ทรงตระหนักดีว่านี่คือช่วงเวลาแห่งพระเมตตา  เมื่อเริ่มสมณสมัยพระองค์ทรงลิขิตสมณสาส์น Dives in Misericordia  และเมื่อปีศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 2000  พระองค์ทรงแต่งตั้งซิสเตอร์โฟสตินาเป็นนักบุญและทรงสถาปนาวันฉลองพระเมตตาขึ้น โดยกำหนดให้ทุกวันอาทิตย์ที่สองของเทศกาลปัสกาเป็นวันฉลองพระเมตตา   ในปี 2002 พระองค์ทรงทำพิธีเสกสักการะสถานพระเมตตาที่คราคูฟด้วยพระองค์เองและทรงมอบโลกไว้ในความคุ้มครองของพระเมตตา ด้วยแรงปรารถนาว่าสารนี้จะไปถึงมนุษย์ทุกคนในโลกพร้อมกับสร้างความหวังให้กับดวงใจพวกเขา “ประกายไฟนี้จำเป็นต้องได้รับการจุดจากพระหรรษทานของพระเจ้า  ไฟแห่งพระเมตตาจำเป็นต้องถูกส่งต่อไปยังโลก  ในพระเมตตาของพระเจ้าโลกจะพบกับสันติและมนุษย์จะพบกันความสุข” (บทเทศน์วันเสกสักการะสถานพระเมตตา ที่คราคูฟ วันที่ 17 สิงหาคม 2002)

เยาวชนที่รัก  ณ สักการะสถานพระเมตตา ที่คราคูฟ ซึ่งประดิษฐานรูปพระเมตตาของพระเยซูเจ้าอันเป็นที่เคารพของประชากรของพระเจ้า พระเยซูเจ้ากำลังรอคอยเธออยู่ พระองค์ทรงเชื่อใจเธอและหวังที่จะได้พบเธอ  พระองค์ทรงมีหลายเรื่องที่จะตรัสกับเธอ  จงอย่ากลัวที่จะเพ่งมองดวงตาอันเปี่ยมด้วยรักนิรันดร์ของพระองค์  เปิดใจรับพระเมตตาของพระองค์ที่พร้อมให้อภัยความผิดบาปทั้งมวลของเธอเสมอ เพราะการมองของพระองค์สามารถเปลี่ยนชีวิตและรักษาบาดแผลจิตวิญญาณของเธอได้  พระเนตรของพระองค์สามารถดับความกระหายที่อยู่ ณ ส่วนลึกแห่งดวงใจเธอซึ่งกระหายความรัก สันติ ความชื่นชมยินดีและความสุขแท้จริง  จงไปหาพระองค์และจงอย่าได้กลัว  จงไปเฝ้าพระองค์และพูดกับพระองค์จากส่วนลึกของหัวใจว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกวางใจในพระองค์”  ขอให้เธอได้รับการสัมผัสจากพระเมตตาอันหาขอบเขตมิได้ของพระองค์ เพื่อที่เธอจะได้กลายเป็นอัครสาวกแห่งพระเมตตาด้วยการปฏิบัติ ด้วยคำพูด และด้วยการสวดภาวนาในโลกที่มีบาดแผลเพราะการเห็นแก่ตัว ความเกลียดชังและความสิ้นหวังต่างๆ นานา

จงถือโคมไฟแห่งความรักเมตตาของพระคริสตเจ้าไปกับตัว พ่อขอกล่าวเช่นเดียวกับที่นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 เคยตรัสไว้ว่า – ในทุกมิติแห่งชีวิตประจำวันของเธอในทั่วทุกหนแห่งจนสุดปลายโลกพ่อจะอยู่กับพวกเธอด้วยคำภาวนาและด้วยการให้กำลังใจ พ่อขอมอบพวกเธอไว้ในความอารักขาของพระมารดามารีย์ มารดาแห่งพระเมตตา สำหรับช่วงสุดท้ายแห่งการเดินทางเตรียมตัวฝ่ายจิตสำหรับวันเยาวชนโลกที่คราคูฟ พ่อขออวยพรพวกเธอจากใจจริง

จากนครวาติกัน  วันที่ 15 สิงหาคม 2015
วันสมโภชแม่พระยกขึ้นสวรรค์
                               ฟรังซิส

ว.วรรณประทีป แปล
คณะกรรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส แผนกเยาวชน เรียบเรียง

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2014 ครั้งที่ 29

“ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ. 5:  3)

เพื่อนเยาวชนที่รัก

พ่อยังจำได้ดีถึงวันที่เราพบปะกันที่รีโอ เดจาเนโรในวันเยาวชนโลกครั้งที่ 28  ช่างเป็นวันฉลองความเชื่อและมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่เพียงใด!  ชาวบราซิลที่น่ารักให้การต้อนรับเราด้วยใจกว้าง  เหมือนพระรูปพระเยซูพระผู้ไถ่ ที่ทอดสายพระเนตรจากยอดเขาคอร์โควาโดผ่านหาดโคปากาบานา บนชายหาดนั้น พระเยซูทรงเรียกร้องมายังเราอีกครั้งหนึ่งให้เป็นศิษย์ที่เป็นธรรมทูต  ขอให้เราถือว่าการเรียกร้องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเรา และขอให้เราแบ่งปันพระพรนี้กับผู้อื่นที่อยู่ทั้งใกล้และไกล แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ไกลสุดกู่ในโลกของเรา

การเดินทางแสวงบุญของเยาวชนระดับนานาชาติครั้งต่อไปจะเป็นที่กรากุฟในปี 2016  สำหรับ3 ปี ข้างหน้านี้พ่ออยากไตร่ตรองด้วยกันกับลูกเกี่ยวกับมหาบุญลาภในพระวรสารของนักบุญมัทธิว (5:1-12) เราจะเริ่มต้นปีนี้ด้วยมหาบุญลาภประการแรก คือ “ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ. 5:3)  สำหรับปี 2015 พ่อขอเสนอบุญลาภ “ผู้มีใจบริสุทธิ์ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า” (มธ. 5:8)  และในปี 2016 หัวข้อไตร่ตรองของเราจะเป็น “ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา” (มธ. 5:7)  

1.  พลังแห่งการปฏิวัติ ของ “มหาบุญลาภ”

เป็นประสบการณ์ที่น่าชื่นชมเสมอ สำหรับเราที่จะอ่านและไตร่ตรองเกี่ยวกับมหาบุญลาภอันยิ่งใหญ่ที่พระเยซูทรงประกาศเป็นครั้งแรก ทรงเทศนาบนฝั่งทะเลกาลิลี  วันนั้นมีฝูงชนจำนวนมาก  พระเยซูจึงขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อสอนบรรดาศิษย์ของพระองค์  เราเรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “บทเทศน์บนภูเขา”  ในพระคัมภีร์ถือกันว่าภูเขาเป็นสถานที่ที่พระเจ้าทรงเผยแสดงพระองค์  โดยการเทศน์บนภูเขาพระเยซูทรงแสดงให้เราเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์เจ้า  เป็นโมเสสคนใหม่  พระองค์ทรงสอนอะไรเรา?  พระองค์ทรงชี้นำหนทางแห่งชีวิตให้กับเรา  หนทางที่พระองค์เองทรงเคยเดินมาก่อน พระเยซูเจ้าเองทรงเป็นหนทาง และทรงบอกว่าหนทางนี้เป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความสุขแท้จริง ตลอดชีวิตตั้งแต่ประสูติในคอกสัตว์แห่งเบ็ธเลเฮ็มจนกระทั่งสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและเสด็จกลับฟื้นพระชนม์ชีพ พระเยซูทรงดำรงไว้ซึ่งบุญลาภทุกประการ  คำสัญญาทุกอย่างเกี่ยวกับพระอาณาจักรของพระเจ้าทรงสำเร็จบริบูรณ์ไปในพระองค์

ในการประกาศมหาบุญลาภ พระเยซูทรงขอให้เราเอาแบบอย่างของพระองค์ ให้เดินไปกับพระองค์ในหนทางแห่งความรัก  ซึ่งมีแต่หนทางนี้เท่านั้นที่จะนำไปสู่ชีวิตนิรันดร  การเดินทางนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งง่าย ๆ เลย แต่พระองค์ทรงสัญญาที่จะประทานพระหรรษทานแก่เราและพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา  เราต้องเผชิญกับการท้าทายมากมายในชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นความยากจน  ความสิ้นหวัง  การถูกกดขี่  การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม  การถูกเบียดเบียน  ความลำบากที่ต้องกลับใจทุกวัน  ความพยายามที่ต้องซื่อสัตย์ในกระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์  และอื่นๆ อีกมากมาย  แต่หากเราเปิดประตูให้กับพระเยซูและยอมให้พระองค์เป็นส่วนหนึ่งแห่งชีวิตของเรา แบ่งปันความชื่นชมยินดีและความเศร้ากับพระองค์  เมื่อนั้นแหละเราจะได้รับประสบการณ์แห่งสันติและความชื่นชมยินดีที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้นผู้เป็นองค์ความรักอันหาขอบเขตมิได้จะทรงประทานให้

มหาบุญลาภของพระเยซูเป็นสิ่งใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง  แสดงให้เห็นถึงรูปแบบใหม่แห่งความสุขที่อยู่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่สื่อและสังคมส่วนใหญ่นำมาเสนอกัน  วิธีคิดแบบโลกถือว่าผิดวิสัยที่พระเจ้าจะเสด็จมากลายเป็นคนหนึ่งท่ามกลางพวกเรา แล้วสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน!  ตามวิธีคิดแบบโลก คนที่พระเยซูประกาศว่าเป็นผู้มีบุญลาภนั้นล้วนถูกถือว่าเป็น “คนขี้แพ้” ไร้ประโยชน์  สิ่งที่พวกเขาสรรเสริญคือความสำเร็จ ไม่ว่าจะอาศัยวิธีใด การเป็นผู้ที่มีอิทธิพล  อำนาจยิ่งใหญ่  และความมั่งคั่งของตนในความยากลำบากของผู้อื่น

เพื่อนเยาวชนที่รัก  พระเยซูทรงท้าทายเราให้จริงจังกับชีวิต  และให้ตัดสินใจว่าหนทางไหนเป็นหนทางที่ถูกต้องสำหรับเราและที่จะนำเราไปสู่ความชื่นชมยินดีที่แท้จริง นี่เป็นการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ต่อความเชื่อ พระเยซูไม่กลัวที่จะถามบรรดาศิษย์ของพระองค์ว่าพวกเขาต้องการที่จะติดตามพระองค์อย่างจริงจังหรืออยากที่จะเลือกทางอื่น (เทียบ ยน. 6:67)  ซีโมนเปโตรกล้าตอบพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า  พวกเราจะไปหาใครเล่า  พระองค์มีพระวาจาแห่งชีวิตนิรันดร” (ยน. 6:68) หากเธอเองสามารถตอบได้เหมือนกันว่า “ได้ครับ/ค่ะ” กับพระเยซู ชีวิตของเธอจะมีทั้งความหมายและบังเกิดผล

2.  กล้าที่จะเป็นคนที่มีความสุข

การเป็น “ผู้มีบุญ” (ภาษากรีกใช้คำว่า makarioi) หมายความว่าอะไร?  การเป็นผู้มีบุญลาภหรือผู้มีบุญ หมายถึงการเป็นคนที่มีความสุข บอกพ่อหน่อยซิว่า จริงๆ แล้วเธออยากมีความสุขไหม?  ในยุคที่เราทุกคนต่างถูกหลอกล่อด้วยภาพมายาแห่งความสุขจอมปลอม เราเสี่ยงต่อ “การคิดเล็ก ๆ  (thinking small)” หรือการไม่เอาจริงเอาจังเมื่อพูดถึงความหมายของชีวิต  ต้องคิดให้ใหญ่ไว้!  เปิดหัวใจของเธอออกมา!  เฉกเช่นที่บุญราศี ปีแอร์จีออร์จีโอ ฟรัสซาตี เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า “การมีชีวิตโดยปราศจากความเชื่อ  การไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมเก่า  ความล้มเหลวเสมอที่จะปกป้องความจริง  นี่ไม่ใช่การเจริญชีวิต  แต่เป็นแบบการขอผ่านไปที  เราจะต้องไม่เป็นคนที่ขอผ่านไปที  แต่จะต้องดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง” (จดหมายถึง ไอ โบนีนี 27 กุมภาพันธ์ 1925)  ในคำเทศน์วันที่ปีแอร์จีออร์จีโอได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศี (20 พฤษภาคม 1990) สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงขานชื่อท่านว่าเป็น “บุรุษแห่งมหาบุญลาภ” (AAS 82 [1990], 1518)  

หากเธอเปิดใจอย่างจริงจังให้กับแรงปรารถนาอันล้ำลึกแห่งดวงใจของเธอ  เธอจะทราบว่า เธอกระหายความสุขอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  และนี่จะทำให้เธอปฏิเสธข้อเสนอที่ไร้ราคาและสิ่งต่างๆที่ยั่วยวนกวนใจรอบข้าง  หากเรามัวแต่จ้องมองหาแต่ความสำเร็จ  ความสุข และการมีแล้ว บูชานับถือสิ่งเหล่านี้เป็นพระเจ้า  เราอาจประสบกับความตื่นตาตื่นใจชั่วครู่  รู้สึกพอใจสิ่งหลอกลวงดังกล่าว  แต่ที่สุดแล้วเราจะกลายเป็นทาสของมัน  ไม่เคยพอใจ  อยากได้เพิ่มขึ้นอีก  เป็นหายนะที่เห็นเยาวชนที่ “มีทุกสิ่ง” แต่กลายเป็นคนอ่อนล้าและอ่อนแอ

นักบุญยอห์น ตอนที่เขียนถึงเยาวชนบอกว่า “เยาวชนทั้งหลาย  ท่านเป็นคนแข็งแรง และพระวาจาของพระเจ้าก็สถิตอยู่ในท่าน และท่านชนะมารร้ายแล้ว” (1 ยน. 2: 14)    เยาวชนที่เลือกพระคริสตเจ้าเป็นคนแข็งแรง  พวกเขาได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระวาจา และพวกเขาไม่ต้องการขวนขวายแสวงหาสิ่งต่างๆ สำหรับตัวเอง  จงกล้าหาญที่จะว่ายทวนกระแสน้ำ!  จงกล้าที่จะมีความสุขที่แท้จริง!  จงปฏิเสธและทิ้งวัฒนธรรมที่ฉาบฉวยผิวเผิน  วัฒนธรรมที่ถือว่าเธอไม่สามารถที่จะรับผิดชอบและไม่สามารถที่จะเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่แห่งชีวิต!

3.  ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข…

มหาบุญลาภประการแรกซึ่งเป็นหัวข้อไตร่ตรองสำหรับวันเยาวชนโลกของเราครั้งต่อไป บอกว่า ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข  เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา  ณ เวลาที่ผู้คนมากมายกำลังดิ้นรนต่อสู้อันเป็นผลของวิกฤตเศรษฐกิจ  มันอาจดูเป็นของแปลกที่เอาความยากจนมาเชื่อมโยงเข้ากับความสุข  เราจะถือความยากจนว่าเป็นความสุขได้อย่างไร?

ประการแรก  ให้เรามาทำความเข้าใจว่า “การมีจิตใจยากจน” หมายความว่าอะไร  เมื่อพระบุตรของพระเจ้าเสด็จมารับสภาพมนุษย์  พระองค์ทรงเลือกเอาหนทางแห่งความยากจนและการทำตนเป็นคนว่างเปล่า  อย่างที่นักบุญเปาโลกล่าวในจดหมายถึงชาวฟิลิปปีว่า “แม้ว่าพระองค์ทรงมีธรรมชาติพระเจ้า  พระองค์ก็มิได้ทรงถือว่าศักดิ์ศรีเสมอพระเจ้านั้น เป็นสมบัติที่จะต้องหวงแหน  แต่ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น  ทรงรับสภาพดุจทาสเป็นมนุษย์ดุจเรา  ทรงแสดงพระองค์ในธรรมชาติมนุษย์” (2:  5-7)  พระเยซูเป็นพระเจ้าที่ทรงสละพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์  ตรงนี้เราเห็นการเลือกของพระเจ้าที่ต้องการเป็นผู้ยากจน  แม้ทรงร่ำรวย พระองค์ก็ทรงยอมกลายเป็นคนยากจนเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้ร่ำรวยเพราะความยากจนของพระองค์ (เทียบ 2  คร. 8:  9)  นี่เป็นรหัสธรรมที่เราไตร่ตรองเมื่อเราเห็นพระกุมาร พระบุตรของพระเจ้านอนอยู่ในรางหญ้า และที่สุดบนไม้กางเขน จากชีวิตที่ว่างเปล่า จนถึงจุดสูงสุด

คำคุณศัพท์ภาษากรีก ptochos (ยากจน) ไม่ได้มีความหมายเชิงวัตถุล้วนๆ  แต่หมายถึง “ขอทาน”   และอาจจะนำไปเชื่อมโยงกับความเข้าใจของชาวยิวที่ใช้คำว่า anawim  ที่แปลว่า “คนจนของพระเจ้า”  ซึ่งหมายถึงความต่ำต้อย  หมายถึงข้อจำกัดของเราและความจนในความเป็นอยู่ที่ยากจนของเรา anawim  คือคนที่วางใจในพระเจ้า พวกเขาทราบว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาพระองค์ได้

ดังที่นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูเห็นอย่างชัดเจนว่า อาศัยการอวตารเป็นมนุษย์ พระเยซูทรงเสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางเราแบบคนขอทานคนหนึ่งที่ทรงขอความรักของเรา  หนังสือคำสอนของพระศาสนจักรบอกว่า “มนุษย์คือขอทานต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า” (ข้อ 2559)  และกล่าวว่าการสวดภาวนาเป็นการเผชิญกับความกระหายของพระเจ้าและเป็นความกระหายของเราเองด้วย (ข้อ 2560)

นักบุญฟรังซิส อัสซีซีเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับมหาบุญลาภของผู้ที่มีจิตใจยากจน อันที่จริงตอนที่พระเยซูทรงตรัสกับเขาทั้งผ่านคนโรคเรื้อนและจากไม้กางเขน ฟรังซิสรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและความต้อยต่ำของตน  ในการสวดภาวนาผู้ยากจนแห่งอัสซีซีมักจะใช้เวลานานเป็นชั่วโมงถามพระเยซูว่า “พระองค์เป็นใคร?”  “ข้าพเจ้าเป็นใคร?”  เขาสละชีวิตที่ร่ำรวยและสะดวกสบายเพื่อที่จะแต่งงานกับ “สุภาพสตรียากจน” เพื่อเลียนแบบฉบับของพระเยซู และเพื่อปฏิบัติตามพระ วรสารแบบคำต่อคำ  ฟรังซิสดำเนินชีวิตโดยเจริญรอยตามแบบฉบับความยากจนของพระเยซูและในความรักต่อคนยากไร้  สำหรับท่านแล้วความรักสองอย่างนี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกเหมือนสองด้านบนเหรียญเดียวกัน

เธออาจถามพ่อว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะสามารถทำอะไรได้เป็นพิเศษเพื่อที่จะทำให้ตนเองเป็นคนที่มีจิตใจยากจน ให้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต?  พ่อขอตอบโดยกล่าวถึง 3 สิ่งด้วยกัน

ประการแรก  พยายามเป็นอิสระจากวัตถุสิ่งของ  พระเจ้าทรงเรียกให้เราดำเนินชีวิตตามแนวทางของพระวรสาร สำคัญอยู่ที่ความพอเพียงโดยปฏิเสธที่จะยอมแพ้กับวัฒนธรรมแห่งบริโภคนิยม ซึ่งหมายถึงพอใจอยู่กับสิ่งจำเป็นและเรียนรู้ที่จะเจริญชีวิตโดยไม่ต้องมีสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นที่จะทำให้เราเผลอตัว  ให้เราเรียนรู้ที่จะสละจากการเป็นเจ้าของ  จากการบูชาเงินทอง  และจากการใช้จ่ายฟุ่ยเฟือย  ให้เรายอมรับพระเยซูเป็นสิ่งแรก  พระองค์สามารถทำให้เราเป็นอิสระจากการหลงผิดทุกชนิดที่จะทำให้เราตกเป็นทาส  เพื่อนเยาวชนที่รัก! จงวางใจในพระเจ้า   พระองค์รู้จักเราดีและทรงรักเรา  พระองค์ไม่เคยลืมเรา  เฉกเช่นที่พระองค์ทรงดูแล ดอกซ่อนกลิ่นในท้องทุ่ง (เทียบ มธ. 6: 28)  พระองค์จะทรงสร้างหลักประกันว่าเราก็จะไม่ขาดสิ่งที่จำเป็นเช่นเดียวกัน  หากเราจะให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ  เราเองก็ต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา พร้อมกับหลีกเลี่ยงการทำให้หลายสิ่งต้องสูญเสียไป  เฉกเช่นที่เราต้องการความกล้าหาญที่จะเป็นผู้ที่มีความสุข  เราก็จำเป็นต้องกล้าที่จะเจริญชีวิตอย่างเรียบง่ายด้วย

ประการที่สอง  หากเราเจริญชีวิตตามวิถีของมหาบุญลาภ  เราทุกคนต้องมีประสบการณ์กับการกลับใจในมุมมองที่เราเห็นคนจน  เราต้องดูแลพวกเขาและรู้สึกไวต่อความต้องการฝ่ายกายและฝ่ายจิตของพวกเขา  พ่อขอมอบพวกเขาไว้กับพวกเธอเยาวชนเป็นพิเศษสำหรับหน้าที่ที่จะต้องรื้อฟื้นความเอื้ออาทรต่อแก่นแห่งวัฒนธรรมของความเป็นมนุษย์  เมื่อต้องเผชิญกับความยากจนทั้งแบบเก่าแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการตกงาน  การอพยพย้ายถิ่น  การติดยาเสพติดประเภทต่างๆ  เรามีหน้าที่ต้องตื่นตัวและเป็นคนที่คิดเป็น  แล้วต้องหลีกเลี่ยงการประจญที่จะอยู่แบบทองไม่รู้ร้อน  เราต้องนึกถึงทุกคนที่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความรัก  คนที่ไม่มีความหวังในอนาคต  คนที่ยอมแพ้ชีวิตเพราะหมดกำลังใจ และผิดหวังเพราะความกลัว  เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ข้างคนจน  ไม่ใช่ดีแต่พูดเรื่องคนจน  ให้เราออกไปพบพวกเขา  มองตาเขาแล้วฟังเขาพูด  คนจนเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับพระคริสตเจ้าเองและได้สัมผัสกับพระกายที่กำลังเจ็บปวดของพระองค์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ประการที่สาม  คนจนไม่ได้เป็นเพียงคนที่เราต้องให้อะไรบางอย่าง  คนจนมีอะไรมากมายที่จะมอบให้เราและสอนเรา  มีปรีชาญาณมากมายเหลือเกินที่เราต้องเรียนรู้จากคนจน!  ลองคิดดูให้ดี  หลายร้อยปีมาแล้วมีนักบุญองค์หนึ่งที่ชื่อเบเนดิกต์ โจเซฟ ลาเบร  ซึ่งอาศัยอยู่ตามถนนในกรุงโรมและอาศัยทานที่เขาได้รับ  เขาได้กลายเป็นผู้แนะนำฝ่ายจิตวิญญาณให้ผู้คนทุกชนิดรวมถึงผู้มีสกุลรุนชาติและผู้นำฝ่ายศาสนาด้วย  อันที่จริงแล้วคนจนคืออาจารย์ของเรา  พวกเขาแสดงให้เราเห็นว่า คุณค่าของคนไม่ได้วัดกันด้วยความมั่งมี หรือว่าเขามีเงินฝากในธนาคารมากเท่าไร  คนจนหรือคนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในข้าวของมักจะถือความมีศักดิ์ศรีของตน คนจนสามารถสอนเราได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับความสุภาพและความวางใจในพระเจ้า  ในนิทานเปรียบเทียบเรื่องชาวฟาริสีและคนเก็บภาษี (เทียบ ลก. 18: 9-14)  พระเยซูทรงเอาคนเก็บภาษีเป็นแบบฉบับเพราะความสุภาพของเขาและการยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป  หญิงหม้ายที่ถวายเงินสองเหรียญสุดท้ายให้แก่พระวิหารเป็นแบบฉบับของความใจกว้างของทุกคนที่แทบไม่มีอะไรเลย แต่ก็เต็มใจให้ทานทุกสิ่งที่ตนมี (ลก. 21: 1-4)

4.  … เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา

เรื่องใหญ่ใจความของพระวรสารคือพระอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้า  พระเยซูทรงเป็นพระอาณาจักรของพระเจ้าในตัวพระองค์เอง  พระองค์ทรงเป็นเอมมานูแอล หรือ ‘พระเจ้าสถิตกับเรา’  ทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงประทับอยู่กับเรา  และพระอาณาจักรหรือความเป็นใหญ่ของพระเจ้านั่นเองที่ทรงหยั่งรากและเจริญเติบโตขึ้นในจิตใจมนุษย์    พระอาณาจักรจึงเป็นทั้งของขวัญและเป็นพันธสัญญา  มันถูกมอบให้เราแล้วในองค์พระเยซู  แต่มันจะต้องถูกทำให้เป็นจริงบริบูรณ์  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราสวดบทข้าแต่พระบิดาทุกวัน “พระอาณาจักรจงมาถึง”

มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดระหว่างความยากจนกับการประกาศพระวรสาร  และระหว่างหัวข้อของวันเยาวชนโลกครั้งหลังสุด “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (มธ. 28:  19)  และหัวข้อสำหรับปีนี้ “ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ. 5:  3)  พระคริสตเจ้าทรงต้องการพระศาสนจักรยากจน ที่ประกาศพระวรสารให้แก่คนจน  ตอนที่พระเยซูทรงส่งอัครสาวกทั้งสิบสององค์ออกไป พระองค์ทรงตรัสว่า “อย่าหาเหรียญทองเหรียญเงินหรือเหรียญทองแดงใส่ในไถ้  เมื่อเดินทางอย่ามีย่าม อย่ามีเสื้อสองตัว  อย่าสวมรองเท้า  อย่าถือไม้เท้า เพราะคนงานย่อมมีสิทธิ์ได้รับอาหารอยู่แล้ว” (มธ. 10: 9-10)  ความยากจนตามจิตตารมย์ของพระวรสารคือเงื่อนไขพื้นฐานในการขยายพระอาณาจักรของพระเจ้า  การแสดงออกซึ่งความชื่นชมยินดีอย่างทันทีทันใดที่พ่อพบในชีวิตคือตอนที่เห็นคนจนยิ้มซึ่งคนจนเหล่านั้นแทบจะไม่มีอะไรเหลือเลย  การประกาศพระวรสารในยุคของเราจะเกิดขึ้นก็ด้วยผลแห่งความชื่นชมยินดีที่สืบต่อจากกัน

ดังนั้น เห็นแล้วว่า  บุญลาภของคนที่มีจิตใจยากจนจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า  กับสิ่งของที่เป็นวัตถุ  และกับคนจน  อาศัยพระวาจาของพระเยซู เราตระหนักดีว่าเราต้องกลับใจขนาดไหน เพื่อตรรกะแห่ง ‘การเป็นมากกว่า’ จะมาก่อน ‘การมีมากกว่า’  บรรดานักบุญจะสามารถช่วยเราได้มากที่สุดที่จะเข้าใจความหมายที่ล้ำลึกของมหาบุญลาภ  เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งยอห์น ปอล ที่ 2 เป็นบุญราศีที่มีขึ้นในสัปดาห์ที่สองแห่งปัสกาจะเป็นเหตุการณ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นชมยินดี  พระองค์จะทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ที่ยิ่งใหญ่ของวันเยาวชนโลกที่พระองค์ทรงเริ่มประเดิมและให้การสนับสนุนเรื่อยมา  ในสหพันธ์นักบุญพระองค์จะยังทรงเป็นบิดาและมิตรสหายของพวกเธอทุกคน

เดือนเมษายนปีนี้ถือเป็นการครบ 30 ปีแห่งการมอบไม้กางเขนแห่งการไถ่กู้กับเยาวชน  การกระทำที่เป็นสัญลักษณ์ของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2  คือจุดเริ่มต้นแห่งการเดินทางแสวงบุญที่ยิ่งใหญ่ของเยาวชนซึ่งเดินทางไปทั้ง 5 ทวีป  พระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาในวันปัสกาปี 1984 ยังน่าจดจำเสมอ “เยาวชนที่รัก  ในวันจบปีศักดิ์สิทธิ์ พ่อขอมอบเครื่องหมายแห่ง  ปีศักดิ์สิทธิ์นี้แก่พวกเธอ มันคือไม้กางเขนของพระเยซู!  จงแบกไปทั่วโลกในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของพระเยซูเจ้าที่มีต่อมนุษย์  จงประกาศให้ทุกคนทราบว่า มีแต่ในองค์พระคริสตเจ้าผู้ทรงสิ้นพระชนม์และเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพเท่านั้นที่เราจะพบได้กับความรอดและการไถ่กู้”

เพื่อนเยาวชนที่รัก  มักนีฟีกัต อันเป็นบทเพลงของแม่พระผู้มีจิตใจยากจนยังเป็นบทเพลงของทุกคนด้วยที่เจริญชีวิตตามมหาบุญลาภ  ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสารเกิดจากดวงใจที่ในความยากจนนั้นมีความชื่นชมและอัศจรรย์ใจในพระดำรัสของพระเจ้า ดุจดวงหทัยของแม่พระซึ่งทุกชาติทุกภาษาขนานนามว่าเป็น “ผู้มีบุญ”  (เทียบ ลก. 1:  48)  ขอให้แม่พระ พระมารดาของคนจนและดาราแห่งการประกาศพระวรสารใหม่ จงช่วยให้เราเจริญชีวิตตามแนวของพระวรสาร  ให้เป็นผู้ที่มีบุญลาภในการดำเนินชีวิต และให้มีความกล้าหาญเสมอไปที่จะเป็นผู้ที่มีความสุข

จากนครวาติกัน วันที่ 21 มกราคม 2014
วันฉลองนักบุญอักแนส พรหมจารีและมรณสักขี


                                              ฟรังซิส

แปล: ว.วรรณประทีป
เรียบเรียง: คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส แผนกเยาวชน

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2013 ที่รีโอเดจาเนโร (บราซิล)

“จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (เทียบ มธ. 28: 19)

เยาวชนที่รัก

ขอกล่าวสวัสดีพวกเธอทุกคนด้วยความรักและด้วยความชื่นชมยินดี  พ่อมั่นใจว่าหลังจากกลับจากการเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกที่มาตริด หลายคนในพวกเธอคงจะ “หยั่งรากลึกในพระคริสตเจ้า เสริมสร้างขึ้นในพระองค์และมีความเชื่ออย่างมั่นคง” (เทียบ คส. 2: 7) มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ปีนี้ ตามสังฆมณฑลต่างๆ ของเราทำการเฉลิมฉลองความชื่นชมยินดีที่เราเป็นคริสตชนภายใต้หัวข้อ “จงชื่นชมในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา” (ฟป. 4: 4) และเวลานี้ เรากำลังเตรียมตัวเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกซึ่งจะมีขึ้นที่รีโอ เด จาเนโร ในเดือนกรกฎาคม 2013

ก่อนอื่น พ่อขอเชิญพวกเธออีกครั้งให้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญยิ่งนี้  รูปปั้นของพระคริสตเจ้าที่หันพระพักตร์ไปยังนครบราซิลคงจะเป็นสัญลักษณ์ได้อย่างชัดเจนสำหรับเรา  พระหัตถ์ที่กางออกของพระคริสตเจ้าเป็นเครื่องหมายแห่งความพร้อมของพระองค์ที่จะโอบกอดทุกคนที่เข้ามาหาพระองค์  และดวงพระทัยที่แสดงให้เห็นถึงความรักอันเปี่ยมล้นของพระองค์ต่อทุกคนและต่อพวกเธอแต่ละคน  ขอให้พวกเธอจงเข้าไปหาพระองค์เถิด!  จงไปสัมผัสกับประสบการณ์นี้พร้อมกับเพื่อนเยาวชนอื่นๆ ที่มุ่งหน้าเดินทางสู่รีโอ ในงานวันเยาวชนโลกครั้งถัดไป  จงรับความรักของพระคริสตเจ้า แล้วเธอจะกลายเป็นประจักษ์พยานที่โลกกำลังกระหายหาอย่างยิ่ง

พ่อขอเชิญชวนพวกเธอเตรียมตัวสู่วันเยาวชนโลกที่รีโอ เด จาเนโร โดยรำพึงไตร่ตรองหัวข้อของการประชุม “จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” นี่เป็นพระบัญชางานธรรมทูตยิ่งใหญ่ที่พระคริสตเจ้าทรงมอบให้ไว้กับพระศาสนจักรทั้งมวล และมาถึงวันนี้ซึ่งล่วงเลยมา 2 พันปีแล้ว พระบัญชานี้ก็ยังคงเป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นเดิม  พระบัญชาดังกล่าวควรที่จะต้องเป็นพระ สุรเสียงที่ทรงพลังอยู่ในหัวใจของพวกเธอ  ปีแห่งการเตรียมตัวเพื่อการชุมนุมกันที่รีโอ เด จาเนโร ซึ่งตรงกับ ปีแห่งความเชื่อ ที่เริ่มต้นด้วยการประชุมสมัชชาซีนอดของพระสังฆราชภายใต้หัวข้อ “การประกาศพระวรสารแนวใหม่เพื่อการถ่ายทอดความเชื่อของคริสตชน”  พ่อสุขใจมากที่พวกเธอต่างก็มีส่วนร่วมในงานธรรมทูตซึ่งเป็นงานของพระศาสนจักรสากลเช่นเดียวกัน  การทำให้ผู้คนรู้จักพระคริสตเจ้าเป็นของขวัญล้ำค่ามากที่สุดที่พวกเธอสามารถจะนำไปมอบให้กับผู้อื่น

1.  การเรียกร้องเร่งด่วน

ประวัติศาสตร์เผยให้เห็นว่า อาศัยการมอบตนเองให้เป็นของขวัญด้วยใจกว้าง เยาวชนจำนวนมากมีส่วนเสริมสร้างพระอาณาจักของพระเจ้า และช่วยพัฒนาโลกใบนี้ด้วยการประกาศพระวรสาร  พวกเขานำข่าวดีแห่งความรักของพระเจ้าที่แสดงออกในองค์พระคริสตเจ้าไปสู่ผู้อื่นด้วยความกะตือรือร้น  พวกเขาใช้เครื่องมือและความเป็นไปได้ต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้น ซึ่งเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน  เช่น ตัวอย่างที่นึกขึ้นได้ในขณะนี้คือบุญราศี โฮเซ่ เด อาเนธีเอตา (José de Anchieta) เขาเป็นหนุ่มเยซูอิตชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 ไปเป็นธรรมทูตที่ประเทศบราซิลก่อนที่จะมีอายุครบ 20 ปีด้วยซ้ำไป แต่เขาก็ได้กลายเป็นอัครสาวกผู้ยิ่งใหญ่ของโลกใหม่  แต่พ่อก็คิดถึงพวกเธอบางคนด้วยเหมือนกันที่อุทิศตนด้วยใจกว้างสำหรับพันธกิจของพระศาสนจักร  พ่อได้เห็นประจักษ์พยานอันน่าพิศวงใจในวันเยาวชนโลกแล้วที่มาดริด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มีการประชุมกับบรรดาอาสาสมัคร  

ทุกวันนี้เยาวชนหลายคนตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าชีวิตนี้มีอะไรดีบ้างไหม  พวกเขาลำบากใจมากในการค้นหาหนทางเดินของตน  แต่โดยทั่วไปแล้วเยาวชนมองไปที่ปัญหาต่างๆ ของโลก แล้วถามตัวเองว่า มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้บ้างไหม?  แสงสว่างแห่งความเชื่อจะทำให้ความมืดนี้เกิดประกายขึ้นได้  ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจว่า ชีวิตมนุษย์ทุกชีวิตมีคุณค่าจนไม่สามารถจะประเมินได้ เพราะเราทุกคนคือผลแห่งความรักของพระเจ้า  พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคน แม้คนที่ทอดทิ้งพระองค์ไปหรือไม่สนใจพระองค์  พระเจ้าทรงรอคอยเราอย่างอดทน  อันที่จริงแล้วพระองค์ทรงมอบพระบุตรของพระองค์ให้สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ เพื่อที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากความชั่วช้าทั้งหลาย  พระคริสตเจ้าทรงส่งศิษย์ของพระองค์ออกไปเพื่อนำสารแห่งความรอดและชีวิตใหม่ไปยังทุกคนทุกหนทุกแห่ง

ในพันธกิจแห่งการประกาศพระวรสารนี้ พระศาสนจักรต้องอาศัยพวกเธอด้วยเช่นกัน   เยาวชนที่รัก..  เธอต้องเป็นธรรมทูตคนแรกในหมู่เพื่อนร่วมยุคสมัยของเธอ  หลังจากที่การประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่สองสิ้นสุดลง ซึ่งเรากำลังทำการเฉลิมฉลองครบ 50 ปีในปีนี้  สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 ข้ารับใช้ของพระเจ้า ได้ทรงมอบสาส์นให้กับบรรดาเยาวชนโลก สาส์นดังกล่าวเริ่มต้นว่า “เยาวชนชายหญิงของโลกทั้งหลาย สังคายนานี้ใคร่ที่จะมอบสาส์นนี้มายังพวกเธอทุกคน เพราะเป็นพวกเธอ นี่แหละที่จะต้องรับเอาคบเพลิงจากมือของบรรดาผู้ใหญ่ของเธอไปดำเนินชีวิตในโลก ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยิ่งชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์  พวกเธอต้องเอาแบบฉบับและคำสั่งสอนที่ดีที่สุดของพ่อแม่และครูบาอาจารย์ แล้วนำเอาไปหล่อหลอมสังคมของวันพรุ่งนี้ เธอจะรอดหรือพินาศไปพร้อมกันกับสังคม”  สาส์นดังกล่าวสรุปด้วยคำว่า “จงช่วยกันสร้างโลกให้ดีกว่าปัจจุบันด้วยความกะตือรือล้น!” (สาส์นถึงเยาวชน 8 ธันวาคม 1965)

เยาวชนที่รัก..  การเชื้อเชิญนี้ทันกับกาลเวลา  เรากำลังผ่านกาลเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะพิเศษจำเพาะ  ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเปิดประตูให้มีความเป็นไปได้สารพัดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และชนชาติต่างๆ  ทว่าโลกาภิวัตน์แห่งสัมพันธภาพเหล่านี้จะเป็นเชิงบวกและช่วยทำให้โลกพัฒนาขึ้นในความเป็นมนุษย์ก็ต่อเมื่อมันมีพื้นฐานอยู่ในความรักแทนที่จะตั้งอยู่บนฐานของวัตถุนิยม  รักคือสิ่งเดียวที่จะทำให้หัวใจมนุษย์เต็มเปี่ยมและทำให้มนุษย์หันหน้ามาเป็นพี่น้องกัน  พระเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก  เมื่อเราลืมพระองค์ เราก็สิ้นความหวังและทำให้เราไม่สามารถรักผู้อื่นได้  นี่คือเหตุผลจำเป็นที่จะต้องมีพระเจ้าประทับอยู่เพื่อที่คนอื่นจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ดังกล่าว  ความรอดของมนุษย์ขึ้นอยู่กับประเด็นนี้รวมถึงความรอดของเราแต่ละคนด้วย  ใครที่เข้าใจประเด็นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถกล่าวออกมาพร้อมกันกับนักบุญเปาโลว่า “หากข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวดี ข้าพเจ้าย่อมได้รับความวิบัติ” (1 คร. 9: 16)  

2.  เป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้า

กระแสเรียกการเป็นธรรมทูตตกทอดมาถึงเธอด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่ง  และนั่นเพราะเป็นความจำเป็นสำหรับการเดินทางส่วนตัวในความเชื่อของเรา  บุญราศีสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงลิขิตไว้ว่า “ความเชื่อจะมีความเข้มแข็งขึ้นเมื่อมันถูกมอบต่อไปยังผู้อื่น” (Redemptoris Missio, 2)  เมื่อเธอทำการประกาศพระวรสาร เธอเองก็เจริญก้าวหน้าขึ้นในขณะที่เธอกำลังหยั่งรากลึกลงในพระคริสตเจ้า และเกิดมีวุฒิภาวะมากขึ้นในฐานะที่เป็นคริสตชน  การทำหน้าที่เป็นธรรมทูตเป็นมิติสำคัญแห่งความเชื่อ  เราไม่สามารถที่จะเป็นผู้เชื่อที่แท้จริงได้ หากเราไม่ทำการประกาศพระวรสาร  การประกาศพระวรสารคือผลแห่งความชื่นชมที่เกิดจากการที่ได้พบกับพระคริสตเจ้าแล้ว พบพระองค์ดุจศิลาที่เราจะสร้างชีวิตของเราบนศิลานี้ได้ เมื่อเธอกระทำการใดๆ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ประกาศพระวรสารให้กับพวกเขา เมื่อนั้นแหละชีวิตของเธอเอง ที่บ่อยครั้งไม่เป็นโล้เป็นพายเพราะกิจกรรมหลายอย่าง จะพบกับเอกภาพในองค์พระคริสตเจ้า อีกอย่าง นี่จะเป็นการสร้างตัวเธอเองด้วย แล้วเธอจะเจริญเติบโต มีวุฒิภาวะในความเป็นมนุษย์

การเป็นธรรมทูตหมายถึงอะไร? ก่อนอื่นมันหมายถึงการเป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้า  นั่นคือ การฟังการเชื้อเชิญให้ติดตามพระคริสตเจ้าใหม่อีกครั้ง แล้วเงยหน้าขึ้นหาพระองค์ผู้ทรงตรัสว่า “จงเรียนจากเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน” (มธ. 11: 29) ศิษย์คือผู้ที่สนใจและเอาใจใส่ในพระวาจาของพระเยซู (เทียบ ลก. 10: 39)  เป็นผู้ที่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระอาจารย์ที่รักเรามากจนกระทั่งมอบชีวิตให้กับเรา เพราะฉะนั้นเธอแต่ละคนควรที่จะยอมให้พระวาจาของพระองค์หล่อหลอมชีวิตของเธอทุกวัน  พระวาจาจะทำให้เธอเป็นสหายของพระเยซูและทำให้เธอสามารถนำเยาวชนคนอื่นให้เป็นมิตรสหายของพระองค์ด้วย

พ่ออยากให้เธอคิดถึงพระพรต่างๆ ที่เธอได้รับจากพระเจ้าเพื่อที่เธอจะได้สามารถส่งพระพรเหล่านั้นไปยังผู้อื่นต่อไป  จงเรียนรู้จากการกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ชีวิตส่วนตัวของเธอ จงตระหนักให้ดีถึงสิ่งดีงามต่างๆ ที่ตกทอดมาถึงเธอจากชนรุ่นก่อน  ผู้คนที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมากมายมีความกล้าในการถ่ายทอดความเชื่อไปยังผู้อื่นท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ ขอจงอย่าได้ลืมว่าเราเป็นเสมือนสายโซ่ที่เชื่อมโยงมนุษย์ชายหญิง ที่ถ่ายทอดความจริงแห่งความเชื่อและผู้ที่อาศัยเราในการถ่ายทอดความเชื่อดังกล่าวไปยังผู้อื่น  การเป็นธรรมทูตหมายถึงต้องเป็นผู้มีความรู้ ซึ่งได้แก่ความเชื่อของพระศาสนจักร  เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรู้ถึงสิ่งที่เธอเชื่อ เพื่อเธอจะได้สามารถป่าวประกาศได้  ดังที่พ่อเขียนไว้ในหนังสือคำสอนสำหรับเยาวชนที่พ่อมอบให้เธอในวันเยาวชนโลกที่มาดริด “เธอจำเป็นต้องเข้าใจความเชื่อของเธออย่างแม่นยำ เช่นเดียวกันกับที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีรู้ถึงการทำงานภายในของคอมพิวเตอร์  เธอต้องเข้าใจมันดุจนักดนตรีเข้าใจเครื่องดนตรีที่ตนเล่น  เธอต้องหยั่งรากให้ลึกลงไปในความเชื่อมากกว่าชนรุ่นพ่อแม่ เพื่อที่เธอจะได้สามารถสู้กับการท้าทายและหลุมพรางแห่งยุคนี้ด้วยพลังและความตั้งใจเด็ดขาดเข้มแข็ง”

3.  จงออกไป

พระเยซูทรงส่งศิษย์ของพระองค์ออกไปทำพันธกิจพร้อมกับมีพระบัญชาว่า “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง  ผู้ที่เชื่อและรับศีลล้างบาปก็จะรอดพ้น” (มก. 16: 15-16)  การประกาศหมายถึงการนำข่าวดีแห่งความรอดไปสู่ผู้อื่นและทำให้พวกเขาทราบว่า ข่าวดีนี้คือองค์พระเยซูคริสตเจ้าเอง เมื่อข้าพเจ้าได้พบพระองค์  เมื่อข้าพเจ้าทราบว่าพระเจ้าทรงรักข้าพเจ้ามากและพระองค์ทรงช่วยให้ข้าพเจ้ารอดพ้น  ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าไม่ใช่เพียงแต่อยากเท่านั้น แต่มันเป็นความจำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักสำหรับผู้อื่นด้วย  ในบทต้นๆของพระวรสารโดยนักบุญยอห์นเราจะพบว่า ทันที่ที่ได้พบกับพระเยซูอันดรูว์ก็วิ่งไปตามซีมอนผู้น้องทันที (เทียบ 1: 40-42)  การประกาศพระวรสารจะเริ่มต้นด้วยการพบปะกับพระเยซูคริสตเจ้าก่อนเสมอ  ผู้ที่เข้ามาพบกับพระเยซูและมีประสบการณ์กับความรักของพระองค์จะเกิดความอยากทันทีที่จะแบ่งปันความงดงามแห่งการที่ได้พบและความชื่นชมยินดีอันเกิดจากมิตรภาพนี้  ยิ่งเรารู้จักพระคริสตเจ้ามากขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งอยากที่จะพูดถึงพระองค์  ยิ่งเราจะพูดกับพระองค์มากเท่าใด  เราก็ยิ่งอยากที่จะพูดเกี่ยวกับพระองค์  ยิ่งเรายอมจำนนให้กับพระองค์มากเท่าใด  เราก็ยิ่งอยากที่จะดึงคนอื่นให้เข้ามาหาพระองค์มากขึ้นเท่านั้น

อาศัยศีลล้างบาปซึ่งทำให้เรามีชีวิตใหม่  พระจิตเจ้าทรงประทับอยู่ในตัวเราและทรงจุดประกายไฟลงไปในชีวิตจิตใจของเรา  พระจิตทรงชี้นำให้เรารู้จักพระเจ้าเพื่อที่เราจะได้มีมิตรภาพที่ล้ำลึกกับพระคริสตเจ้า  เป็นพระจิตนั้นเองที่ทรงคอยผลักดันให้เราทำความดี  ให้รับใช้ผู้อื่น และให้เรามอบตนเองเพื่อผู้อื่น  อาศัยศีลกำลังเราถูกทำให้มีความเข้มแข็งขึ้นด้วยพระพรแห่งพระจิตเพื่อที่เราจะได้สามารถเป็นประจักษ์พยานต่อพระวรสารอย่างผู้ที่มีวุฒิภาวะ  ดังนั้นพระจิตทรงเรียกร้องให้เราละตัวเองและ “ออกไป” เพื่อทำการประกาศพระวรสาร เยาวชนที่รัก จงปล่อยให้พลังแห่งความรักของพระเจ้านำทางเธอ  ให้ความรักนั้นเอาชนะความโน้มเอียงที่อยากอยู่แต่ในโลกลำพังของเธอ กับปัญหาของเธอ และกับนิสัยเดิมๆของเธอ  จงกล้าที่จะ “ก้าวออก” จากตนเองเพื่อที่จะ “ออกไป” หาผู้อื่น เพื่อที่จะแสดงให้ผู้อื่นเห็นหนทางที่จะได้พบปะกับพระเจ้า

4.  จงไปประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งมวล

พระคริสตเจ้าผู้เสด็จกลับฟื้นพระชนม์ชีพได้ทรงส่งบรรดาศิษย์ของพระองค์ออกไปทั่วโลกเพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงการประทับที่ทรงช่วยให้รอดของพระองค์  เพราะว่าพระเจ้าด้วยความรักที่ล้นเหลือทรงต้องการให้มนุษย์ทุกคนรอดและไม่ต้องการให้มนุษย์ต้องพินาศไปแม้แต่คนเดียว  อาศัยการบูชาที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์บนไม้กางเขน พระเยซูทรงเปิดประตูให้มนุษย์ชายหญิงทุกคนมีโอกาสที่จะรู้จักและเข้ามาอยู่ในสายสัมพันธ์แห่งความรักกับพระองค์  พระองค์ทรงสร้างชุมชนศิษย์เพื่อที่จะให้พวกเขานำเอาสาส์นแห่งความรอดของพระวรสารไปทั่วทุกมุมโลก ไปสู่มนุษย์ชายหญิง ณ ทุกสถานที่และทุกกาลสมัย  ขอให้เราจงได้นำเอาความปรารถนาของพระเจ้ามาเป็นความปรารถนาของเราเถิด!

เยาวชนที่รัก จงเปิดตามองไปรอบตัว  เยาวชนมากมายเหลือเกินมองไม่เห็นความหมายของชีวิตต่อไปแล้ว  จงออกไป! พระคริสตเจ้าทรงต้องการเธอด้วยเช่นกัน  ขอให้เธอยอมจำนนเดินไปตามหนทางแห่งความรักของพระองค์  ขอให้พร้อมที่จะรับใช้ความรักอันยิ่งใหญ่นี้ เพื่อที่ความรักดังกล่าวจะได้แพร่ไปสู่ทุกคน  โดยเฉพาะพอย่างยิ่งผู้ที่ “อยู่ห่างไกลออกไป”  บางคนก็อยู่ไกลในเชิงภูมิศาสตร์  แต่บางคนอยู่ไกลเพราะไม่มีพระเจ้าในหนทางแห่งชีวิตของพวกเขา  บางคนก็ยังไม่ได้รับพระวรสารเลย ในขณะที่บางคนได้รับพระวรสารก็จริงแต่กลับดำเนินชีวิตราวกับว่าไม่มีพระเจ้า  ขอให้เราจงเปิดใจกว้างให้กับทุกคน  ขอให้เราดำเนินการสนทนากับพวกเขาแบบซื่อๆและให้ความเคารพต่อพวกเขา หากการสนทนาดำเนินไปในความเป็นมิตรภาพ มันจะบังเกิดผล  “นานาชาติ” ที่เราได้รับการเชื้อเชิญให้ไปหาไม่ใช่ประเทศต่างๆในโลกเท่านั้น  มันยังหมายถึงวงการต่างๆ ในชีวิตของเราด้วย เช่น ครอบครัว ชุมชน สถานที่เรียนที่ทำงาน กลุ่มมิตรสหาย และสถานที่ซึ่งเราใช้เวลายามย่าง  การประกาศข่าวดีแห่งพระวรสารต้องทำด้วยความชื่นชมยินดีและต้องทำในทุกเวทีแห่งชีวิตของเราโดยไม่มีข้อยกเว้น 

พ่ออยากเน้นสองบริบทด้วยกันที่การทำหน้าที่เป็นธรรมทูตของเธอมีความจำเป็นมากเป็นพิเศษ  เยาวชนที่รัก บริบทแรกคือเวทีแห่งการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของอินเตอร์เน็ต  ดังที่พ่อเคยพูดไว้ในโอกาสอื่นมาแล้ว “พ่อขอให้เธอนำเอาคุณค่าที่พวกเธอสร้างชีวิตขึ้นมาเข้าสู่วัฒนธรรมแห่งบรรยากาศใหม่ในการสื่อสารและระบบไอที ….  มันตกเป็นหน้าที่ของพวกเธอที่ชื่นชอบกับกระบวนการสื่อสารระบบดิจิตอลสมัยใหม่นี้” (สาส์นวันสื่อสารมวลชนโลกครั้งที่ 43 วันที่ 24 พฤษภาคม 2009)  จงเรียนรู้ในการใช้สื่อเหล่านี้อย่างเฉลียวฉลาด  ระวังภัยแอบแฝงของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยของการเสพติด ของการสับสนระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลกมายา และต้องไม่ลืมการสัมผัสตรงเป็นการส่วนตัวและการเสวนาโดยการติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ต  บริบทที่สองได้แก่การเดินทางและการอพยพย้ายถิ่น  ทุกวันนี้ยิ่งวันเยาวชนยิ่งจะเดินทางกันมากขึ้น บางครั้งก็เพื่อการศึกษาหรือเพื่อการทำงาน บางครั้งก็เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ นอกนั้นพ่อยังคิดถึงการอพยพย้ายถิ่นที่หมายถึงคนนับล้านๆคน บ่อยครั้งรวมถึงเยาวชนด้วย ต่างพากันอพยพไปยังภูมิภาคหรือประเทศอื่นด้วยเหตุผล เพราะการเงินหรือเหตุการณ์ทางสังคม ตรงนี้ก็เช่นเดียวกันเราสามารถถือเป็นโอกาสที่พระเจ้าทรงประทานให้เราแบ่งปันพระวรสารกับพวกเขาได้  เยาวชนที่รัก… จงอย่าได้กลัวที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อความเชื่อของเธอในบริบทดังกล่าว  มันเป็นพระพรพิเศษสำหรับผู้ที่เธอพบเมื่อเธอถ่ายทอดความชื่นชมยินดีแห่งการที่เธอได้สัมผัสกับพระคริสตเจ้า

5.  ทำให้พวกเขาเป็นศิษย์

พ่อคาดไว้ว่า บางครั้งพวกเธอจะพบว่าเป็นการยากที่จะเชิญเพื่อนร่วมสมัยให้ได้สัมผัสกับความเชื่อ  เธอก็เห็นแล้วว่าคนหนุ่มสาวไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ จุดหนึ่งในการเดินทางแห่งชีวิต ปรารถนาที่จะรู้จักกับพระคริสตเจ้าเพื่อที่จะดำเนินชีวิตไปตามคุณค่าแห่งพระวรสาร แต่พากันรู้สึกว่าตนเองยังอยู่ห่างไกลและไร้ซึ่งความสามารถ  แล้วเราจะทำอย่างไร?  ประการแรก ความใกล้ชิดและการดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานของเธอเองจะเป็นหนทางซึ่งพระเจ้าจะไปสัมผัสกับดวงใจของพวกเขา การประกาศพระคริสตเจ้ามิได้เป็นแค่เรื่องของวาจา แต่เป็นอะไรที่หมายถึงชีวิตทั้งครบของเธอที่ต้องเปลี่ยนเป็นเครื่องหมายแห่งความรัก มันเป็นความรักที่พระคริสตเจ้าทรงประทานแก่ดวงใจของเราซึ่งทำให้เราเป็นผู้ประกาศพระวรสาร ผลที่ตามมาคือ ความรักของเรายิ่งวันยิ่งจะต้องละม้ายคล้ายกันกับความรักของพระคริสตเจ้าเอง เราควรที่จะเตรียมพร้อมเสมอดุจชาวซามาริตันผู้ใจดี นั่นคือ ให้ความสนใจกับผู้ที่เราพบ ตั้งใจฟังเขา เข้าใจเขา และช่วยเหลือเขา  อาศัยวิธีเหล่านี้เราสามารถนำผู้ที่กำลังแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิตสู่บ้านของพระเจ้า ซึ่งได้แก่พระศาสนจักร ณ ที่ซึ่งทุกคนสามารถมีความหวังและความรอด (เทียบ ลก. 10: 29-37) เยาวชนที่รัก…อย่าลืมว่ากิจกรรมแรกแห่งความรักที่เธอสามารถทำต่อผู้อื่นก็คือการแบ่งปันบ่อเกิดแห่งความหวัง หากเราไม่มอบพระเจ้าให้เขา เราก็ให้เขาน้อยเกินไป!  พระเยซูมีพระบัญชากับอัครสาวกของพระองค์ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต  จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกข้อที่เราให้แก่ท่าน” (มธ. 28: 19-20)  วิธีหลักที่เราต้อง “ทำให้พวกเขาเป็นศิษย์” คือศีลล้างบาปและการสอนคำสอน  นี่หมายถึงการนำประชากรที่เราทำการประกาศพระวรสารให้ได้พบกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงชีวิตในพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  โดยวิธีนี้พวกเขาก็จะเชื่อในพระองค์ พวกเขาต้องสามารถรู้จักพระเจ้าและดำเนินชีวิตในพระหรรษทาน  พ่ออยากให้เธอแต่ละคนถามตัวเองว่า ฉันเคยกล้าที่จะเสนอให้เยาวชนที่ไม่ได้รับศีลล้างบาปเข้ามารับศีลล้างบาปไหม?   ฉันเคยเชิญใครที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันให้ศึกษาค้นคว้าเพื่อที่จะได้พบกับพระคริสตเจ้าไหม? จงภาวนาขอความช่วยเหลือจากพระจิต พระจิตจะทรงเผยให้เธอเห็นหนทางที่จะได้รู้จักและรักพระคริสตเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งจะช่วยให้เธอมีความคิดริเริ่มต่างๆในการเผยแพร่พระวรสาร

6.  ยึดมั่นในความเชื่อ

เมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบากในพันธกิจแห่งการประกาศพระวรสาร บางทีเธออาจถูกประจญให้พูดเหมือนประกาศกเยเรมีห์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร เพราะข้าพเจ้าเป็นแค่เยาวชน” แต่พระเจ้าจะตรัสกับเธอเช่นกันว่า “อย่าพูดว่าข้าพเจ้าเป็นเพียงเยาวชน  เพราะเราสั่งให้เธอไปที่ใด เธอก็ต้องไป” (ยรม. 1: 6-7)  เมื่อใดที่เธอรู้สึกว่าตนยังขาดตกบกพร่อง ไม่มีความสามารถ  หรืออ่อนแอในการประกาศและการเป็นประจักษ์พยานต่อความเชื่อ จงอย่ากลัว  การประกาศพระวรสารมิได้เป็นความคิดของเราเอง และมันก็ไม่ขึ้นอยู่กับความเฉลียวฉลาดสติปัญญาของเรา  มันเป็นการตอบสนองด้วยความนบนอบและด้วยความซื่อสัตย์ต่อการเรียกของพระเจ้า เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีพื้นฐานมาจากพลังอำนาจของเรา แต่มาจากพลังอำนาจของพระเจ้า  นักบุญเปาโลทราบเรื่องนี้ดีจากประสบการณ์ของท่าน “เรามีสมบัตินี้เก็บไว้ในภาชนะดินเผา เพื่อแสดงว่าอานุภาพล้ำเลิศนั้นมาจากพระเจ้า มิใช่มาจากตัวเรา” (2 คร. 4: 7)

ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงอยากให้พวกเธอใช้การสวดภาวนาและศีลศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นฐานราก การประกาศพระวรสารที่แท้จริงเกิดจากการสวดภาวนา และได้รับการหล่อเลี้ยงทำนุบำรุงด้วยการสวดภาวนา เราต้องสนทนากับพระเจ้าเสียก่อนเพื่อที่จะได้สามารถพูดเรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์ ในการสวดภาวนาเราต้องมอบผู้คนที่เราจะถูกส่งไปพบแด่พระเจ้า วิงวอนพระองค์ให้ทรงเปิดใจพวกเขา  เราวิงวอนพระจิตทรงโปรดทำให้เราเป็นเครื่องมือเพื่อความรอดของพวกเขา เราสวดขอพระคริสตเจ้าให้ทรงเอาพระวาจาของพระองค์มาใส่ในปากของเราและทำให้เราเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระองค์ สำหรับทั่วไปแล้วเราสวดสำหรับพันธกิจของพระศาสนจักรทั้งมวลดังที่พระเยซูทรงขอร้องเราอย่างชัดเจนว่า  “ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย จงวอนขอเจ้าของนาให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด” (มธ. 9: 38)   ขอให้เธอแสวงหาชีวิตแห่งความเชื่อและการเป็นประจักษ์พยานในศีลมหาสนิท  ไปฟังมิสซาอย่างสม่ำเสมอทุกอาทิตย์หรือทุกครั้งที่เธอทำได้ในวันธรรมดา  ไปแก้บาปบ่อยๆ  มันเป็นการสัมผัสได้อย่างพิเศษถึงพระเมตตาของพระเจ้าผู้ทรงคอยต้อนรับเรา ให้อภัยเรา และทำให้หัวใจของเรามีความรักมากขึ้น พยายามที่จะรับศีลกำลังหากเธอยังไม่ได้รับ เตรียมตัวให้ดีเพื่อทำหน้าที่  ศีลกำลังก็เหมือนศีลมหาสนิท เป็นศีลแห่งพันธกิจ เพราะศีลนี้ประทานพลังและความรักของพระจิตให้เรากล้าแสดงความเชื่อได้อย่างกล้าหาญ  พ่ออยากให้พวกเธอฝึกการเฝ้าศีลมหาสนิท  เวลาที่ใช้ไปในการฟังและสนทนากับพระเยซูผู้ทรงประทับอยู่ในศีลมหาสนิทนั้นจะเป็นขุมพลังแห่งความกะตือรือล้นใหม่ในงานธรรมทูต

หากเธอเดินไปตามเส้นทางนี้  พระคริสตเจ้าเองจะทรงเป็นผู้ประทานความสามารถให้เธอเป็นผู้ที่สัตย์ซื่ออย่างสิ้นเชิงต่อพระวาจาของพระองค์และเป็นประจักษ์พยานที่กล้าหาญต่อพระองค์  บางครั้งพระองค์จะทรงเรียกร้องให้เธอพิสูจน์ถึงความยืนหยัดมั่นคงของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระวาจาของพระเจ้าไม่ได้รับการต้อนรับหรือถูกขัดแย้งในโลกบางแห่ง พวกเธอบางคนต้องรับทุกข์จากความจริงที่ว่า เธอไม่สามารถเป็นประจักษ์พยานแห่งความเชื่อในพระคริสตเจ้าได้ในที่สาธารณะเพราะขาดเสรีภาพทางศาสนา บางคนต้องเสียชีวิตไปเพราะเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร พ่อขอให้เธอจงยึดมั่นในความเชื่อ โดยมั่นใจว่าพระคริสตเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเธอในการประจลทุกชนิด  พระองค์ทรงตรัสกับเธอเช่นดียวกันว่า “ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุขเมื่อถูกดูหมื่น ข่มเหง และใส่ร้ายต่างๆนานาเพราะเรา จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก” (มธ. 5: 11-12) 

7.  ด้วยกันกับพระศาสนจักรทั้งมวล

เยาวชนที่รัก… หากเธอยึดมั่นอยู่ในความเชื่อ ไม่ว่าเธอจะถูกส่งไป ณ ที่ใด เธอก็จำเป็นต้องพึ่งพระศาสนจักร  ไม่มีผู้ใดสามารถที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อพระวรสารตามลำพังตนเองได้  พระเยซูทรงส่งศิศย์ของพระองค์ออกไปทำพันธกิจพร้อมกัน พระองค์ทรงตรัสกับพวกเขาด้วยคำพหูพจน์เมื่อทรงตรัสว่า “จงไปทำให้พวกเขาเป็นศิษย์ของเรา” การเป็นประจักษ์พยานของเราจะต้องทำไปในฐานะที่เราเป็นสมาชิกของชุมชนคริสตชนเสมอ และพันธกิจของเราจะบังเกิดผลก็ด้วยการที่เรามีสายสัมพันธ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระศาสนจักร เป็นความเอกภาพและความรักซึ่งกันและกันที่จะทำให้ผู้อื่นทราบว่าเราเป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้า (เทียบ ยน. 13: 35)  พ่อต้องขอบคุณพระเจ้าสำหรับงานประกาศพระวรสารน่าอัศจรรย์ที่ชุมชนคริสตชน วัด และกลุ่มต่างๆ ของเรากำลังดำเนินการอยู่ ผลของการประกาศพระวรสารดังกล่าวเป็นของพระศาสนจักรทั้งมวล  ดังที่พระเยซูทรงตรัสว่า “คนหนึ่งหว่าน อีกคนหนึ่งเก็บเกี่ยว” (ยน. 4: 37)

พ่อเว้นไม่ได้ที่จะต้องแสดงความกตัญญูสำหรับพระพรอันยิ่งใหญ่แห่งบรรดาธรรมทูต ที่อุทิศตนอย่างสิ้นเชิงในการประกาศพระวรสารไปจนสุดมุมโลก เช่นเดียวกัน พ่อต้องขอบคุณพระเจ้า สำหรับบรรดาพระสงฆ์และผู้ถวายตัวที่อุทิศตนเองอย่างสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน เพื่อที่พระเยซูคริสตเจ้าจะได้รับการประกาศและได้รับความรัก  พ่ออยากให้เยาวชนที่ได้รับกระแสเรียกจากพระเจ้าได้น้อมรับด้วยความกะตือรือล้น “การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ” (กจ. 20: 35)  สำหรับผู้ที่สละทุกอย่างเพื่อติดตามพระองค์ พระเยซูทรงสัญญาจะตอบแทนร้อยเท่าและชีวิตนิรันดร (เทียบ มธ. 19: 29)

พ่อ ต้องขอบใจบรรดาฆราวาสชายหญิงทุกคน ซึ่งพยายามจนสุดความสามารถที่จะดำเนินชีวิตประจำวันของตนแบบพันธกิจในทุกครั้งที่พวกเขามีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน เพื่อที่พระคริสตเจ้าจะได้รับความรักและเป็นที่ยกย่อง และเพื่อที่พระอาณาจักรจะได้เจริญเติบโตขึ้น  พ่อคิดถึงทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานในเวทีของการศึกษา สุขภาพอนามัย ธุรกิจ การเมือง การเงิน และเวทีอื่นๆที่เป็นบริบทการแพร่ธรรมของฆราวาส  พระคริสตเจ้าต้องการให้ท่านทำหน้าที่อย่างดีและเป็นประจักษ์พยาน  อย่าให้อะไรไม่ว่าจะเป็นความยากลำบากหรือการขาดความเข้าใจมาทำให้ท่านท้อถอยต่อการนำเอาพระวรสารของพระคริสตเจ้า ไปยังทุกแห่งที่ท่านปฏิบัติหน้าที่อยู่  ท่านแต่ละคนต่างเป็นชิ้นส่วนที่มีคุณค่าในแผ่นโมซาอิกแห่งการประกาศพระวรสาร

8.  “พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว!”

เยาวชนที่รัก… ที่สุดพ่ออยากให้เธอตั้งใจสดับฟังจากห้วงลึกของหัวใจซึ่งการเรียกร้องของพระเยซูให้เธอทำการประกาศพระวรสารของพระองค์  อย่างที่รูปปั้นของพระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ที่ รีโอ เด จาเนโรแสดงให้เราเห็น พระหฤทัยของพระองค์เปิดออกด้วยความรักต่อทุกคน และพระหัตถ์ของพระองค์กางออกกว้างเพื่อเอื้อมมายังทุกคน  ตัวเธอเองจงเป็นดวงใจและพระหัตถ์ของพระเยซู!  จงออกไปเป็นประจักษ์พยานต่อความรักของพระองค์  จงเป็นธรรมทูตรุ่นใหม่ที่ถูกบังคับด้วยความรักและด้วยใจเปิดกว้างสู่ทุกคน  จงเดินตามรอยเท้าของธรรมทูตผู้ยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักรเฉกเช่นนักบุญฟรังซิส ซาเวียร์และท่านอื่นๆอีกมากมาย

ตอนปิดการชุมนุมเยาวชนโลกที่มาดริด พ่ออวยพรเยาวชนจำนวนหนึ่งจากหลายทวีปที่กำลังจะเดินทางไปทำพันธกิจแห่งการประกาศพระวรสาร  พวกเขาคือผู้แทนคนหนุ่มสาวที่สะท้อนเสียงของประกาศกอิสยาห์ซึ่งกล่าวกับพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าพร้อมแล้วพระเจ้าข้า  โปรดส่งข้าพเจ้าไป!” (อสย. 6: 8)  พระศาสนจักรไว้ใจพวกเธอและขอบคุณเธอสำหรับความร่าเริงและพลังที่เธอมอบให้กับพระศาสนจักร จงใจกว้างที่จะใช้ความสามารถของเธอรับใช้การประกาศพระวรสาร  เราทราบดีว่าพระจิตจะถูกประทานให้กับผู้ที่เปิดใจกว้างสำหรับการประกาศนี้  แล้วก็จงอย่าได้กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น พระเยซูพระผู้ไถ่โลกจะอยู่กับเธอทุกวันจนกระทั่งสิ้นพิภพ (เทียบ มธ. 28: 20)

การเรียกนี้ที่พ่อมอบให้กับเยาวชนทั่วโลก มีเสียงดังเป็นพิเศษสำหรับเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนแห่งลาตินอเมริกา ระหว่างการประชุมสามัญของพระสังฆราชลาตินอเมริกาที่อาปาเรซีดาในปี 2007  บรรดาพระสังฆราชได้เริ่มโครงการ “พันธกิจแห่งทวีป” เยาวชนเป็นประชากรส่วนใหญ่ในอเมริกาใต้ พวกเขาจึงเป็นทรัพยากรที่มีค่าและสำคัญมากสำหรับพระศาสนจักรและสังคม  จงเป็นธรรมทูตแถวหน้า!  บัดนี้งานชุมนุมเยาวชนโลกจะกลับมาที่ลาตินอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง พ่อจึงใคร่ขอร้องพวกเธอที่เป็นเยาวชนจากทวีปนี้จงได้ถ่ายทอดความเชื่อของเธอด้วยความร้อนรนไปยังเพื่อนๆ จากทั่วโลกด้วย!

ขอให้แม่พระ ดาราแห่งการประกาศพระวรสารแบบใหม่ ซึ่งเราสวดภาวนาวิงวอนภายใต้พระนาม ‘พระมารดาแห่งอาปาเรชีดา’ และ ‘พระมารดาแห่งกัวดาลูป’ จงติดตามเธอไปในพันธกิจของเธอในฐานะที่เธอเป็นประจักษ์พยานต่อความรักของพระเจ้า พ่อขออวยพรพวกเธอทุกคนด้วยความรัก

จากนครวาติกัน วันที่ 18 ตุลาคม 2012
พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2012 ครั้งที่ 27

“จงชื่นชมในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาเถิด” (ฟป. 4: 4)

เยาวชนที่รัก

เรายินดีที่จะคุยกับพวกเธออีกครั้งหนึ่งในโอกาสวันเยาวชนโลกครั้งที่ 27  ความทรงจำแห่งการพบกันของเราที่มาดริดเมื่อเดือนสิงหาคมยังคงอยู่ในจิตใจของเรา  ซึ่งเป็นเวลาแห่งพระหรรษทานพิเศษที่พระเจ้าทรงประทานพระพรมายังเยาวชนที่พากันมาจากทั่วโลก เราโมทนาคุณพระเจ้าสำหรับผลดีงามทุกชนิดที่เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาให้ เป็นผลดีที่แน่นอนว่าจะเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นสำหรับเยาวชนและชุมชนของพวกเขาในอนาคต  บัดนี้เรากำลังรอเวลาที่เราจะได้พบกันใหม่ที่รีโอเดจาเนโร (Reo de Janeiro) ในปี 2013 ซึ่งปีนี้หัวข้อการประชุมได้แก่ “จงไปสั่งสอนนานาชาติให้เป็นศิษย์ของเรา” (เทียบ มธ. 28: 19)

หัวข้อไตร่ตรองวันเยาวชนโลกปีนี้มาจากคำเตือนของนักบุญเปาโลในจดหมายของท่านถึงชาวฟีลิปปี “จงชื่นชมในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาเถิด” (ฟป. 4:4) ความยินดีที่อยู่ในหัวใจแห่งประสบการณ์ของคริสตชน ในวันเยาวชนโลกทุกปีเราต่างมีประสบการณ์ของความชื่นชมยินดี ความยินดีที่เรามาเป็นหนึ่งเดียวกัน ความยินดีที่เราต่างเป็นคริสตชน และความยินดีแห่งความเชื่อ นี่เป็นเครื่องหมายประการหนึ่งของการที่เรามาร่วมชุมนุมกัน เป็นพลังดึงดูดที่ยิ่งใหญ่จากประสบการณ์แห่งความชื่นชมยินดี ในโลกแห่งความโศกเศร้าและความกังวลใจ ความชื่นชมยินดีเป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงความงามและความน่าเชื่อถือแห่งความเชื่อของคริสตชน

กระแสเรียกของพระศาสนจักรคือการนำความชื่นชมยินดีมาสู่โลก เป็นความชื่นชมยินดีที่แท้จริงและคงอยู่ถาวร เป็นความชื่นชมยินดีที่เทวทูตนำมาประกาศให้คนเลี้ยงแกะทราบในคืนที่พระเยซูบังเกิด (เทียบ ลก.2:10)  พระเจ้ามิได้เพียงแต่ทรงตรัส มิได้เพียงแต่ทำให้เครื่องหมายยิ่งใหญ่สำเร็จลุล่วงไปตลอดเวลาแห่งประวัติศาสตร์มนุษย์ แต่ทรงเข้ามาใกล้ตัวเราจนพระองค์กลายเป็นมนุษย์คนหนึ่งท่ามกลางเราและเจริญชีวิตทุกอย่างเหมือนกับเรา  ในทุกวันนี้ที่มีความทุกข์ยากลำบาก เยาวชนจำนวนมากที่อยู่รอบตัวเธอต้องการที่จะได้ทราบว่าสาส์นของพระคริสตเจ้านั้น เป็นสาส์นแห่งความชื่นชมยินดี และเป็นสาส์นแห่งความหวัง!  เราใคร่ที่จะไตร่ตรองพร้อมกันกับพวกเธอเกี่ยวกับความชื่นชมยินดีนี้ และเราจะพบกับความชื่นชมยินดีนี้ได้อย่างไร เพื่อที่พวกเธอจะได้สามารถมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดีนี้อย่างล้ำลึกและนำไปมอบให้กับทุกคนที่เธอพบด้วย

1.  ดวงใจของเราถูกสร้างเพื่อความชื่นชมยินดี

การแสวงหาความชื่นชมยินดีเกิดขึ้นในดวงใจของมนุษย์ชายหญิงทุกคน  ยิ่งไปกว่าการแสวงหาความรู้สึกพอใจเพียงชั่วครู่ ดวงใจของเราแสวงหาความชื่นชมยินดีที่ครบครัน สมบูรณ์และคงอยู่ถาวรซึ่งให้ “รสชาด” กับความเป็นอยู่ของเรา นี่เป็นความจริงพิเศษสำหรับตัวเธอ เพราะเยาวชนเป็นวัยแห่งการค้นพบชีวิต ค้นพบโลก ค้นพบผู้อื่น และค้นพบตัวเราเองเสมอ เป็นเวลาแห่งการเปิดใจกว้างสู่อนาคตและสู่ความปรารถนาที่จะมีความสุข มีมิตรสหาย ที่จะแบ่งปันกัน ที่จะพบกับความจริง เป็นเวลาที่เรามุ่งไปด้วยอุดมการณ์สูงส่งและสร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่

แต่ละวันล้วนเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมยินดีเล็กๆ ซึ่งเป็นพระพรของพระเจ้า :  ความชื่นชมยินดีแห่งการมีชีวิต ชื่นชมที่ได้เห็นความงดงามของธรรมชาติ ชื่นชมที่ทำงานสำเร็จไปด้วยดี ชื่นชมที่ได้ช่วยผู้อื่น ชื่นชมที่เรามีความรักบริสุทธิ์และจริงใจ  หากเรามองดี ๆ เราจะพบกับเหตุผลมากมายที่เราควรที่จะชื่นชมยินดี  มีหลายครั้งที่เรามีความสุขในครอบครัว  มีมิตรที่คอยแบ่งปันกัน การค้นพบความสามารถพิเศษของเรา ความสำเร็จของเรา คำชมที่เราได้รับจากผู้อื่น ความสามารถในการแสดงออกและรู้ว่าเราเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ความรู้สึกที่เราได้ช่วยเหลือผู้อื่น  นอกนั้นยังมีเวลาที่เรารู้สึกตื่นเต้นกับการที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เห็นขอบฟ้าใหม่ที่กว้างกว่าเดิมจากการเดินทางและประสบการณ์ของเรา และตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่เราจะสร้างอนาคตของเรา นอกจากนี้แล้วเราอาจพูดเช่นเดียวกันได้ เกี่ยวกับประสบการณ์จากการอ่านหนังสือวรรณกรรม จากการชื่นชมงานศิลปะฝีมือเอก จากการฟังหรือเล่นดนตรี หรือจากการชมภาพยนตร์  สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถนำความชื่นชมยินดีที่แท้จริงมาให้เราได้ 

กระนั้น ในแต่ละวันเราพบกับความยากลำบากด้วยเช่นกัน  ในส่วนลึกของจิตใจ เรายังเป็นกังวลถึงอนาคต  เราเริ่มสงสัยว่าความชื่นชมยินดีบริบูรณ์ถาวรที่เราอยากได้นั้น อาจเป็นแค่ภาพลวงตาและอาจหายไปจากความเป็นจริงได้  เยาวชนหลายคนถามตัวเองว่า :  ความชื่นชมยินดีบริบูรณ์นั้นเป็นไปได้จริงๆ หรือ?  เราสามารถแสวงหาความชื่นชมยินดีได้ในหลาย ๆ ทาง และบางเส้นทางนั้นอาจจะนำไปสู่การผิดพลาด หรือไม่ก็เป็นอันตราย เราจะสามารถแยะแยะถึงสิ่งที่จะให้ความชื่นชมยินดีถาวรแท้จริงจากความสุขชั่วแล่นและหลอกลวงได้อย่างไร?  เราจะพบกับความชื่นชมยินดีที่แท้จริงในชีวิต  ความชื่นชมยินดีที่คงอยู่ถาวรและไม่จากเราไปในยามที่เราประสบกับวินาทีแห่งความยุ่งยากได้อย่างไร?

2.  พระเจ้าคือบ่อเกิด (ต้นกำเนิด) แห่งความชื่นชมยินดีที่แท้จริง

ความชื่นชมยินดีแท้จริงที่มาสู่เรา ไม่ว่าจะเป็นความชื่นชมยินดีเล็กๆประจำวัน หรือความชื่นชมยินดียิ่งใหญ่ในชีวิตล้วนมีต้นกำเนิดในพระเจ้า แม้บางทีจะดูเหมือนไม่มีความชัดเจนในทันที  ทั้งนี้เพราะว่าพระเจ้าคือสายสัมพันธ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันแห่งความรักนิรันดร พระองค์ทรงเป็นความชื่นชมยินดีอันหาขอบเขตมิได้ซึ่งไม่ปิดกั้นอยู่จำเพาะแต่ในพระองค์แต่ผู้เดียว แต่ทรงแผ่ออกครอบคลุมทุกคนที่พระองค์ทรงรักและผู้ที่รักพระองค์ พระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นมาตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์เนื่องมาจากความรัก เพื่อทรงหลั่งความรักของพระองค์มายังเรา และทำให้เราเปี่ยมไปด้วยการประทับอยู่และพระหรรษทานของพระองค์  พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีส่วนร่วมในความชื่นชมยินดีนิรันดรของพระองค์ พระองค์ทรงช่วยให้เราเห็นว่า ความหมายและคุณค่าสูงสุดแห่งชีวิตของเราอยู่ที่พระองค์ทรงยอมรับ ต้อนรับ และรักเรา  บางครั้งเราพบว่าเป็นการยากที่จะยอมรับผู้อื่น พระเจ้าจะทรงประทานการยอมรับที่ปราศจากเงื่อนไขให้กับเราซึ่งจะทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่า “ข้าพเจ้าได้รับความรัก ข้าพเจ้ามีจุดยืนในโลกและในประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าได้รับความรักจากพระเจ้าเป็นการส่วนตัว หากพระเจ้ายอมรับและรักข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจได้ในประเด็นนี้ ข้าพเจ้าก็ทราบอย่างชัดเจนและมีความมั่นใจว่านั่นเป็นสิ่งดีที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่”

ความรักอันหาขอบเขตมิได้ของพระเจ้าต่อเราแต่ละคนเห็นได้อย่างเต็มตา ในองค์พระเยซู  คริสตเจ้า ความชื่นชมยินดีที่เรากำลังแสวงหาอยู่นั้นจะพบได้ในพระองค์  เราเห็นในพระวรสารแล้วว่าเหตุการณ์ในชีวิตเริ่มแรกของพระเยซูนั้นมีแต่ความชื่นชมยินดี  เมื่ออัครเทวดาคาเบรียลบอกพระแม่มารีพรหมจารีว่าพระนางจะเป็นมารดาของพระผู้ไถ่ คำพูดคำแรกของอัครเทวดาคือ “จงยินดีเถิด!” (ลก. 1: 28)  เมื่อพระเยซูทรงบังเกิดเทวทูตของพระเจ้าตรัสกับคนเลี้ยงแกะว่า “เรานำข่าวดีมาบอกท่านทั้งหลาย เป็นข่าวดีที่จะทำให้ประชาชนทุกคนยินดีอย่างยิ่ง วันนี้ในเมืองของกษัตริย์ดาวิดพระผู้ไถ่ประสูติเพื่อท่านแล้ว พระองค์คือพระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า” (ลก. 2: 10-11)  เมื่อพญาสามองค์เดินทางแสวงหาพระกุมาร “เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึ่งบรรดาโหราจารย์มีความยินดียิ่งนัก” (มธ. 2: 10)  ต้นเหตุแห่งความชื่นชมยินดีเหล่านี้คือความใกล้ชิดของพระเจ้าผู้ทรงกลายเป็นผู้หนึ่งท่ามกลางเรา นี่คือสิ่งที่นักบุญเปาโลหมายถึงเมื่อท่านเขียนจดหมายถึงชาวฟีลิปปี “จงชื่นชมในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาเถิด ข้าพเจ้าขอย้ำอีกว่า จงชื่นชมเถิด  จงให้ความอ่อนโยนของท่านทั้งหลายปรากฏแก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาใกล้แล้ว” (ฟป. 4: 4-5)  เหตุผลประการแรกสำหรับความชื่นชมยินดีของเราคือความใกล้ชิดของพระเจ้าผู้ทรงต้อนรับและรักเรา

การพบปะกับพระคริสตเจ้าจะก่อให้เกิดความยินดียิ่งใหญ่ภายในเสมอ เราพบกับความจริงนี้ได้จากเรื่องราวมากมายในพระวรสาร  เราคงจำได้ว่าตอนที่พระเยซูเสด็จไปเยี่ยมศักเคียส คนเก็บภาษีอธรรมและเป็นคนบาปที่ใครๆก็ทราบ พระองค์ทรงตรัสกับเขาว่า “เราจะไปพักที่บ้านท่านวันนี้” จากนั้นนักบุญลูกาบอกว่า ศักเคียส “ต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี” (ลก. 19:5-6) นี่เป็นความชื่นชมยินดีที่ได้พบกับพระคริสตเจ้า เป็นความยินดีที่ได้สัมผัสกับความรักของพระเจ้า ความรักที่สามารถเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของเรา และนำความรอดมาให้เรา ศักเคียสตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตแล้วแบ่งทรัพย์สมบัติของเขาครึ่งหนึ่งให้คนจน

ในช่วงมหาทรมานของพระเยซูเราจะเห็นอานุภาพแห่งความรักนี้ ณ เวลาสุดท้ายแห่งชีวิตในโลกนี้ ในขณะที่นั่งรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้ายกับอัครสาวก พระเยซูตรัสว่า “พระบิดาของเราทรงรักเราอย่างไร เราก็รักท่านทั้งหลายอย่างนั้น จงดำรงอยู่ในความรักของเราเถิด… เราบอกเรื่องเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราอยู่กับท่าน และความยินดีของท่านจะสมบูรณ์” (ยน. 15: 9, 11)  พระเยซูทรงต้องการนำศิษย์ของพระองค์และเราแต่ละคนไปสู่ความยินดีสมบูรณ์ ซึ่งพระองค์มีส่วนร่วมกับพระบิดา เพื่อที่ความรักของพระบิดาต่อพระองค์จะได้สถิตในตัวเรา (เทียบ ยน.17: 26)  ความยินดีของคริสตชนอยู่ที่การเปิดใจกว้างสู่ความรักของพระเจ้าและมอบตัวเราให้ขึ้นอยู่กับพระองค์ 

พระวรสารเล่าว่ามารีมักดาเลนและสตรีอื่นๆไปเยี่ยมคูหาศพที่บรรจุพระศพของพระเยซูหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ชีพแล้ว  เทวทูตองค์หนึ่งมาบอกกล่าวข่าวประหลาดว่าพระเยซูเสด็จกลับฟื้นพระชนม์ชีพแล้ว  จากนั้นผู้นิพนธ์พระวรสารเล่าว่า พวกเขาวิ่งหนีไปจากคูหาศพ “กลัวแต่ก็มีความชื่นชมยินดี” เพื่อไปแบ่งปันข่าวดีกับบรรดาอัครสาวก  พระเยซูพบพวกเขากลางทางตรัสว่า “จงยินดีเถิด” (มธ. 28: 8-9)  ความชื่นชมยินดีแห่งความรอดถูกนำมาเสนอให้กับพวกเขา  พระคริสตเจ้าเป็นพระองค์เดียวผู้ทรงชีวิตและผู้เอาชนะความชั่ว บาป และความตาย  พระองค์ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเราในฐานะที่ทรงเป็นผู้เสด็จกลับฟื้นพระชนม์ชีพและพระองค์จะทรงประทับอยู่กับเราจนสิ้นพิภพ (เทียบ มธ. 28: 20)  ความชั่วไม่ใช่เป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตของเรา  ตรงกันข้าม ความเชื่อในพระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่บอกเราว่าความรักของพระเจ้าคือชัยชนะ

ความยินดีอันล้ำลึกนี้เป็นผลของพระจิตผู้ทรงทำให้เราเป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้า สามารถมีประสบการณ์และรับคุณงามความดีของพระองค์ สามารถเรียกพระองค์ว่า “อับบา พ่อจ๋า (เทียบ รม.8:15) ความยินดีเป็นเครื่องหมายแห่งการประทับอยู่และการกระทำของพระเจ้าภายในตัวเรา

3.  การรักษาความยินดีแห่งคริสตชนไว้ในดวงใจของเรา

พอมาถึงตรงนี้เราสงสัยว่า “เราจะรับและรักษาพระพรแห่งความยินดีอันล้ำลึกฝ่ายจิตนี้ได้อย่างไร?”

เพลงสดุดีบทหนึ่งบอกเราว่า “จงยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะประทานให้ตามใจปรารถนาของท่าน” (สดด. 37: 4)  พระเยซูทรงบอกเราว่า “อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา คนที่พบก็ฝังซ่อนสมบัตินั้น และยินดีกลับไปขายทุกสิ่งที่มีนำเงินมาซื้อนาแปลงนั้น” (มธ. 13: 44)  การพบและรักษาความยินดีฝ่ายจิตเป็นผลของการที่ได้พบกับพระเจ้า  พระเยซูทรงขอร้องให้เราติดตามพระองค์และให้มอบชีวิตทั้งสิ้นของเราไว้กับพระองค์  เยาวชนที่รัก จงกล้าที่จะเสี่ยงชีวิต และให้พื้นที่กับพระเยซูและพระวรสาร นี่คือวิธีที่จะได้พบกับสันติภายในและความสุขที่แท้จริง มันคือหนทางที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบในฐานะที่เป็นบุตรของพระเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นมาตามพระฉายาลักษณ์และใกล้เคียงกับพระองค์

จงแสวงหาความชื่นชมยินดีในองค์พระเจ้าเพราะความยินดีเป็นผลแห่งความเชื่อ  เป็นการตระหนักดีถึงการประทับอยู่และสายสัมพันธ์ของพระองค์ทุกวัน “องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาใกล้แล้ว!” (ฟป.4:5) นั่นคือการวางใจในพระเจ้าและการเข้าใจและรักพระองค์ให้มากยิ่งขึ้น อีกไม่นานเราจะเริ่ม “ปีแห่งความเชื่อ” และนี่จะช่วยและเป็นกำลังใจให้พวกเรา เยาวชนที่รัก จงเรียนรู้ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงกระทำการในตัวพวกเธออย่างไรและจงค้นให้พบว่าพระองค์ทรงแฝงอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ แห่งชีวิตประจำวันอย่างไร จงเชื่อเถิดว่าพระองค์จะทรงซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญาที่พระองค์ทรงกระทำกับเธอในวันที่เธอรับศีลล้างบาป จงรู้เถิดว่าพระเจ้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเธอไป การพิจารณาไตร่ตรองถึงความรักอันยิ่งใหญ่นี้จะนำมาซึ่งความหวังและความยินดีแก่ดวงใจของเราซึ่งไม่มีสิ่งใดจะมาทำลายมันได้  คริสตชนจะต้องไม่รู้จักเศร้า เพราะว่าพวกเขาได้พบกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงมอบชีวิตของพระองค์เองให้แก่พวกเขา

การแสวงหาและการที่จะได้พบพระองค์ในชีวิตของเรา ยังหมายถึงการยอมรับพระวาจาของพระองค์ด้วย ซึ่งเป็นความยินดีสำหรับดวงใจของเรา  ประกาศกเยเรมีห์เขียนไว้ว่า “เมื่อข้าพเจ้าพบพระวาจา ข้าพเจ้าก็ได้กินพระวาจานั้น พระวาจาของพระองค์เป็นความชื่นบาน และเป็นความยินดีของจิตใจข้าพเจ้า” (ยรม. 15: 16)  จงเรียนรู้ที่จะอ่านและรำพึงพระคัมภีร์  เธอจะพบคำตอบสำหรับคำถามที่ลึกๆของเธอเกี่ยวกับความจริง พระวาจาของพระเจ้าจะเผยให้เธอเห็นถึงสิ่งอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ มันจะทำให้หัวใจของเราเปี่ยมด้วยความยินดี และมันจะนำเราไปสู่การถวายการสรรเสริญและการนมัสการ “มาเถิด เราจงสรรเสริญพระยาห์เวห์ด้วยความยินดี เราจงคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างเรา” (สดด. 95: 1, 6)

พิธีกรรมคือสถานที่พิเศษที่พระศาสนจักรแสดงความยินดีที่ตนได้รับจากพระเจ้าและถ่ายทอดไปยังโลก  ในพิธีบูชามิสซาขอบพระคุณทุกวันอาทิตย์บรรดาคริสตชนต่างพากันเฉลิมฉลองรหัสธรรมแห่งการไถ่กู้ซึ่งได้แก่การสิ้นพระชนม์และการกลับฟื้นพระชนม์ชีพของพระคริสตเจ้า นี่เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับศิษย์ของพระองค์ เพราะว่าการบูชาแห่งความรักของพระองค์ถูกทำให้เป็นปัจจุบัน  วันอาทิตย์เป็นวันที่เราพบกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงเสด็จกลับฟื้นพระชนม์ชีพ ฟังพระวาจาของพระองค์ และได้รับการหล่อเลี้ยงจากพระกายและพระโลหิตของพระองค์ดังที่เราได้ยินได้ฟังจากบทเพลงสดุดีบทหนึ่งว่า “นี่คือวันที่องค์พระผู้เป้นเจ้าทรงสร้าง เราจงยินดีและมีความสุขเถิด” (สดด.118: 24) ในวันตื่นเฝ้าก่อนปัสกาพระศาสนจักรขับร้องบทแสดงความชื่นชมยินดี (Exultet) อันเป็นบทเพลงแสดงความยินดีในชัยชนะของพระเยซูคริสตเจ้าเหนือบาปและความตาย “คณะนักขับร้องเทวทูตเอ๋ย จงขับร้องเถิด… โลกมนุษย์เอ๋ย จงชื่นชมยินดีในพระสิริรุ่งโรจน์เถิด… ขอให้สถานที่นี้จงก้องกังวานด้วยความชื่นชมยินดี ให้มันเป็นเสียงสะท้อนบทเพลงแห่งประชากรของพระเจ้าทุกคน!”  ความยินดีของคริสตชนเกิดจากการตระหนักดีว่าตนได้รับความรักจากพระเจ้าผู้ทรงเสด็จมารับธรรมชาติมนุษย์ มอบชีวิตของพระองค์สำหรับเรา เอาชนะบาปและความตาย  มันหมายถึงการเจริญชีวิตในความรักเพื่อพระองค์ ดังที่นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูภคิณีคณะคาร์เมไลต์บันทึกไว้ว่า “ข้าแต่พระเยซู ความชื่นชมยินดีของดิฉันคือการที่ได้รักพระองค์” (หน้า 45 วันที่ 21 มกราคม 1897)

4.  ความชื่นชมยินดีแห่งความรัก

เยาวชนที่รัก  ความยินดีนั้นเชื่อมสัมพันธ์กันกับความรักอย่างใกล้ชิด ทั้งสองเป็นพระพรของพระจิตที่จะแยกออกจากกันไม่ได้ (เทียบ กท. 5: 23)  ความรักก่อให้เกิดความยินดี และความยินดีก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความรัก  บุญราศีเทเรซาแห่งกัลกัตตากล่าวโดยอาศัยคำพูดของพระเยซู “การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ” (กจ. 20: 35)  เมื่อเธอกล่าวว่า “ความชื่นชมยินดีเป็นตาข่ายแห่งรักที่ท่านสามารถใช้ดักวิญญาณได้  พระเจ้าทรงรักผู้ที่ให้ด้วยความชื่นชมยินดี ผู้ใดที่ให้ด้วยความยินดีเป็นผู้ที่ให้มากกว่า”  ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 ข้ารับใช้พระเจ้าลิขิตไว้ว่า “ในพระเจ้านั้นทุกสิ่งเป็นความชื่นชมยินดี เพราะทุกอย่างเป็นการให้” (สมณลิขิตเตือน Gaudete in Domino 9 พฤษภาคม 1975)

ในทุกมิติแห่งชีวิตของเธอ เธอควรจะรู้ไว้ว่าการรักหมายถึงการยืนหยัดมั่นคง ไว้ใจได้ และสัตย์ซื่อต่อหน้าที่ นี่หมายถึงมิตรภาพเป็นพิเศษ  มิตรสหายของเราคาดหวังว่าเราเป็นคนที่จริงใจ ไม่หักหลัง และมีความซื่อสัตย์ เพราะความรักจะยืนหยัดมั่นคงแม้ในเวลาที่มีความยากลำบาก  เช่นเดียวกันกับการทำงาน การเล่าเรียน และการรับใช้ของเธอ  ความซื่อสัตย์และความยืนหยัดมั่นคงในการกระทำความดีนำมาซึ่งความยินดี ถึงแม้ว่าจะไม่เกิดผลให้เห็นทันทีทันใดก็ตาม

หากเราอยากมีประสบการณ์กับความยินดีแห่งความรัก เราต้องเป็นคนใจกว้างด้วย  เราไม่ควรพอใจกับการให้ในสิ่งเล็กน้อยที่สุด เราต้องรับผิดชอบเต็มที่ในชีวิตและให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อผู้ที่มีความต้องการ  โลกต้องการมนุษย์ชายหญิงที่เก่งและมีใจกว้าง พร้อมที่จะรับใช้ความดีส่วนรวม  จงพยายามจนสุดความสามารถที่จะเล่าเรียนด้วยคามตั้งอกตั้งใจ ที่จะพัฒนาศักยภาพและใช้ศักยภาพเหล่านั้นรับใช้ผู้อื่นแม้กระทั่งบัดนี้  จงหาทางที่จะช่วยสังคมให้มีความชอบธรรมและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน  ขอให้ทั้งชีวิตของเธอจงได้รับการชี้นำจากจิตตารมย์แห่งการรับใช้ ไม่ใช่มัวแต่แสวงหาอำนาจ ความสำเร็จด้านวัตถุและเงินทอง

เมื่อพูดถึงความใจกว้าง พ่ออยากจะเอ่ยถึงความยินดีพิเศษอย่างหนึ่ง  มันเป็นความชื่นชมยินดีที่เรารู้สึกเมื่อเราตอบรับกระแสเรียกในการมอบชีวิตทั้งครบของเราแด่พระเจ้า  เยาวชนที่รัก  อย่ากลัวหากพระคริสตเจ้าทรงเรียกเธอให้เป็นนักบวช เป็นนักพรต เป็นธรรมทูต หรือเป็นพระสงฆ์   ขอให้เธอมั่นใจได้เลยว่าพระองค์จะทรงทำให้ทุกคนเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีผู้ที่ตอบสนองต่อการเชื้อเชิญของพระองค์ให้สละทุกสิ่งเพื่อที่จะอยู่กับพระองค์ เพื่ออุทิศตนด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแบ่งให้ใครในการรับใช้ผู้อื่น  ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าจะทรงประทานความชื่นชมยินดียิ่งใหญ่ให้กับมนุษย์ชายหญิงที่มอบตนเองทั้งครบแก่กันและกันในการสมรสเพื่อสร้างครอบครัวและเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระคริสตเจ้าต่อพระศาสนจักร 

พ่อขอเตือนเธอถึงปัจจัยที่สามที่จะนำเธอไปสู่ความชื่นชมยินดีแห่งความรัก  มันคือการที่ยอมปล่อยให้ความรักฉันพี่น้องเจริญพัฒนาขึ้นในชีวิตของเธอ และในชีวิตของเพื่อนๆ ที่อยู่ในชุมชนเดียวกันกับเธอ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดระหว่างความเป็นหนึ่งเดียวกันกับความชื่นชมยินดี  มันไม่ใช่เป็นการบังเอิญที่นักบุญเปาโลเตือนว่า “จงชื่นชมในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาเถิด ข้าพเจ้าขอย้ำอีกว่า จงชื่นชมเถิด ” (ฟป. 4: 4) ที่ถูกเขียนขึ้นหลายครั้ง และส่งไปถึงชุมชนในฐานะที่เป็นชุมชน ไม่ใช่ส่งไปถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ตราบใดที่เรารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวแห่งมิตรภาพเมื่อนั้นเราจะมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดีนี้  ในหนังสือกิจการของอัครสาวกมีการกล่าวถึงคริสตชนรุ่นแรกว่าดังนี้ “เขาพร้อมใจกันไปที่พระวิหารและไปตามบ้านเพื่อทำพิธีบิขนมปัง ร่วมกินอาหารด้วยความยินดี” (กจ. 2: 46)  พ่อขอร้องพวกเธอให้ใช้ความพยายามทุกอย่างในการช่วยชุมชนคริสตชนให้เป็นสถานที่พิเศษแห่งการแบ่งปัน สนใจ และห่วงใยซึ่งกันและกัน

5.  ความชื่นชมยินดีจากการสนทนา

เยาวชนที่รัก  การมีประสบการณ์กับความยินดีที่แท้จริงยังหมายถึงการรับรู้ถึงการประจญที่จะพาเราให้ออกห่างไปด้วย วัฒนธรรมในยุคปัจจุบันของเราบ่อยครั้งบีบบังคับเราให้แสวงหาเป้าหมายที่อยู่ใกล้ตัว ความสำเร็จ และความสุขสบาย   ซึ่งมักจะส่งเสริมสิ่งที่ไม่คงทนถาวรมากกว่าจะส่งเสริมความสุขถาวร การทำงานหนัก และความซื่อสัตย์ต่อพันธกิจหน้าที่  กระแสที่ถูกส่งมาให้นั้นส่งเสริมจิตตารมย์แห่งบริโภคนิยมและความสุขจอมปลอม  ประสบการณ์สอนเราว่านั่นมิได้เป็นหลักประกันของความสุขที่แท้จริง  มีคนกี่มากน้อยที่แวดล้อมไปด้วยทรัพย์สินวัตถุเงินทอง แต่ชีวิตของพวกเขากลับเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวัง ความโศกเศร้า และความว่างเปล่า  เพื่อที่จะมีความชื่นชมยินดีถาวรเราจำเป็นต้องดำเนินชีวิตในความรักและในความจริง  เราจำเป็นต้องดำเนินชีวิตในพระเจ้า

พระเจ้าต้องการให้เรามีความสุข  นี่เป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงประทานคำแนะนำพิเศษสำหรับการเดินทางแห่งชีวิต นั่นก็คือพระบัญญัติ  ถ้าเราถือพระบัญญัติเราก็จะพบหนทางสู่ชีวิตและความสุข  หากมองเผินๆแล้วอาจดูเหมือนเป็นบัญชีรายการต้องห้ามซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพของเรา  แต่หากเราศึกษาดูอย่างใกล้ชิด เราจะเห็นภายใต้แสงสว่างแห่งสาส์นของพระคริสตเจ้าว่า พระบัญญัติเป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญทรงค่าชุดหนึ่งอันจะนำไปสู่ชีวิตที่มีความสุขตามแผนการของพระเจ้า  ในอีกมุมมองหนึ่งนั้น บ่อยครั้งเหลือเกิน ที่เราเห็นว่าการเลือกสร้างชีวิตของเราโดยห่างเหินจากพระองค์และน้ำพระทัยของพระองค์นั้นนำมาซึ่งความผิดหวัง ความโศกเศร้า และความล้มเหลว  ประสบการณ์ของบาปเป็นการปฏิเสธที่จะติดตามพระเจ้าและเป็นการไม่ยอมรับมิตรภาพของพระองค์นั้นนำมาซึ่งความสิ้นหวังให้กับดวงใจของเรา

บางครั้งหนทางแห่งชีวิตคริสตชนไม่ใช่เรื่องง่าย การสัตย์ซื่อต่อความรักของพระเจ้าเป็นอุปสรรค บางครั้งเราก็ผิดพลาดไป  แต่ในพระเมตตาของพระเจ้าพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเรา  พระองค์ประทานความเป็นไปได้เสมอที่จะให้เราหันกลับไปหาพระองค์ใหม่ คืนดีกันกับพระองค์ และมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดีในความรักของพระองค์ซึ่งให้อภัยและต้อนรับให้กลับเข้ามาคืนดีกับพระองค์

เยาวชนที่รัก  จงไปแก้บาปบ่อยๆ ศีลอภัยบาปเป็นศีลแห่งการค้นพบความชื่นชมยินดีใหม่ วอนขอแสงสว่างจากพระจิตเพื่อยอมรับความบาปของเธอและทูนขอการอภัยจากพระเจ้า  จงไปรับศีลนี้อย่างสม่ำเสมอด้วยความสงบและความไว้ใจ  พระเจ้าจะอ้าแขนรับเธอเสมอ พระองค์จะชำระล้างเธอและนำเธอไปสู่ความชื่นชมยินดีของพระองค์ เพราะสวรรค์จะมีความยินดีที่คนบาปคนหนึ่งกลับใจ (เทียบ ลก. 15: 7)

6.  ความชื่นชมยินดีในยามทุกข์

สุดท้าย เราก็ยังอาจสงสัยในดวงใจว่ามันเป็นไปได้ไหมที่จะเจริญชีวิตด้วยความยินดีท่ามกลางความทุกข์ยากของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ที่หนักหนาสาหัส  เราสงสัยว่าการติดตามพระเจ้าและการวางใจในพระองค์จะนำมาซึ่งความสุขเสมอไปหรือไม่

เราสามารถพบคำตอบได้ในประสบการณ์ของคนหนุ่มสาวบางคน เช่นตัวเธอเองที่พบความสว่างในพระคริสตเจ้าที่ประทานพละกำลังและความหวังแม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก  บุญราศี Pier Giorgio Frassati (1901-1925) ประสบกับความทุกข์ยากหลายอย่างในชิวิตสั้นๆของเขารวมถึงประสบการณ์แห่งความรักที่ทำให้เขาอกหักซึ่งทำให้เขาเสียใจยิ่ง ท่ามกลางเหตุการณ์เหล่านี้เขาเขียนจดหมายถึงพี่สาวว่า “พี่ถามน้องว่าน้องมีความสุขดีไหม น้องจะไม่มีความสุขได้อย่างไร  ตราบใดที่ความเชื่อให้พลังแก่น้อง น้องก็มีความสุข คาทอลิกไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้นอกจากเป็นผู้ที่มีความสุข….เป้าหมายที่เราถูกสร้างขึ้นมาหมายถึงหนทางที่มีขวากหนาม แต่ไม่ใช่หนทางแห่งความเศร้า เป็นหนทางแห่งความชื่นชมยินดีแม้จะต้องมีความเจ็บปวดมาเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม” (จดหมายถึงพี่สาว Luciana ตุริน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1925)  เมื่อบุญราศีพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 มอบบุญราศี Pier Giorgio ให้เป็นแบบฉบับของเยาวชน พระองค์ทรงพูดถึงเขาว่า “เป็นเด็กหนุ่มผู้มีความยินดีที่ไม่มีอะไรเสียมาเจือปน เป็นความชื่นชมยินดีที่เอาชนะความยากลำบากต่างๆในชีวิตของเขา” (คำปราศรัยต่อเยาวชน ตุริน วันที่ 13 เมษายน 1980)

ที่ใกล้ตัวเราหน่อยคือ Chiara Badano (1971-1990) ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศีเมื่อไม่นานมานี้  เธอมีประสบการณ์ว่าความเจ็บปวดสามารถเปลี่ยนได้ด้วยความรัก จนกลายเป็นความชื่นชมยินดีอย่างล้ำลึกได้อย่างไร เมื่อตอนที่เธออายุ 18 ในขณะที่ทรมานอย่างสาหัสจากโรคมะเร็ง เกียร่าสวดขอพระจิตและวิงวอนให้เยาวชนที่อยู่ในกระบวนการเดียวกันกับเธอ  เธอสวดขอให้ตนหายจากโรคมะเร็งและขอพระเจ้าประทานความสว่างและปรีชาญาณให้กับเยาวชนทุกคนเดชะพระจิต  “เป็นช่วงเวลาแห่งการประทับอยู่ของพระเจ้าอย่างแท้จริง กายของดิฉันกำลังรับทุกข์ทรมาน แต่ดวงวิญญาณของดิฉันกำลังขับร้องเพลงสรรเสริญ”  (จดหมายถึง Chiara Lubich, Sasello, วันที่ 20 ธันวาคม 1989)  เคล็ดลับที่ทำให้เธอมีสันติและความชื่นชมยินดีคือความไว้ใจอย่างสิ้นเชิงในพระเจ้าและการยอมรับความเจ็บป่วยดุจการแสดงออกอย่างเร้นลับถึงน้ำพระทัยของพระองค์สำหรับตัวเธอและสำหรับทุกคน บ่อยครั้งเธอมักจะสวดว่า “ข้าแต่พระเยซู ถ้าพระองค์ทรงปรารถนา ดิฉันก็ปรารถนาด้วยเช่นกัน”

นี่เป็นแค่สองประจักษ์พยานที่เอามาจากประสบการณ์อื่นๆมากมายที่แสดงว่า คริสตชนที่แท้จริงนั้นไม่มีวันที่จะสิ้นหวังหรือโศกเศร้า ไม่กระทั่งเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากมากมาย  พวกเขาแสดงให้เห็นว่าความชื่นชมยินดีของคริสตชนไม่ใช่เป็นการหนีไปจากความจริง แต่เป็นพลังเหนือธรรมชาติที่ช่วยเราให้จัดการกับการท้าทายแห่งชีวิตประจำวัน  เราทราบว่าพระคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขนและเสด็จกลับฟื้นพระชนม์ชีพประทับอยู่กับเราและพระองค์ทรงเป็นมิตรที่ซื่อสัตย์เสมอ  เมื่อเรามีส่วนร่วมในมหาทรมานของพระองค์ ความทุกข์จะถูกเปลี่ยนเป็นความรัก และที่นั่นแหละที่เราจะพบกับความชื่นชมยินดี (เทียบ คส. 1: 24)

7.  การเป็นประจักษ์พยานแห่งความชื่นชมยินดี

เยาวชนที่รัก  สุดท้ายนี้ พ่ออยากจะให้กำลังใจพวกเธอในการเป็นธรรมทูตแห่งความชื่นชมยินดี เราไม่อาจที่จะมีความสุขได้หากคนอื่นไม่มีความสุข ความชื่นชมยินดีต้องมีการแบ่งปันกัน  จงออกไปประกาศให้เยาวชนอื่นๆทราบถึงความชื่นชมยินดีของเธอที่ได้พบขุมทรัพย์ประเสริฐซึ่งได้แก่พระเยซูคริสตเจ้าเอง  เราไม่อาจที่จะเก็บความชื่นชมยินดีแห่งความเชื่อไว้ตามลำพังได้ หากเรามีความเชื่อ เราต้องให้ความเชื่อดังกล่าวแก่ผู้อื่นด้วย นักบุญยอห์นกล่าวว่า “สิ่งที่เราได้เห็นและได้ฟังนี้ เราประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย เพื่อท่านจะได้สนิทสัมพันธ์กับเรา ความสนิทสัมพันธ์นี้คือความสนิทสัมพันธ์กับพระบิดา และกับพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสตเจ้า เราเขียนเรื่องนี้ถึงท่าน เพื่อความปิติยินดีของเราจะได้สมบูรณ์” (1 ยน. 1: 3-4)

บางครั้งคริสตศาสนาถูกมองว่าเป็นหนทางแห่งชีวิตที่จำกัดเสรีภาพของเรา และขัดกับความปรารถนาของเราที่อยากมีความสุขและความชื่นชมยินดี  ความคิดเช่นนี้อยู่ไกลจากความเป็นจริงมาก  คริสตชนคือชายหญิงที่มีความสุขอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาทราบดีว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง  พวกเขาทราบดีว่าพระเจ้าทรงปกป้องพวกเขาเสมอ  เยาวชนผู้ติดตามพระคริสตเจ้าทั้งหลาย  ขึ้นอยู่กับพวกเธอที่จะต้องแสดงให้โลกเห็นว่าความเชื่อนำความสุขมาให้ได้รวมถึงความชื่นชมยินดีที่เป็นของแท้ สมบูรณ์ ถาวร หากในบางครั้งการดำเนินชีวิตคริสตชนดูเหมือนจะน่าเบื่อไม่มีอะไรตื่นเต้น  เธอควรเป็นคนแรกที่จะแสดงให้เห็นด้านที่เป็นความสุขและเป็นความยินดีของความเชื่อ  พระวรสารเป็น “ข่าวดี” ที่พระเจ้าทรงรักเราและเราแต่ละคนก็มีความสำคัญสำหรับพระองค์  จงแสดงให้โลกเห็นว่านี่เป็นความจริง!

จงเป็นประจักษ์พยานที่มีความกระตือรือร้นแห่งการประกาศพระวรสารใหม่  จงไปหาผู้ที่ทนทุกข์ทรมานและผู้ที่กำลังแสวงหา จงมอบความชื่นชมยินดีที่พระคริสตเจ้าต้องการประทานให้แก่พวกเขา  จงนำความชื่นชมยินดีมาสู่ครอบครัวของเธอ โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน และผองเพื่อนของเธอไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน  เธอจะเห็นว่ามันจะบังเกิดผลเร็วแค่ไหน เธอจะได้รับตอบแทนเป็นร้อยเท่าพันทวี ทั้งที่เป็นความชื่นชมยินดีในความรอดของเธอเอง และความชื่นชมยินดีที่เห็นพระเมตตาของพระเจ้ากำลังทำงานในดวงใจของผู้อื่น  และเมื่อเธอต้องไปพบพระเจ้าในวันสุดท้าย เธอจะได้ยินพระองค์ตรัสว่า “ดีมาก ผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์… จงมาร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด” (มธ. 25: 21)

ขอพระแม่มารี พรหมจารี ร่วมเดินทางไปกับเธอ  พระแม่ทรงต้อนรับพระคริสตเจ้าในตัวพระนางและทรงประกาศความชื่นชมยินดีนี้ด้วยบทเพลงแก่งคำสรรเสริญ “วิญญาณข้าพเจ้าประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า จิตใจของข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในพระเจ้า พระผู้กอบกู้ข้าพเจ้า” (ลก.1: 46-47) พระแม่ทรงตอบสนองต่อความรักของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ด้วยการอุทิศชีวิตของพระนางแก่พระองค์ในการรับใช้ที่สุภาพและครบครัน  พระแม่ได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “บ่อเกิดแห่งความชื่นชมยินดีของเรา” เพราะพระแม่ทรงประทานพระบุตรมาให้เรา ขอให้พระแม่นำพวกเธอไปสู่ความชื่นชมยินดีนั้นซึ่งเป็นความยินดีที่ไม่มีผู้ใดสามารถพรากไปจากพวกเธอได้!

จากนครวาติกัน  วันที่ 15 มีนาคม 2012

พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16

แปลโดย ว. ประทีป
เรียบเรียงโดย แผนกเยาวชน
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส 

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2011 ที่มาดริด (สเปน)

“จงหยั่งรากลึกลงในพระองค์ และเสริมสร้างขึ้นในพระองค์
จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง” (คส. 2: 7)

มิตรสหายที่รัก

ความคิดของพ่อบ่อยครั้งหวนคืนไปยังวันเยาวชนโลกที่นครซิดนีย์เมื่อปี ค.ศ. 2008  ณ ที่นั้นเราได้มีประสบการณ์แห่งการเฉลิมฉลองความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งพระจิตเจ้าได้ทรงกระทำงานอย่างแข็งขันด้วยการสร้างสายสัมพันธ์ความเป็นหนึ่งเดียวที่ล้ำลึก ท่ามกลางเยาวชนผู้ที่มาร่วมชุมนุมกันจากทั่ว    ทุกมุมโลก  ในการชุมนุมครั้งนั้นเป็นเช่นครั้งก่อน ๆ ซึ่งได้ก่อผลอย่างอุดมในชีวิตเยาวชนและชีวิตของ     พระศาสนจักรทั้งหมดเป็นอันมาก  บัดนี้เรากำลังตั้งใจรอคอยวันเยาวชนโลกครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้น ณ กรุงมาดริดในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011  ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1989 หลายเดือนก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะถูกทำลายลงเป็นประวัติศาสตร์ กลุ่มเยาวชนผู้จาริกแสวงบุญนี้ได้แวะที่นครซันเตียโก เด กอมปอสเตลา ประเทศสเปน  มาบัดนี้ ณ เวลาที่ยุโรปมีความจำเป็นยิ่งที่จะต้องค้นหารากเหง้าแห่งความเป็นคริสตชนของตนอีกครั้ง การชุมนุมของเราจะจัดขึ้นที่กรุงมาดริดโดยใช้หัวข้อการชุมนุมว่า “จงหยั่งรากลึกลงในพระองค์และเสริมสร้างขึ้นในพระองค์ จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง  (คส. 2: 7)  พ่อขอสนับสนุนให้ลูกมีส่วนร่วมในงานชุมนุมครั้งนี้ ซึ่งมีความสำคัญมากทั้งสำหรับพระศาสนจักรในยุโรปและพระศาสน-จักรสากล พ่อปรารถนาให้เยาวชนคนหนุ่มสาวทุกคน ทั้งผู้ที่มีความเชื่อเดียวกันกับเราในองค์พระเยซู คริสตเจ้า รวมทั้งผู้ที่ยังลังเลสงสัย หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อในพระองค์ จงได้มีส่วนร่วมในประสบการณ์ครั้งนี้ ซึ่งสามารถเป็นเครื่องชี้นำชีวิตครั้งสำคัญของพวกเขา นี่เป็นประสบการณ์ที่จะได้สัมผัสพระเยซูพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพและยังดำรงชีวิตอยู่เป็นประสบการณ์แห่งความรักของพระองค์ที่มีต่อเราแต่ละคน 

1.  ณ แหล่งบันดาลความใฝ่ฝันสูงสุด 

ในประวัติศาสตร์ทุกกาลสมัยรวมทั้งยุคของเราด้วย เยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนมากต่างมีความปรารถนาอย่างมากที่จะมีความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ที่ประกอบด้วยความจริงและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  หลาย ๆ คนปรารถนาที่จะสร้างมิตรภาพที่แท้จริง ต้องการรู้จักความรักที่ถ่องแท้  ต้องการเริ่มชีวิตครอบครัวที่เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างยั่งยืนถาวร ต้องการที่จะประสบกับความสมหวังและความมั่นคงอย่างแท้จริงในชีวิต ทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนแล้วแต่จะเป็นหลักประกันถึงอนาคตที่มีความสงบสุข เมื่อหวนกลับไปนึกถึงวัยเยาว์ของพ่อเอง พ่อทราบดีว่าความมั่นคงยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความคิดของเยาวชนส่วนใหญ่ จริงอยู่การมีงานทำเป็นเรื่องสำคัญซึ่งทำให้เรายืนได้อย่างมั่นคง แต่ในช่วงเวลาของวัยหนุ่มสาวนั้นยังเป็นเวลาที่เราแสวงหาการดำเนินชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อพ่อหวนคิดถึงเวลานั้น พ่อจำได้ดีว่าเราไม่พอใจที่จะมีชีวิตเพียงแบบชนชั้นกลาง เราต้องการอะไรที่ยิ่งใหญ่อะไรที่ใหม่ เราต้องการที่จะค้นให้พบชีวิตเลยทีเดียวทั้งในความยิ่งใหญ่และความสง่างามของมัน เป็นธรรมดาที่เหตุผลส่วนหนึ่งของความคิดเช่นนั้นเป็นเพราะยุคสมัยที่เราอาศัยอยู่ในขณะนั้น  ในยุคเผด็จการนาซีและสงคราม อาจกล่าวได้ว่าเราถูกทำให้ “จนมุม” โดยโครงสร้างอำนาจเผด็จการ เพราะฉะนั้นเราจึงอยากหนีออกไปสู่ที่โล่งแจ้ง เพื่อที่จะได้มีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์พึงอาจมีได้   พ่อคิดว่าแรงกระตุ้นที่จะดิ้นให้หลุดพ้นจากชีวิตธรรมดานั้นมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ส่วนหนึ่งของความเป็นหนุ่มสาวก็คือความปรารถนาสิ่งที่มากกว่าการดำเนินชีวิตแบบปกติประจำวันและการงานที่มั่นคง การโหยหาอะไรบางอย่างที่มีความยิ่งใหญ่กว่า  นี่เป็นเพียงความฝันที่ว่างเปล่าแล้วจางหายไปเมื่อเรามีอายุมากขึ้นหรือไม่เด็ดขาด  มนุษย์ชายหญิงถูกสร้างขึ้นเพื่อความยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นนิรันดร์ ไม่มีอะไรอื่นเลยที่จะเพียงพอ นักบุญออกุสตินกล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า “ดวงใจของเราจะไม่มีวันหยุดนิ่งจนกว่าจะได้พบที่พักพิงในพระองค์” การที่เราปรารถนาชีวิตที่มีความหมาย เป็นเครื่องหมายที่ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสร้างเรามา และเราได้รับพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ พระเจ้าคือชีวิต และนี่คือเหตุผลที่สิ่งสร้างทั้งหลายต่างมุ่งแสวงหาชีวิต  เพราะมนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้า เราจึงแสวงหาด้วยหนทางที่พิเศษและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เราต่างแสวงหาความรัก ความชื่นชมยินดีและสันติ  เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลที่จะคิดว่าเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างแท้จริง หากปราศจากพระเจ้า พระเจ้าเป็น   บ่อเกิดของชีวิต  การดำเนินชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า จึงเท่ากับเป็นการแยกตัวเราออกจากบ่อเกิดของชีวิต ซึ่งจะมีผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ การขจัดความสำเร็จและความชื่นชมยินดีออกไปจากชีวิตของเรานั่นเอง “ปราศจากซึ่งพระผู้สร้างสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ก็จะอันตรธารไปสู่ความว่างเปล่า” (สมณสาส์น Gaudium et Spes ข้อ 36 จากสังคายนาวาติกัน 2)  ในบางภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบตะวันตก วัฒนธรรมของทุกวันนี้ดำเนินไปโดยปราศจากพระเจ้าและถือว่าความเชื่อเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งไม่มีความสัมพันธ์อะไรต่อชีวิตและสังคม  แม้คุณค่าต่าง ๆ ที่คอยกำกับสังคมจะมาจากพระวรสารก็ตาม เช่นเรื่องศักดิ์ศรีของบุคคล  ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เรื่องการงานหรือเรื่องครอบครัว เราจะเห็นว่ามีปรากฏการณ์  “การบดบังรัศมีพระเจ้า” เกิดขึ้น หรือการหลงลืมพระเจ้า ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เป็นการปฏิเสธคริสตศาสนาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นการปฏิเสธไม่ยอมรับขุมทรัพย์แห่งความเชื่อ  ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความเป็นอัตลักษณ์อันล้ำลึกของเรา

มิตรสหายที่รัก  ด้วยเหตุนี้ พ่อขอให้พวกลูกเข้มแข็งในความเชื่อในพระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา  พวกลูกเป็นอนาคตของสังคมและของพระศาสนจักร  ดังที่นักบุญเปาโลอัครสาวกได้เขียนไว้ในจดหมายถึงชาวโคโลสีว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีรากเหง้าซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคง  เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับทุกวันนี้ คนเป็นจำนวนมากไม่มีจุดอ้างอิงที่เป็นฐานมั่นคงในการเสริมสร้างชีวิต  ดังนั้นพวกเขาจึงลงเอยด้วยความไม่แน่นอน ไม่มั่นคงในชีวิต  มีความคิดในเชิงคล้อยตามแบบลัทธิอนุโลมนิยม เพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าทุกอย่างดีเท่าเทียมกันหมด ถือว่าความจริงและจุดอ้างอิงสูงสุดนั้นไม่มีตัวตน  แต่ว่าความคิดเช่นนี้มิได้นำมนุษย์ไปสู่การมีเสรีภาพที่แท้จริง  กลับจะนำไปสู่ความไม่มั่นคง ความสับสน และการเดินตามกระแสสังคมไปอย่างมืดบอด  ในฐานะที่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาว พวกลูกมีสิทธิ์ที่จะได้รับจุดอ้างอิงที่เป็นจริงและมั่นคงจากชนรุ่นก่อน เพื่อที่จะช่วยลูกในการตัดสินใจและสร้างชีวิตบนฐานที่มั่นคง เหมือนกันกับต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ที่ต้องการปัจจัยในการช่วยเหลือจนกระทั่งมันสามารถหยั่งรากลึกลงไป กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง และสามารถที่จะเกิดดอกออกผลได้

2.  หยั่งรากลึกลงและเสริมสร้างขึ้นในพระเยซูคริสตเจ้า

เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความเชื่อในชีวิตคริสตชน  พ่อขอไตร่ตรองพร้อมกับพวกลูกถึงถ้อยคำที่ท่านนักบุญเปาโลใช้ในประโยค  “จงหยั่งรากลึกลงในพระองค์และเสริมสร้างขึ้นในพระองค์ จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง (คส. 2: 7) เราอาจจำแนกภาพได้ 3 ภาพด้วยกัน  ภาพที่ 1 คือ“หยั่งรากลึกลง” ทำให้เราคิดถึงต้นไม้และรากที่หล่อเลี้ยงลำต้น   ภาพที่ 2 คือ “เสริมสร้างขึ้น” อ้างอิงถึงการสร้างบ้าน   ภาพที่ 3 คือ “อย่างมั่นคง” แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตทางกายภาพหรือความเข้มแข็งในด้านคุณธรรม  ภาพทั้งสามนี้มีความชัดเจนและจับใจมาก  ก่อนที่จะออกความคิดเห็นเกี่ยวกับสามคำนี้     พ่อใคร่ชี้ให้เห็นว่า ในเชิงไวยากรณ์สามคำนี้ตามต้นฉบับเดิมเขียนไว้เป็นประโยคกรรมวาจก มีความหมายว่าพระคริสตเจ้าเองทรงเป็นผู้ริเริ่มทำการปลูก ทำให้เจริญเติบโต  และทำให้คริสตชนมีความเข้มแข็งมั่นคง

ภาพแรกคือภาพต้นไม้ที่เจริญเติบโตอย่างมั่นคงอาศัยรากของมันที่ทำหน้าที่ค้ำจุน และดูดซึมอาหารมาบำรุงหล่อเลี้ยงลำต้น  หากต้นไม้ไม่มีรากเมื่อถูกลมพัดมาต้นไม้ก็จะล้มและตายไปในที่สุด  แล้วรากของเรานั้น คืออะไร  โดยธรรมชาติก็คือพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และขนบธรรมเนียมประเพณีของบ้านเมืองของเรา ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญแห่งอัตลักษณ์ส่วนตัวของเรา  แต่ในพระคัมภีร์เผยให้เห็นองค์ประกอบมากไปกว่านั้นอีก   ประกาศกเยเรมีห์บันทึกไว้ว่า  “เป็นบุญลาภแก่ผู้ที่วางใจในพระเจ้า และความมั่นใจของเขาคือพระเจ้า  พวกเขาจะเป็นดุจต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ หยั่งรากลึกและหล่อเลี้ยงด้วยสายน้ำ  มันจะไม่เกรงกลัวเมื่อความร้อนแผ่มา ใบของมันจะเขียวชอุ่ม ในปีที่เกิดแล้งมันก็ไม่กังวลและไม่เลิกที่จะบังเกิดผล” (ยรม. 17: 7-8)  สำหรับตัวท่านประกาศกแล้วการหยั่งรากลึกหมายถึงการวางใจในพระเจ้า  เราได้รับชีวิตมาจากพระองค์  ปราศจากพระองค์แล้วเราไม่อาจที่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างแท้จริง  “พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดรแก่เรา และชีวิตนี้อยู่ในพระบุตรของพระองค์” (1 ยน. 5: 11)  พระเยซูพระองค์เองทรงบอกเราว่าพระองค์คือชีวิตของเรา (เทียบ ยน. 14: 6)  ผลที่ตามมาก็คือ ความเชื่อของคริสตชนไม่ใช่เป็นเรื่องของการเชื่อว่าสิ่งต่างๆเป็นความจริง แต่ที่สำคัญและเหนือสิ่งใดก็คือการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซูคริสตเจ้า  มันเป็นการสัมผัสกับพระบุตรของพระเจ้าที่ให้พลังใหม่สำหรับการมีชีวิตและความเป็นอยู่ทั้งหมดของเรา  เมื่อเรามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ พระคริสต-เจ้าก็จะทรงเผยอัตลักษณ์ที่แท้จริงของเรา และในมิตรภาพที่เรามีกับพระองค์นั้นชีวิตของเราก็จะค่อยๆเจริญเติบโตสู่ความสำเร็จบริบูรณ์  วัยหนุ่มสาวเป็นช่วงที่เราแต่ละคนมักจะคิดสงสัยไปว่า ชีวิตของฉันมีความหมายอะไร  ฉันจะตั้งเป้าหมายและทิศทางของชีวิตอย่างไร  นี่เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่ง และมันก็อาจรบกวนใจเราบ้างในช่วงขณะหนึ่ง  เราเริ่มกังวลว่าเราควรจะทำงานอะไรดี จะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นแบบไหน  ควรจะมีมิตรแบบใด…  ตรงนี้พ่อก็หวนคิดถึงวัยหนุ่มของพ่อเองอีกครั้ง  พ่อค่อนข้างที่จะตระหนักดีตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่าพระเจ้าต้องการให้ข้าพเจ้าเป็นพระสงฆ์  ต่อมาภายหลังเมื่อสงครามสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อพ่ออยู่ในสามเณราลัย และเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อจะไปสู่เส้นทางที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น  พ่อต้องทบทวนเพื่อให้เกิดความมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง  พ่อต้องถามตัวเองว่า นี่เป็นเส้นทางชีวิตที่พ่อถูกกำหนดให้เดินหรือ  นี่เป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าสำหรับตัวพ่อจริงหรือ  พ่อจะสามารถสัตย์ซื่อและรับใช้พระองค์ไปจนตลอดชีวิตหรือ  การตัดสินใจเช่นนี้เรียกร้องให้เกิดการต่อสู้ขึ้นภายใน  มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้  และแล้วพ่อก็เกิดความมั่นใจว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  ใช่เลย.. พระเจ้าต้องการพ่อแล้วพระองค์จะทรงประทานพละกำลังให้แก่พ่อ  หากพ่อคอยสดับฟังพระองค์และเดินไปกับพระองค์  พ่อก็จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของพ่อเอง  สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การทำให้ความปรารถนาของพ่อสำเร็จไป แต่อยู่ที่การทำตามน้ำพระทัยของพระองค์  อาศัยวิธีนี้ชีวิตจึงจะเป็นชีวิตที่แท้จริง

เฉกเช่นรากทำให้ต้นไม้ยึดมั่นอยู่กับดิน เสาเข็มของบ้านก็ทำให้บ้านนั้นมีความมั่นคงถาวรเช่นเดียวกัน  โดยอาศัยความเชื่อเราถูกเสริมสร้างขึ้นในองค์พระเยซูคริสตเจ้า (เทียบ คส. 2: 7)  ดุจบ้านที่สร้างขึ้นบนรากฐานที่มีเสาเข็ม  ในประวัติศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์มีตัวอย่างของนักบุญมากมายที่สร้างชีวิตตนในพระวาจาของพระเจ้า  คนแรกได้แก่อับราฮัมผู้เป็นบิดาของเราในความเชื่อ ท่านได้นบนอบต่อพระเจ้าเมื่อถูกขอร้องให้ทิ้งบ้านเกิดและให้ออกเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน     “อับราฮัมเชื่อพระเจ้าและท่านได้รับสมญานามว่าเป็นผู้ชอบธรรม เขาจึงได้รับฉายาว่าเป็นมิตรสหายของพระเจ้า” (ยก 2:23)  การเสริมสร้างขึ้นในพระเยซูคริสตเจ้าหมายความว่า เขาผู้นั้นตอบสนองต่อการเรียกของพระเจ้า วางใจในพระองค์ และนำเอาพระวาจาของพระองค์มาปฏิบัติ  พระเยซูเจ้าเองทรงตำหนิศิษย์ของพระองค์ว่า “ทำไมท่านจึงเรียกเราว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า’ และไม่ปฏิบัติตามที่เราบอกเล่า” (ลก. 6: 46)  พระองค์ทรงสอนต่อไปโดยใช้ภาพของการสร้างบ้าน “ทุกคนที่มาหาเราย่อมฟังคำของเราและนำไปปฏิบัติ เราจะชี้ให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า เขาเปรียบเสมือนผู้ใด  เขาเปรียบเสมือนคนที่สร้างบ้าน  เขาขุดหลุม ขุดลงไปลึกและวางรากฐานไว้บนหิน  เมื่อเกิดน้ำท่วมน้ำในแม่น้ำไหลมาปะทะบ้านหลังนั้น แต่ทำให้บ้านนั้นสั่นคลอนไม่ได้ เพราะบ้านนั้นสร้างไว้อย่างดี” (ลก 6: 47-48)   

มิตรสหายที่รัก  จงสร้างบ้านของลูกบนหินเหมือนผู้ที่ “ขุดหลุมลึก” พยายามที่จะเจริญรอยตามพระวาจาของพระคริสตเจ้าทุกวัน  จงสดับฟังพระองค์ในฐานะที่เป็นมิตรแท้จริง ผู้ที่ลูกสามารถที่จะร่วมเดินทางชีวิตไปด้วยได้  เมื่อมีพระองค์อยู่เคียงข้างลูกจะมีความกล้าและมีกำลังใจที่จะเผชิญหน้ากับความยากลำบากและปัญหาต่างๆ ลูกจะเอาชนะได้แม้กระทั่งความผิดหวังและความพ่ายแพ้ต่างๆ  ในบางครั้งลูกอาจจะได้รับข้อเสนอทางเลือกอื่นที่ทำได้ง่ายๆอยู่เสมอ  แต่ลูกเองก็ทราบดีว่า สิ่งพวกนั้นในที่สุดแล้วคือสิ่งหลอกลวงไม่สามารถที่จะนำความสงบและความชื่นชมยินดีมาสู่ลูกได้  มีเพียงพระวาจาของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถแสดงหนทางที่ถูกต้องถ่องแท้ให้ลูกได้  และมีแต่ความเชื่อที่ลูกได้รับเท่านั้นที่จะเป็นแสงสว่างคอยชี้นำทางของลูก  แต่จงชื่นชมและกตัญญูสำหรับของขวัญฝ่ายจิตที่ลูกได้รับมาจากครอบครัวของลูก จงพยายามที่จะตอบสนองด้วยความรับผิดชอบต่อกระแสเรียกของพระเจ้า และจงเพิ่มพูนความเชื่อของลูก  อย่าไปหลงเชื่อคนที่บอกลูกว่า ลูกไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วยเสริมสร้างชีวิตของลูก  จงแสวงหาความช่วยเหลือในความเชื่อจากคนที่มีความเชื่อในพระศาสนจักรและเป็นคนที่ลูกรัก  แล้วขอบพระคุณพระเจ้าที่ลูกได้รับความเชื่อนี้มาและได้ทำให้ความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อของตนเอง

3.  มั่นคงในความเชื่อ

ลูก “จงหยั่งรากลึกลงในองค์พระเยซูคริสตเจ้าและเสริมสร้างขึ้นในพระองค์ จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง” (เทียบ คส. 2: 7)  จดหมายที่อ้างถึงข้อความตอนนี้เขียนโดยนักบุญเปาโลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการพิเศษของบรรดาคริสตชนที่อยู่ในเมืองโคโลสี  ชุมชนดังกล่าวโดนคุกคามจากอิทธิพลของวัฒนธรรมบางอย่างที่กำลังทำให้บรรดาสัตบุรุษเหินห่างไปจากพระวรสาร  เยาวชนที่รัก  ในบริบทวัฒนธรรมของเราเองในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน  มันไม่ต่างอะไรกันกับสมัยชาวโคโลสีโบราณนัก  เพราะกำลังมีกระแสรุนแรงของโลกียวิสัยที่มุ่งแต่จะผลักให้พระเจ้าออกไปจากชีวิตของประชาชนและของสังคมโดยการเสนอและพยายามสร้าง “สวรรค์” ที่ปราศจากพระองค์  แต่ประสบการณ์สอนเราว่าโลกที่ไม่มีพระเจ้านั้นจะกลายเป็น “นรก” ที่เต็มไปด้วยการเห็นแก่ตัว ครอบครัวที่แตกแยก  ความเกลียดชังระหว่างปัจเจกชนและนานาชาติ ขาดความรัก ขาดความชื่นชมยินดี และขาดความหวังไปอย่างมาก ในทางตรงกันข้าม หากปัญเจกชนและนานาชาติยอมรับว่าพระเจ้าประทับอยู่จริง ยอมนมัสการพระองค์ในความจริง และสดับฟังพระวาจาของพระองค์  เมื่อนั้นวัฒนธรรมแห่งความรักก็จะถูกสร้างขึ้น เป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนให้ความเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน  มนุษย์มีความสัมพันธ์กันมากขึ้น อันจะก่อให้เกิดคุณประโยชน์มากมาย  กระนั้นก็ดีคริสตชนบางคนยอมถูกล่อลวงโดยโลกียวิสัยนิยม หรือถูกดึงดูดโดยกระแสลัทธิใหม่ๆที่ดึงพวกเขาออกไปจากความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้า  ในขณะที่บางคนไม่ยอมแพ้กับถูกการล่อลวงดังกล่าว แต่ทว่ากลับเฉยเมยต่อความเชื่อของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดจะก่อให้เกิดผลร้ายต่อชีวิตฝ่ายจริยธรรมของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อัครสาวกเปาโลได้กล่าวถึง อำนาจแห่งการสิ้นพระชนม์และการเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพของพระคริสตเจ้ากับบรรดาคริสตชนเหล่านั้น ที่ได้รับอิทธพลจากความคิดที่ผิดแปลกออกไปจากพระวรสาร รหัสธรรมนี้คือรากฐานแห่งชีวิตของเราและเป็นศูนย์กลางของความเชื่อคริสตชน  ปรัชญาต่างๆที่ไม่ยอมรับความจริงนี้และถือว่ามันเป็นเรื่อง “โง่เขลา” (1 คร. 1: 23)  เผยให้เห็นถึงความจำกัดของพวกเขาที่เกี่ยวกับคำถามอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ในดวงใจมนุษย์  ในฐานะผู้สืบตำแหน่งจากนักบุญเปโตรอัครสาวก พ่อใคร่ที่จะยืนยันความเชื่อให้แก่พวกลูก (เทียบ ลก. 22: 32)  เรามีความเชื่อมั่นว่า พระเยซูคริสตเจ้าทรงมอบพระองค์เองบนไม้กางเขนเพื่อที่จะทรงประทานความรักของพระองค์ให้แก่เรา  ในพระมหาทรมานของพระองค์ พระองค์ทรงแบกรับความทุกข์ของเรา ทรงยอมแบกรับความบาปของเรา  รับการอภัยสำหรับเรา และทรงทำให้เรากลับคืนดีกับพระบิดาเจ้า และทรงเปิดประตูสวรรค์ให้เราได้รับชีวิตนิรันดร  ดังนั้นเราจึงได้รับความเป็นไทจากสิ่งที่จองจำชีวิตของเรา ซึ่งได้แก่การเป็นทาสของบาป  เราสามารถที่จะรักทุกคนได้แม้แต่ศัตรู   และเราสามารถที่จะมีส่วนร่วมในความรักนี้กับผู้ที่ยากไร้ที่สุดในบรรดาพี่น้องชายหญิงของเรารวมถึงทุกคนที่ตกอยู่ในความยากลำบาก

มิตรสหายที่รัก  บ่อยครั้งไม้กางเขนทำให้เรากลัว   เพราะมันดูเหมือนว่าเป็นการปฏิเสธชีวิต   แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับตรงกันข้ามไม้กางเขนเป็นการ “ตอบรับ” ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ เป็นการแสดงออกซึ่งความรักสูงสุดของพระองค์และเป็นต้นกำเนิดของชีวิตนิรันดรที่หลั่งไหลออกมา  อันที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่เกิดจากดวงหทัยของพระเยซูเจ้าเองซึ่งถูกแทงบนไม้กางเขน ที่ชีวิตของพระเจ้าหลั่งไหลออกมาจนเข้าถึงทุกคนที่ทอดสายตาขึ้นสู่พระผู้ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน  พ่อจึงได้แต่ขอร้องพวกลูกให้สวมกอดไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าไว้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระเจ้า ให้เป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตใหม่  นอกเหนือไปจากพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงเสด็จฟื้นคืนชีพจากความตายแล้ว ไม่มีหนทางแห่งความรอดอย่างอื่นเลย  มีแต่พระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้โลกนี้เป็นอิสระจากความชั่วและนำพระอาณาจักรแห่งความยุติธรรม สันติ และความรักที่เราทุกคนแสวงหานั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมาได้

4.  เชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าโดยที่ไม่เคยเห็นพระองค์

ในพระวรสารเราจะพบเรื่องราวประสบการณ์ความเชื่อของอัครสาวกโธมัสตอนที่เขายอมรับรหัสธรรมแห่งไม้กางเขนและการฟื้นคืนชีพของพระคริสตเจ้า     นักบุญโธมัสเป็นหนึ่งในอัครสาวกจำนวน 12 คน   เขาเป็นคนที่คอยติดตามพระเยซูเจ้า และได้เห็นซึ่งการเยียวยารักษาและการอัศจรรย์ต่าง ๆ ของพระองค์ด้วยตาของท่านเอง   ท่านฟังพระวาจาของพระองค์และตกใจกลัวเมื่อพระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์  วันปัสกาตอนค่ำเมื่อพระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์มาหาบรรดาอัครสาวก  ในขณะนั้นนักบุญโธมัสไม่อยู่  เมื่อท่านได้รับการบอกกล่าวว่าพระเยซูเจ้ายังทรงมีชีวิตอยู่และได้ปรากฏมาให้พวกเขาเห็น  นักบุญโธมัสกล่าวว่า “ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ และไม่ได้เอานิ้วแยงเข้าไปที่รอยตะปู และไม่ได้เอามือคลำที่ด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อเป็นอันขาด” (ยน. 20: 25)

เช่นเดียวกันเราก็ต้องการจะเห็นพระเยซูเจ้า  ต้องการจะพูดกับพระองค์ และต้องการจะรู้สึกว่าพระองค์ทรงประทับอยู่กับเราอย่างแท้จริง  สำหรับหลายคนในทุกวันนี้เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะเข้าหาพระเยซูเจ้า ในแวดวงต่าง ๆ ภาพพจน์พระเยซูเจ้านั้นมีหลายรูปแบบ โดยอ้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ได้ทำให้ความยิ่งใหญ่หรือความเป็นเอกลักษณ์จำเพาะเจาะจงของพระองค์เสียหายไป ดังนั้น ด้วยเหตุนี้หลังจากที่ได้ศึกษาไตร่ตรองเป็นเวลาหลายปี จึงเป็นเหตุทำให้พ่อคิดที่จะแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวของพ่อกับพระเยซูเจ้าด้วยการเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง  มันเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้อื่นได้เห็น ได้ยินและได้สัมผัสพระเยซู ซึ่งในพระองค์นั้น พระเจ้าทรงเสด็จมาหาเรา เพื่อที่จะให้พระองค์ได้เป็นที่รู้จักแก่เรา  ตอนที่พระเยซูทรงประจักษ์มาหาบรรดาอัครสาวกอีกครั้งหนึ่งประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากครั้งแรก  พระองค์ทรงตรัสกับนักบุญโธมัสว่า “จงเอานิ้วมาที่นี่และดูมือของเราเถิด จงเอามือมาที่นี่ คลำที่สีข้างของเรา อย่าสงสัยอีกต่อไป แต่จงเชื่อเถิด” (ยน. 20: 27)  พวกลูกเองก็เช่นเดียวกันสามารถที่จะสัมผัสกับพระเยซูได้ หรืออาจพูดด้วยก็ได้ว่า สามารถที่จะเอามือของเราไปสัมผัสกับเครื่องหมายแห่งพระมหาทรมานของพระองค์   ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระองค์  ในศีลศักดิ์สิทธิ์พระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดกับเราเป็นพิเศษและทรงมอบพระองค์เองแก่เรา  เยาวชนที่รัก  จงเรียนรู้ที่จะ “เห็น” และที่จะ “พบ” พระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท ณ ที่ซึ่งพระองค์ทรงประทับอยู่อย่างใกล้ชิดกับเรา และยังเป็นอาหารสำหรับการเดินทางของเรา ในศีลอภัยบาปพระองค์ทรงเผยให้เราเห็นถึงพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงให้อภัยเราเสมอ  จงทำความรู้จักและรับใช้พระเยซูเจ้าในคนยากจน คนป่วย และในบรรดาพี่น้องชายหญิงที่อยู่ในความยากลำบากและต้องการความช่วยเหลือจากเรา

จงเข้าสู่การสนทนาเป็นการส่วนตัวกับพระเยซูคริสตเจ้าและกระทำไปด้วยความเชื่อ พยายามทำความรู้จักพระองค์ให้มากขึ้นด้วยการอ่านพระวรสารและคำสอนของพระศาสนจักร  จงสนทนากับพระองค์ในการสวดภาวนา แล้วจงวางใจในพระองค์  พระองค์จะไม่มีวันทรยศความไว้วางใจของลูกอย่างเด็ดขาด  “ความเชื่อเหนือสิ่งใดเป็นการยึดมั่นส่วนตัวของมนุษย์ต่อพระเจ้า ในขณะเดียวกันและที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ก็คือ เป็นการยอมรับด้วยความสมัครใจในความจริง ทุกอย่างที่พระเจ้าทรงไขแสดง” (คำสอนของพระศาสนจักร ข้อ 150)  ด้วยการทำเช่นนี้พวกลูกจะบรรลุถึงการเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะและมีความเชื่อที่เข้มแข็ง  เป็นความเชื่อที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความรู้สึกทางศาสนา หรือบนคำสอนแบบเลือนรางที่เรียนมาตั้งแต่สมัยเด็ก  ลูกจะได้รู้จักกับพระเจ้า จะดำเนินชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์อย่างแท้จริง เฉกเช่นนักบุญโธมัสอัครสาวก ผู้ซึ่งแสดงความเชื่อมั่นของตนในพระเยซูด้วยการกล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าและพระเจ้าของข้าพเจ้า”

5.  จงดำรงอยู่ในความเชื่อของพระศาสนจักรเพื่อที่จะเป็นประจักษ์พยาน 

พระเยซูทรงตรัสกับนักบุญโธมัสว่า “ท่านเชื่อเพราะได้เห็นเรา  ผู้ที่เชื่อแม้ไม่เห็นก็เป็นสุข”  (ยน. 20: 29)  พระองค์กำลังคิดถึงหนทางที่พระศาสนจักรจะต้องดำเนินไป คือต้องมีฐานอยู่ในความเชื่อแห่งการเป็นประจักษ์พยานที่เห็นเองมากับตา  ซึ่งหมายถึงบรรดาอัครสาวก  ดังนั้นเราจึงทราบว่าความเชื่อส่วนตัวของเราในองค์พระเยซูคริสต์ที่เกิดขึ้น โดยอาศัยการสนทนากับพระองค์นั้นถูกเชื่อมติดไว้กับความเชื่อของพระศาสนจักร  เรามิได้มีความเชื่อในฐานะปัจเจกชน แต่โดยอาศัยศีลล้างบาปเราเป็นสมาชิกของครอบครัวใหญ่นี้ และนั่นคือความเชื่อของพระศาสนจักรที่เสริมพลังให้กับความเชื่อส่วนตัวของเรา   บทแสดงความเชื่อที่เราสวดในมิสซาวันอาทิตย์ช่วยเราให้หลุดพ้นจากอันตรายไม่ให้เชื่อในพระเจ้าอื่นนอกจากพระเจ้าที่ได้รับการเผยโดยพระคริสตเจ้า “ผู้มีความเชื่อแต่ละคนจึงเป็นข้อต่อในสายโซ่อันยิ่งใหญ่ของผู้ที่มีความเชื่อทั้งหลาย  ข้าพเจ้าไม่อาจมีความเชื่อโดยที่ไม่ได้รับการอุ้มชูจากความเชื่อของผู้อื่น และโดยอาศัยความเชื่อของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ช่วยสนับสนุนผู้อื่นในความเชื่อเดียวกันด้วย”  (คำสอนของพระศาสนจักร ข้อ 166)  ขอให้เราได้โมทนาคุณพระเจ้าเสมอสำหรับพระพรแห่งพระศาสนจักร  เหตุว่าพระศาสนจักรช่วยเราให้เดินก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงในความเชื่อซึ่งประทานชีวิตที่แท้จริงให้กับเรา (เทียบ ยน. 20: 31)  

ในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรบรรดานักบุญและมรณสักขีต่างได้รับพละกำลังจากไม้กางเขนอันรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้าเสมอ ในการเป็นผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าแม้จะถึงขั้นที่ต้องอุทิศชีวิตของตนเอง พวกเขาได้พบกับพลังในความเชื่อที่จะเอาชนะความอ่อนแอต่าง ๆ ของตน และเอาชนะกับอุปสรรค          ทุกชนิด นักบุญยอห์นกล่าวไว้ว่า “ใครเล่าชนะโลกได้ถ้ามิใช่ผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเจ้าเป็นพระบุตรของ         พระเจ้า” (1 ยน. 5: 5)  ชัยชนะที่เกิดจากความเชื่อนั้นคือความรัก  เคยมีและยังคงมีคริสตชนจำนวนมากที่ดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานแห่งอำนาจของความเชื่อที่แสดงออกมา โดยทางเมตตากิจ           พวกเขามีทั้งผู้สร้างสันติ  ผู้ส่งเสริมสนับสนุนความยุติธรรม และคนที่พยายามทำโลกให้น่าอยู่กว่าเดิม ทำโลกให้เป็นโลกตามแผนการของพระเจ้า  อาศัยภูมิปัญญาและความเป็นมืออาชีพพวกเขาปวารณาตนเองในหลาย ๆ แวดวงชีวิตของสังคมที่จะสร้างคุณประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับมนุษย์ทุกคน  ความรักความเมตตาที่เกิดจากความเชื่อทำให้พวกเขากลายเป็นประจักษ์พยานที่มองเห็นได้ด้วยตาโดยทั้งการกระทำและคำพูดของพวกเขา  พระคริสตเจ้ามิได้เป็นขุมทรัพย์ที่มีไว้เพื่อพวกเราเท่านั้น พระองค์เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดที่เรามี เป็นสมบัติที่มีไว้เพื่อแบ่งปันกับผู้อื่น ในยุคโลกาภิวัตน์ของเรา จงเป็นพยานแห่งความหวังแบบคริสตชนให้ไปถึงทั่วโลก    มีคนจำนวนเท่าใดที่กำลังรอคอยความหวังนี้ เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าหลุมศพของลาซารัสผู้เป็นสหาย ผู้ที่ได้เสียชีวิตมาแล้วสี่วัน ในขณะที่พระองค์กำลังจะเรียกผู้ตายให้กลับฟื้นมีชีวิตขึ้นมาใหม่นั้น พระเยซูทรงตรัสกับมาร์ธาน้องสาวของลาซารัสว่า “ถ้าท่านมีความเชื่อ ท่านจะเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า” (ยน. 11: 40)  ในทำนองเดียวกัน หากลูกมีความเชื่อ และหากลูกสามารถเจริญชีวิตในความเชื่อและเป็นประจักษ์พยานในชีวิตประจำวัน     ลูกจะกลายเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือเยาวชนอื่นๆที่เหมือนลูก ให้ได้พบกับความหมายและความชื่นชมยินดีแห่งชีวิต ที่เกิดขึ้นจากการที่ได้สัมผัสกับพระคริสตเจ้า

6.  สู่วันเยาวชนโลกที่มาดริด

มิตรสหายที่รัก  ขอเชิญชวนพวกลูกอีกครั้งหนึ่งให้ไปร่วมวันชุมนุมเยาวชนโลกที่มาดริด  พ่อจะรอคอยพวกลูกแต่ละคนด้วยความยินดี  พระเยซูคริสตเจ้าใคร่ที่จะให้พวกลูกมีความมั่นคงในความเชื่อโดยอาศัยพระศาสนจักร  การตัดสินใจที่จะเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้าและติดตามพระองค์ไปไม่ใช่เรื่องง่าย  จะมีอุปสรรคต่างๆ เช่นความล้มเหลวส่วนตัวของเรา หรือจากอีกหลายๆเสียงที่ชี้ทางง่ายๆสะดวกสบายให้เรา  จงอย่าได้หมดกำลังใจ  ตรงกันข้าม ขอให้แสวงหาความช่วยเหลือจากชุมชนคริสตชน และความช่วยเหลือของพระศาสนจักร  ตลอดปีนี้ขอให้เตรียมตัวสำหรับการไปชุมนุมกันที่มาดริดพร้อมกับพระสังฆราช พระสงฆ์ และผู้นำเยาวชนในสังฆมณฑล ชุมชนวัด สมาคมและกลุ่มต่าง ๆ  คุณภาพของการชุมนุมของเราจะขึ้นอยู่กับการเตรียมจิตใจของเรา การสวดภาวนา การฟังพระวาจาร่วมกัน อีกทั้งการให้ความช่วยเหลือกันและกันเป็นอันดับแรก

เยาวชนคนหนุ่มสาวที่รัก  พระศาสนจักรขึ้นอยู่กับพวกลูก พระศาสนจักรต้องการความเชื่อที่มีชีวิตชีวา ความรักเมตตาที่สร้างสรรค์ และพลังแห่งความหวังของพวกลูก  การมีส่วนร่วมของลูกช่วยฟื้นฟู สร้างความสดชื่นกระฉับกระเฉง และเพิ่มพลังให้กับพระศาสนจักร  ด้วยเหตุนี้วันเยาวชนโลกจึงเป็นพระพร ไม่เพียงแต่สำหรับตัวลูกเองเท่านั้น แต่สำหรับประชากรทั้งปวงของพระเจ้าด้วย  พระศาสน-จักรในประเทศสเปนกำลังขะมักขเม้นเตรียมการต้อนรับพวกลูก เพื่อที่จะแบ่งปันประสบการณ์อันน่าชื่นชมแห่งความเชื่อกับพวกลูก   พ่อขอขอบคุณสังฆมณฑล วัด สักการสถาน คณะนักบวช สมาพันธ์ของพระศาสนจักร และกลุ่มต่างๆ รวมถึงทุกคนที่กำลังทำงานอย่างหนักในการเตรียมงานครั้งนี้  พระเจ้าจะไม่มีวันลืมที่จะอวยพรพวกเขา  ขอให้พระแม่มารีพรหมจารีย์อยู่เคียงข้างพวกลูกในการเตรียมงาน  ในสาสน์ของเทวทูตพระแม่ทรงรับพระวาจาของพระเจ้าด้วยความเชื่อ เป็นเพราะความเชื่อนั่นเองที่พระแม่ทรงยินยอมตามสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพระแม่  ด้วยการกล่าวว่า “ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์” พระแม่ได้รับพระพรแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ซึ่งทำให้พระแม่อุทิศตนเองทั้งครบแด่พระเจ้า  ขอพระแม่ช่วยวิงวอนสำหรับลูกแต่ละคน เพื่อว่าในวันเยาวชนโลก ลูกจะได้เติบโตขึ้นในความเชื่อและความรัก  ข้าพเจ้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะระลึกถึงพวกลูกในคำภาวนาดุจบิดาและขออวยพรมาแก่พวกลูกทุกคน

สำนักวาติกัน  6 สิงหาคม 2010 วันฉลองพระคริสตเจ้าทรงจำแลงพระกาย

สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16

แปลโดย ว. ประทีป
เรียบเรียงโดย คณะกรรมการคาทอลิก 
เพื่อคริสตชนฆราวาสแผนกเยาวชน