Sample Page

สาสน์วันเยาวชนโลก
ปี 1995 ที่ประเทศฟิลิปปินส์
ภาวนาค่ำพร้อมกับเยาวชน
ประเด็น 3/3

ประเด็นที่ 3


เยาวชนที่รัก

  1. การได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ของแม่พระแห่งอันติโปโลเชื้อเชิญเราให้มองดูแบบอย่างของพระนางในการตอบรับเสียงเรียกของพระเยซูเจ้า ประการแรก แม่พระเก็บทุกสิ่งรำพึงอยู่แต่ในใจ แม่พระยังเสด็จไปเยี่ยมนางเอลิซาเบ็ธญาติของพระนาง ท่าทีทั้งสองนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการสนองตอบของเราต่อเสียงเรียกของพระเจ้า การภาวนาและกิจการนั่นคือสิ่งที่พระศาสนจักรคาดหวังจากเยาวชน นั่นคือ สิ่งที่ฉันมาที่นี่เพื่อจะขอเธอ มารีมารดาแห่งพระศาสนจักรและแม่ของเราจะช่วยเราให้ได้ยินเสียงของพระบุตรของพระเจ้า

  2. “พระบิดาส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านไปฉันนั้น” คำกล่าวนี้ก็สำหรับเธอเช่นกัน พระศาสนจักรกล่าวสิ่งนี้กับเยาวชนทั่วโลก วันนี้ข้อความนี้ได้“พระบิดาส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านไปฉันนั้น” คำกล่าวนี้ก็สำหรับเธอเช่นกันพระศาสนจักรกล่าวสิ่งนี้กับเยาวชนทั่วโลกวันนี้ข้อความนี้ได้ถูกกล่าวเป็นพิเศษสำหรับเยาวชนของฟิลิปปินส์ จีน เกาหลี และเวียดนาม สำหรับเยาวชนของลาวและกัมพูชา มาเลเซีย ปาปัว นิวกินีและอินโดนีเซีย สำหรับเยาวชนของอินเดียและหมู่เกาะในมหาสมุครอินเดีย สำหรับเยาวชนของออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิคอันกว้างใหญ่

    บุตรชายหญิงแห่งส่วนของโลกอันเป็นบ้านที่ใหญ่ที่สุดของครอบครัวมนุษยชาติ พวกเธอถูกเรียกว่าเพื่อภารกิจเดียวกันที่พระคริสตเจ้าและพระศาสนจักรได้เรียกร้องเยาวชนทั่วทุกทวีป : เยาวชนจากตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ อเมริการกลางและอเมริกาใต้รวมทั้งอาฟริกา พระคริสตเจ้าทรงกล่าวกับพวกเธอแต่ละคนว่า “เราส่งเธอไป”

    พระองค์ได้เสด็จมาในห้องที่อัครสาวกประชุมกันอยู่หลังการหลับคืนชีพของพระองค์ และได้ตรัสว่า “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” (ยน. 20:21) โปรดให้เยาวชนเหล่านี้เป็นผู้นำสันติสุขของพระองค์ไป โปรดสอนพวกเขาให้รู้จักความหมายของคำของพระองค์ที่ตรัส บนภูเขาว่า “บุคคลผู้ใดสร้างสันติผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร” (มธ. 5:9)

  3. ทำไมพระองค์จึงส่งพวกเธอไป? เพราะว่าประชากรชายหญิงบนโลกนี้ – เหนือ ใต้ ตะวันออกตะวันตก ต่างใฝ่หาเสรีภาพและความหวัง คนจนแสวงหาความยุติธรรมและความมั่งคง ผู้ถูกกดขี่เรียกร้องอิสรภาพและศักดิ์ศรี
    คนตาบอดร้องหาแสงสว่างและความจริง (ลก. 4:18) พวกเธอไม่ได้ถูกส่งไปเพื่อประกาศความจริงอันเป็นนามธรรม พระวรสารไม่ได้เป็นทฤษฎีหรืออุดมคติ พระวรสารเป็นชีวิต ภารกิจของเธอคือเป็นพยานเพื่อชีวิต : ชีวิตแห่งพระเจ้าซึ่งรับมนุษย์ชายหญิงทุกคนเป็นบุตร มนุษย์ในสมัยใหม่นี้ ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ก็ตามต่างแสวงหาชีวิตนี้เหมือนกับมนุษย์เมื่อ 2000 ปีที่แล้วต่างรอคอยการเสด็จมาของพระคริสตเจ้า มนุษย์ต้องการพระเยซูคริสตเจ้าเสมอตราบจนอวสานแห่งกาลเวลา

  4. เหตุใดเราจึงต้องการพระองค์?
    เพราะว่าพระองค์ทรงเปิดเผยความจริงแห่งมนุษย์ ชีวิตของมนุษย์ และจุดหมายปลายทาง พระองค์แสดงให้เราเห็นที่ของเราค่อหน้าพระเจ้า ในฐานะสิ่งสร้างและคนบาป ในฐานะผู้ถูกไถ่กู้โดยผ่านความตายและการกลับคืนชีพของพระองค์ ในขณะที่เรากำลังเดินทางไปสู่บ้านของพระบิดา พระองค์ทรงสอนเราถึงบัญญัติพื้นฐานแห่งความรักต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนมนุษย์ พระองค์ทรงย้ำเตือนว่าจะไม่มีความยุติธรรม ความรักฉันพี่น้อง ความสงบสุขและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากปราศจาก บัญญัติสิบประการ ซึ่งพระเป็นเจ้าประทานแก่โมเสสบนยอดเขาซีนายซึ่งถูกสอน ย้ำโดยพระคริสตเจ้าในบทเทศน์บนภูเขา (มธ.5:3-12) และในบทสนทนาของพระองค์กับชายหนุ่ม (มธ. 19:16-22) ความจริงเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งโลกสมัยใหม่พบว่าเป็นการยากที่จะเข้าใจ คือเราได้ถูกสร้างมาตามฉายาตามอย่างพระเป็นเจ้า (ปฐก.1:27) และลึกลงไปในความจริงนี้ นอกไปจากข้อพิจารณาอื่นแล้วก็คือมนุษย์แต่ละคนมีศักดิ์ศรี โดยไม่มีข้อยกเว้น นับตั้งแต่เวลาแห่งหารปฏิเสธไปจนถึงวาระแห่งความตายตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่เป็นการยากกว่าสำหรับวัฒนธรรมร่วมสมัยที่จะเข้าใจก็ คือ ศักดิ์ศรีนี้ซึ่งปรากฏอยู่ในงนสร้างสรรค์ของพระเจ้า นี่คือข่าวสารที่เธอต้องประกาศให้กับโลกปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะกับผู้ด้อยโอกาส ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยและผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ คนป่วยผู้ที่ไม่มีใครเหลียวแล และผู้ที่ทุกข็ทรมานเพราะน้ำมือของคนอื่น เธอต้องบอกกับพวกเขาแต่ละคนว่า จงมองดูพระคริสตเจ้าเพื่อคุณจะได้ทราบว่าคุณคือใครในสาย พระเนตรของพระเป็นเจ้า

  5. ศักดิ์ศรีของมนุษย์และสิทธิมนุษยชนกำลังได้รับความเอาใจใส่ มากขึ้น และกำลังถูกประมวลอย่างค่อยเป็นค่อยไปเข้าในกฏหมายของ ชาติและกฏหมายระหว่างประเทศ เราต้องขอบคุณสำหรับเรื่องนี้ แต่ผลของกฏหมายนี้เกี่ยวกับการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์และ สิทธิมนุยชนจะเป็นไปไม่ได้หากแต่ละบุคคลหรือกลุ่มชนยังไม่สามารถเอาชนะความเห็นแก่ตัว ความกลัว ความโลภและความกระหายอำนาจและเพื่อสิ่งนี้มนุษย์จำเป็นต้องได้รับการปลดหล่อยจากบาปซึ่งครอบงำตนอยู่ โดยผ่านทางชีวิตพระหรรษทาน- พระหรรษทานของพระเป็นเจ้าและพระเยซูคริสตเจ้า พระเยซูเจ้าตรัสกับพวกเธอว่า“เราส่งเธอไปยังรครอบครัวของเธอ สังฆมณฑล ไปยังขบวนการและองค์กรของเธอ ไปยังประเทศชาติ วัฒนธรรมเก่าแก่ และความเจริญสมัยใหม่ เพื่อเธอจะได้ประกาศ ศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์ทุกคน ซึ่งได้รับการไขแสดงโดยเรา บุตรแห่งมนุษย์”หากเธอป้องกันศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์ เธอก็จะเผยแสดงแก่โลกถึงพระพักตรที่แท้จริงของพระเยซูคริสตเจ้า ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษย์ชายหญิงและเด็กทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนจน อ่อนแอหรือพิการ

  6. พระเยซูทรงส่งเธอไปอย่างไร?
    พระองค์ไม่ได้ให้สัญญาอะไรกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นเงิน หรืออำนาจ ไม่มีสิ่งซึ่งเครื่องมือแห่งการสื่อสารของสังคมล่อใจชาวโลกทุกวันนี้ พระองค์ทรงให้พระหรรษทานและความจริงเที่ยงแท้ พระองค์ส่งเธอออกไปด้วยข่าวสารอันทรงพลังแห่งรหัสธรรมปาสกาด้วยความจริงแห่งไม้กางเขนและการกลับคืนชีพของพระองค์นั่นคือทั้งหมดที่พระองคืทรงมอบให้เธอและเธอก็ต้องการมันพระหรรษทานและความจริงนี้ในขณะเดียวกันก็ให้ความกล้าหาย การติดตามพระคริสตเจ้าเรียกร้องความกล้าหาญเสมอ อัครสาวก มรณสักขี มวลธรรมทูต นักบุญและผู้กลับใจ ทั้งผู้ที่เป็นที่รู้จักและไม่รู้จัก ในทุกส่วนของโลก ต่างต้องการพลังนี้เพื่อจะสามารถยืนหยัดมั่นคงในการเผชิญหน้ากับความเข้าใจผิดและความเป็นปฏิปักษ์ต่างๆ สิ่งนี้เป็นความจริงในตทวีปเอเชียด้วย ท่ามกลางประชาชนในทวีปนี้ คริสตชนได้รับรางวัลสำหรับความจงรักภักดีของเขา และนั่นคือรากอันมั่นคงแห่งความมั่นใจของพระศาสนจักร

  7. เราจะกลับมายังคำถามของพวกเธอเอง พระศาสนจักและพระสันตะปาปาคาดหวังอะไรจากเยาวชนในงานวันเยาวชนโลกครั้งที่ 10 นี้? นั่นก็คือ การประการพระเยซูเจ้าและการที่พวกเธอเรียนรู้ที่จะประกาศข่าวดีของพระเยซูเจ้าซึ่งเต็มไปด้วยเสรภาพที่แท้จริงและความรุ่งเรืองของมนุษยชาติ นี่คือสิ่งที่พระคริสตเจ้าคาดหวังจากเธอ นี่คือสิ่งที่พระศาสนจักรมองหาในเยาวชนจากฟิลิปปินส์ เอเชียจากทุกส่วนของโลกด้วยวิธีนี้วัฒนธรรมของเธอเองจะพบว่า

  8. เธอพูดภาษาซึ่งก้องอยู่ในประเพณีอันเก่าแก่ของเอเชีย -ภาษาแห่งสันติสุขภายในอันเที่ยงแท้และความสมบูรณ์แห่งชีวิต ในปัจจุบันนี้และตลอดไป

    เพราะพระคริสตเจ้ากล่าวกับเธอว่า “เราส่งเธอไป”พวกเธอจึงกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความหวัง และเป็นเครื่องมือแห่งความไว้ใจของเราในอนาคต ด้วยวิธีพิเศษนี้ พวกเธอเยาวชนในงนวันเยาวชนโลกครั้งที่ 10 นี้เป็นเครื่องหมายแห่ง “การเสด็จมา” ของพระคริสตเยซู เป็นประจักษืพยานแห่งพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า

  9. ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า : งานวันเยาวชนโลกครั้งที่ 10 นี้ได้ใส่ “ชีวิตใหม่” ลงในจิตใจของเยาวชนที่มารวมตัวกันในลูเนตาปารค์ ในกรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ นักบุญยอหน์ได้เขียนไว้ว่า ชีวิตที่พระองค์ทรงประทานให้นั้นคือ “ความสว่างของมนุษย์” (ยน.1:4) โปรดช่วยเยาวชนชายหญิงเหล่านี้ให้นำความสว่างนั้นกลับไป ยังที่ที่พวกเขามา โปรดให้ความสว่างของเขาส่องสว่างแก่คนทั้งปวง (มธ.5:16) ครอบครัวของเขา วัฒนธรรม และสังคม แก่ระบบเศรษฐกิจและการเมือง และความสงบเรียบร้อยของปวงประชาชาติ

    จงส่งพวกเขาไปเหมือนกับที่พระบิดาทรงส่งท่านไป เพื่อปลดปล่อยพี่น้องชายหญิงจากความกลัวและบาป เพื่อพระสิริของพระบิดาเจ้าของเรา อาแมน

    พวกเธอเป็นเยาวชนที่ดี สิ่งนี้ไม่น่าเชื่อแต่มันเป็นความจริง พวกเธอเป็นเยาวชนที่ดีจริงๆ เราต้องการชาวฟิลิปปินส์เพื่อบันดาลใจเรา มันเป็นความจริง พวกเธอเป็นคนวิเศษมาก เธอทราบไหมว่างานวันเยาวชนโลกครั้งหน้าจะจัดขึ้นที่ไหน? มันจะถูกจัดขึ้นที่ปารีส ข้าพเจ้าได้เปิดเผยความลับสุดยอดแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะขอให้พระสังฆราชให้การอวยพร

สาสน์วันเยาวชนโลก
ปี 1995 ที่ประเทศฟิลิปปินส์
ภาวนาค่ำพร้อมกับเยาวชน
ประเด็น 2/3

ประเด็นที่ 2 คำถามถึงพระเยซูเจ้า

  • พระเยซูเจ้า อะไรเป็นความลับในชีวิตของพระองค์
  • อะไรเป็นความลับในเสรีภาพของพระองค์ จนสามารถมอบชีวิตของพระองค์ให้แก่เราโดยการยอมรับความตาย
  • อะไรที่สามารถทำให้พระองค์กลมกลืนกับการประทับอยู่ของพระบิดาเจ้าได้ขณะที่พระองค์มีชีวิตในโลกนี้
  • พระองค์ตอบสนองแและทำให้ภารกิจของพระบิดาที่ทรงมอบหมายให้พระองค์สำเร็จไปได้อย่างไร
  • ทำไมพระองค์จึงทรงเรียกพวกเราให้ร่วมมือกับพระองค์ในการไถ่กู้โลก
  1. คำถามนี้ของพวกเธอเกี่ยวข้องกับความเป็นบุคคลและงานของ องค์พระเยซูเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา พวกเธอรู้สึกว่ารหัสธรรมแห่งความเป็นบุคคลของพระเยซูเจ้า นำเธอให้รู้จักพระองค์ดีขึ้นพวกเธอได้พบว่าพระวาจาของพระองค์ดลใจให้ศิษย์ของพระองค์ออกไปเทศนาข่าวดีของพระองค์ให้แก่ทุกคน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของงานแพร่ธรรมและยังคงดำเนินต่อไป และทำให้พระศาสนจักรได้ไปยังทุกมุมโลก พวกเธอต้องการความแน่ใจว่า หากพวกเธอติดตามพระองค์พวกเธอจะไม่ผิดหวังหรือล้มเหลวในอีกแง่มุมหนึ่ง พวกเราจะสามารถอธิบายชีวิตที่เกิดผลอย่างพิเศษในชีวิตของพระองค์ได้อย่างไร และพระวาจาที่เกิดผลของพระองค์พลังและอำนาจของพระองคืมาจากไหน

  2. การอ่านพระวรสารจากนักบุญยอห์นอย่างสนใจ จะช่วยเราให้ค้นพบคำตอบ เราพบว่าพระเยซูเจ้า พระองค์สามารถเข้ามาหาสาวกที่ประชุมกันอยู่แม้ประตูยังปิดอยู่ได้ (ยน.20:26)
    พระองค์ทรงแสดงพระหัตถ์และพระสีข้างให้พวกเขาดู พระหัตถ์และพระสีข้างนี้บ่งชี้ถึงอะไร
    มันเป็นเครื่องหมายแห่งการไถ่บาปโดยทางมหาทรมารและการสิ้นพระชนม์บนกางเขนของพระองค์ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์พระหัตถ์ที่ถูกตรึงด้วยตะปูที่ให้พระกายของพระองค์สามารถแขวนอยู่บนกางเขนได้ แขวนอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก เมื่อการตรึงกางเขนสิ้นสุดลงนายร้อยชาวโรมันด้ใช้หอกแทงที่ พระสีข้างของพระองค์ เพื่อให้แน่ใจว่าพระองค์จะไม่มีชีวิตอีกต่อไป (ยน.19:34) ทันใดนั้นโลหิตและน้ำได้ไหลออกมา เพื่อยืนยันว่าพระองค์สิ้นพระชนม์แน่พระเยซูเจ้าได้สิ้นพระชนม์จริงๆ พระองค์ได้สิ้นพระชนม์และถูกนำไปไว้ที่รพคูหาเพื่อฝังตามแบบชาวยิวทุกคน เป็นหลุมศพของยอแซฟ ชาวอริมาเทีย ซึ่งเตรียมไว้สำหรับสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ไม่ไกลนักพระองค์ถูกฝังที่นั่นจนถึงเช้าวันปาสกา เช้าตรู่ของวันนั้นสตรีจากเยรูซาแลมมาเพื่อชโลมน้ำมันให้กับศพ แต่พวกหล่อนก็พบแต่คูหาว่างเปล่าพระเยซูเจ้าได้ทรงกลับคืนชีพ ฉะนั้น พระเยซูเจ้าที่กลับคืนชีพและทรงชีวิตได้มาหาบรรดาสาวกในห้องที่พวกเขาชุมนุมกันอยู่ และเพื่อพิสูจน์ว่า พระองค์ทรงเป็นบุคคลเดิมที่พวกเขาเคยรู้จักพระองค์ทรงแสดงรอยแผลที่พระหัตถ์และพระสีข้างให้พวกเขาดูนี่เป็นเครื่องหมายแห่งการไถ่กู้จากทรมานและการสิ้นพระชนม์ ของพระองค์ซึ่งเป็นแหล่งแห่งหลังซึ่งพระองคืได้มอบให้กับพวกเขาพรองค์ตรัสว่า “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด “เราก็ส่งพวกท่านไป…จงรับพระจิตเจ้า” (ยน. 20:21-22)

  3. การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าเป็นกุญแจประวัติศาสตร์ของโลก ประวัติศาสตร์ของสิ่งสร้าง และที่สำคัญเป็นกุญแจประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มนุษย์เหมือนกับสิ่งสร้างทั้งหลาย ที่อยู่ในกฏแห่งความตาย เราอ่านพบจากจดหมายถึงชาวฮีบรูว่า “มนุษย์ถูกกำหนดให้ตาย” (ฮบ. 9:27) และเพราะสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้ทรงกระทำกฎนี้ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นกฎแห่งชีวิตเพระาการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า มนุษย์จึงไม่ได้อยู่เพื่อความตายอีกต่อไป แต่อยู่เพื่อชีวิตซึ่งเผยแสดงให้เห็นในเราแต่ละคน นี่เป็นชีวิตที่พระเยซูเจ้าได้ทรงนำมาให้กับโลก (ยน. 1:4) และเพระาความสำคัญที่พระเยซูเจ้าประสูติที่เบธเลแฮม ซึ่งเราเพิ่งฉลองคริสตามาสไป ด้วยเหตุผลนี้พระศาสนจักรกำลังจัดเตรียฉลองปี 2000 ที่บรรดานายชุมพาบาลและนักปราชญ์จากทิศตะวันออกได้รับ การเผยแสดงถึงชีวิตมนุษย์ในค่ำคืนสุกใสที่เบธเลแฮมซึ่งแสงให้เห็นถึงชีวิตที่ไม่ถูกทำลายในวันแห่งการกลับคืนชีพ ทำให้เห็นความเชื่อมโยงภายในระหว่างค่ำคืนที่เบธเลแฮมกับรุ่งอรุณแห่งวันกลับคืนชีพ

  4. ชัยชนะของชีวิตเหนือควาตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาทุกศาสนา โดยเฉพาะศาสนาใหญ่ๆ ที่มีคนนับถือมากในเอเชีย เป็นพยานถึงความจริงที่ลึกซื้งถึงความเป็นอมตะ ซึ่งมีจารึกอยู่ในมโนธรรมของที่มีศาสนา การค้นหาชีวิตของมนุษย์หลังความตายสามารถพบได้ในการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้าเพราะพระคริสตเจ้าที่ทรงกลับคืนชีพเป็นภาพแสดงถึงการตอบสนองของพระเป็นเจ้าต่อความรู้สึกโหยหาอันลึกซึ้งของจิตใจมนุษย์พระศาสนจักรยืนยันว่า“ข้าพเจ้าเชื่อในการกลับคืนชีพของเนื้อหนัง และชีวิตนิรันดร”พระคริสตเจ้าที่ทรงกลับคืนชีพทำให้มนุษย์ทั้งชายและหญิงทุกสมัยมั่นใจว่าพวกเขาถูกเรียกให้มีชีวิตหลังความตาย การกลับคืนชีพของเนื้อหนังมีความหมายมากเหมือนกับความเป็นอมตะของวิญญาณ บุคคลทั้งครบ ร่างกายและวิญญาณถูกกำหนดให้มีชีวิตนิรันดร์ และชีวิตนิรันดร์เป็นชีวิตในพระเป็นเจ้า ไม่ใช่ชีวิตในโลก นักบุญเปาโลสอนเราว่า “เป็นความสมบูรณ์ของชีวิต” (รม.8:20) ในฐานะที่เป็นสิ่งสร้างในโลก เราแต่ละคนต้องตายเหมือนสิ่งสร้างต่างๆในโลกการเป็นอมตะของบุคคลทั้งครบเป็นพระพรจากพระเป็นเจ้า เป็นความจริงที่ว่าการมีชีวิตนิรันดร์คือการมีส่วนในชีวิตนิรันดรของพระเป็นเจ้าเอง

  5. เราจะรับชีวิตเช่นนี้จากพระเป็นเจ้าได้อย่างไร โดยทางพระจิตเจ้า โดยทางพระจิตเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เราได้รับชีวิตใหม่นี้ เหมือนที่เรายืนยันในความเชื่อว่า “ข้าพเจ้าเชื่อถึงพระจิต พระเจ้าผู้ให้ชีวิต” โดยทางพระองค์ เรากลายเป็นเหมือนพระบุตร เป็นบุตรบุญธรรมของพระเป็นเจ้า เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงรับพระจิตเจ้า !” พระองค์ตรัสว่ารับชีวิตพระนี้จากเรา ชีวิตที่เรได้นำมาให้โลก และจะเชื่อมโยงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เราซึ่งเป็นพระบุตรนิรันดร์ของพระบิดา โดยอำนาจของพระจิตเจ้าเราได้บังเกิดเป็นมนุษย์จากพระนางพรหมจารีย์มารีอา พวกท่านก็เช่นกัน
    โดยทางพระจิตองค์เดียวกันก็จะกลายเป็นบุตรบุญธรรมของพระบิดาในเรา และผ่านทางเรา“จงรับพระจิตเจ้า !” หมายถึง :การรับขุมทรัพย์แห่งพระพรและความจริงจากพระองค์ ซึ่งจะทำให้เธอมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในพระกายทิพย์ และจิตวิญญาณเดียวกับพระองค์ “จงรับพระจิต !” ยังหมายถึงมีส่วนในอาณาจักรสวรรค์ของพระเป็นเจ้าซึ่งพระจิตหลั่งลงมายังดวงใจของเธอ ซึ่งเป็นผลของการทรมาณ การเสียสละของบุตรของพระเจ้า
    และเป็นหนทางที่ทำให้พระเป็นเจ้ายิ่งเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน (1คร. 15:28)

  6. เยาวชนที่รักการรำพึงของเรานำเราไปสู่หัวใจของรหัสธรรมแห่งการเป็นพระผู้ไถ่กู้ของพระคริสตเจ้า โดยการมอบถวายพระองค์เองทั้งครบแด่พระบิดาพระองค์ทำให้เราทุกคนทั้งหญิงและขายเป็นบุตรที่รักของพระบิดา ชีวิตใหม่ซึ่งอยู่ในพวกเธอแต่ละคนโดยทางศีลล้างบาป เป็นแหล่งความหวังของคริสตชน และการมองโลกในแง่ดีพระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นเหมือนเมื่อในอดีต ในปัจจุบัน และตลอดไป เมื่อพระองค์ตรัสกับพวกเธอ “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านไปฉันนั้น”พวกเธอจงมั่นใจว่าพระองคืจะไม่ละทิ้งพวกเธอแต่จะอยู่กับพวกเธอเสมอไป!

อ่านต่อ โพสต์ต่อไป ประเด็น 3/3

สาสน์วันเยาวชนโลก
ปี 1995 ที่ประเทศฟิลิปปินส์
ภาวนาค่ำพร้อมกับเยาวชน
ประ้เด็น 1/3

เยาวชนกว่าล้างคนจากทั่วทุกมุมโลกร่วมชุมนุมกันที่ Rizal Park กรุงมะนิลาในค่ำวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 1995 เพื่อร่วมภาวนาค่ำพร้อมกับพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุมเยาวชนโลกครั้งที่ 10 มีการขับร้องบทเพลง และการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของบรรดาเยาวชน การเต้นรำตามวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ และการแห่กางเขน ซึ่งรวมอยู่กับการประกาศพระวรสาร และการประทับบนบัลลั่งก์อย่างสง่าของพระสันตะปาปาท่ามกลางเยาวชน การภาวนาค่ำยังประกอบไปด้วยการถวายเกียรติแด่แม่พระแห่งอันติโปโล (Antipolo) พร้อมกับการจะเทียน และการอวยพรจากพระสันตะปาปา พระสันตะปาปาทรงตรัสกับเยาวชนใน 3 ประเด็นด้วยกัน คือประเด็นแรกที่ทรงตอบคำถามของเยาวชนเกี่ยวกับตัวพระองค์เอง ประเด็นที่สอง ทรงตอบคำถามที่เยาวชนถามองคืพระเยซูเจ้าประเด็นที่สาม เป็นหัวข้อที่ทรงใช้ในวันชุมนุมเยาวชนโลกที่ว่า “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งพวกท่านไปฉันนั้น” จากนี้เป็นสิ่งที่พระสันตะปาปาทรงตรัสกับเยาวชน ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และอิตาเลี่ยน

ประเด็นแรก
พระองค์ฝันหรือหวังอะไรจากพวกเราเมื่อพระองค์คิดถึงวันเยาวชนโลกทำไมพระองค์จึงให้เราไปในที่ต่างๆ ทั่วโลก ความฝันของพระองค์สมบูรณ์แล้วหรือยัง เรายังต้องทำอะไรอีก

เยาวชนที่รัก ที่มาร่วมชุมนุมในวันเยาวชนโลก

  1. จากคำถามของพวกเธอ เราคิดถึงคำถามที่ชายหนุ่มคนนั้นถามพระเยซูเจ้าจากเหตุการณ์ในพระวรสารว่า
    “พระอาจารย์ ข้าพเจ้าต้องทำอะไร” (มก.10:17)
    สิ่งแรกที่พระเยซูเจ้าทรงมองดู คือทัศนคติที่อยู่เบื้องหลังคำถามนั้น คือ ความจริงใจในการแสวงหา พระเยซูเจ้าทรงเข้าใจว่าชายหนุ่มคนนั้นจริงใจในการที่จะค้นหาความจริงเกี่ยวกับชีวิต และชีวิตส่วนตัวของเขาเองนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก ชีวิตเป็นพระพรที่เราแต่ละคนได้รับตามกำหนดเวลาซึ่งเราแต่ละคนต้องเผชิญกับการท้าทายในชีวิต การท้าทายในจุดมุ่งหมายของชีวิต ในโชคชะตา และในการทำให้เสามารถอยู่รอดได้ ในอีกด้านหนึ่ง คือ การใช้ชีวิตของเราบนพื้นผิวของสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเราสูญเสียความสมบูรณ์ และจะไม่มีโอกาสพบความสามารถที่จะทำความดีและความเป็นหนึ่งเดียวที่แท้จริงในตัวเราเอง และจำทำให้เราไม่พบหนทางแห่งความสุขที่แท้จริงเยาวชนจำนวนมากมายไม่ได้ตระหนักว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อคุณค่าของชีวิตที่พวกเขามีรหัสธรรมแห่งเสรีภาพของมนุษย์เป็นหัวใจของการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ที่จะมีชีวิตอย่างดี

  2. เป็นความจริงที่ว่าเยาวชนในยุคนี้พบกับความยากลำบากมากมาย ซึ่งคนในยุคก่อนพบแค่บางส่วนหรือในหนทางที่จำกัด ความอ่อนแอของชีวิตครอบครัวการขาดการสื่อสารกันระหว่างผู้ปกครองกับเด็กๆ การอยู่อย่างโดดเดี่ยว และอิทธิพลอันมหาศาลของสื่อมวลชนสิ่งเหล่านนี้สร้างความสับสนให้กับเยาวชนเกี่ยวกับความจริงและคุณค่าที่แท้จริงแห่ความหมายของชีวิต ผู้สอนสิ่งผิดๆ ซึ่งหลายคนเป็นคนชั้นหัวกระทิของโลกวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และสื่อสารมวลชนเสนอสิ่งที่ต่อต้านพระวรสาร พวกเขาประกาศว่าอุดมคติทั้งหลายตายหมดแล้ว การทำเช่นนี้ทำให้เกิดวิกฤติต่อศีลธรรมของสังคม วิกฤติที่นำไปสู่ควารุนแรงแม้แต่รูปแบบของการปลอบใจซึ่งเปลี่ยนมโนธรรมและสามัญสำนึกให้ยึดความรุนแรง เมื่อพวกเธอถามพวกเขาว่า เราต้องทำอะไร พวกเขาก็จะตอบได้แต่เพียงว่าไม่มีความจริงที่แน่นอน ไม่มีหนทางที่แน่นอน พวกเขาต้องการให้เยาวชนเป็นเหมือนพวกเขา คือเต็มไปด้วยความสงสัย และการเยาะเย้ยถากถาง พวกเขาพยายามนำเยาวชนเป็นจำนวนล้านไปสู่ความโดดเดี่ยวที่แสนเสณ้าซึ่งทำให้หมดความหวังและความสามารถที่จะรักอย่างแท้จริง

  3. พวกเธอถามว่า “พระสันตะปาปาหวังอะไรจากเยาวชน” ในหนังสือก้าวเข้าไปสู่ความหวัง เราได้เขียนว่า ปัญหาพื้นฐานของเยาวชนคือการมีบุคคลิกภาพที่แท้จริง เยาวชนรู้ว่าชีวิตของพวกเขามีความหมายที่จะต้องขยายออกไป คือการมีชีวิตเพื่อผู้อื่น คำถามคือสิ่งที่มุ่งไปยังบุคลิกภาพของพวกเธอแต่ละคน เธอสามารถให้ตัวเธอเอง เวลา พลังที่มีความเฉลียวฉลาดของพวกเธอ เพื่อความดีของผู้อื่นได้ไหม พวกเธอสามารถที่จะรักไหม ถ้าพวกเธอให้ได้พระศาสนจักรและสังคมก็จะมีความหวังอันใหญ่หลวงในพวกเธอแต่ละคน กระแสเรียกที่จะรัก เป็นการเปิดตัวเองอย่างแท้จริงให้แก่เพื่อพี่น้องของเราและเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกกระแสเรียกเป็นบ่อเกิดของทุกกระแสเรียกในชีวิต เป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงมองหาในชายหนุ่มคนนั้นเมื่อพระองค์ตรัสว่า “จงถือตามบัญญัติ” (มก.10:19) ในอีกความหมายคือ“รับใช้พระและเพื่อนพี่น้องให้สอดคล้องกับหัวใจแห่งความจริง และความถูกต้อง” และเมื่อชายหนุ่มคนนั้นแสดงให้พระองค์รับทราบว่าเขาได้ทำเช่นนั้นแล้ว พระเยซูเจ้าทรงเชื้อเชิญเขาให้เข้ามาสู่ความรักที่ยิ่งใหญ่ว่า “ละทิ้งทุกอย่างและตามเรามมา ละทิ้งทุกอย่างคือสนใจตัวเองและมาร่วมกับเราในงามอันยิ่งใหญ่เพื่อช่วยโลก ให้รอด ในหนทางชีวิตของแต่ละคนพระเป็นเจ้าทรงมีบางอย่างให้แต่ละคนกระทำ “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านไปฉันนั้น” (ยน.20:21) นี่เป็นพระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาสานุศิษย์เมื่อทรงกลับคืนชีพ นี่เป็นพระวาจาของพระองค์ที่นำการไตร่ตรองของเราในช่วงการชุมนุมเยาวชนโลก ครั้งที่ 10 วันนี้พระศาสนจักรและพระสันตปาปาได้กล่าวคำเดียวกันนี้กับพวกเธอ พวกเธอเยาวชนจากประเทศฟิลิปปินส์เยาวชนจากเอเชีย และโอเซี่ยนเนีย เยาวชนทั่วโลก

  4. สองพันปีแหงคริสตศาสนาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าพระวาจานี้ ได้เกิดผลอย่างน่าพิศวง กลุ่มชนเล็กๆ ของศิษย์รุ่นแรกซึ่งเปรียบเหมือนเมล็ดพืชเล็กๆได้เติบโตขึ้นและเป็นต้นไม้ใหญ่ (มธ.13:31-32) ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ที่มีกิ่งก้านมากมาย ได้แผ่ขยายไปยังทุกทวีปและทุกประเทศในโลก ซึ่งเป็นชนหมู่มากและได้มีตัวแทนมาอยู่ที่นี่ เยาวชนฟิลิปินส์ที่รัก ประเทศของพวกเธอเป็นกิ่งหนึ่งของต้นไม้นี้ที่เข้มแข็งและสมบูรณ์ แผ่ขยายออกไปยังทวีปเอเชียอันยิ่งใหญ่ ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้นี้ ภายใต้ร่มเงาของกิ่งก้านและใบนี้ คนในโลกสามารถเข้ามาพักผ่อนได้ พวกเขามารวมกันภายใต้ร่มเงาแห่งการต้อนรับเพื่อค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อในระหว่างวันเยาวชนโลก ความจริงที่ว่า

    พระวาจานิรันดร์ ทรงเป็นหนึ่งกับพระบิดาและทุกสิ่งถูกสร้างโดยทางพระองค์ได้รับเอาเนื่อหนังมาบังเกิดจากพระนางพรหมจารีย์มารีดาพระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางเราในพระองค์คือชีวิตที่ส่องแสงให้แก่มนุษยชาติ

    และจากความสมบูรณ์ของพระองค์เราทุกคนได้รับพระพรแห่งพระพรทั้งหลาย โดยทางการภาวนาและการรำพังในค่ำนี้จะทำให้เราพบความหมายที่ชัจดเจนว่า ข่าวดีแห่งความรอดโดยทางพระเยซูเจ้าเป็นหนทางแก่ชีวิตของพวกเธอ ข่าวดีนี้สำหรับทุกคนและนั้นคือเหตุผลที่ว่าทำไมวันเยาวชนโลกจึงจัดในสถานที่ที่ต่างกันออกไป
  1. วันอาทิตย์ใบลานเมื่อปีที่แล้วเยาวชนคาทอลิกจากอเมริกาได้ยื่นกางเขนของวันเยาวชนโลกให้ แก่ตัวแทนของพระศาสนจักรในประเทศฟิลิปปินส์ กางเขนแห่งการจาริกแสวงบุญได้ไปจากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่ง เยาวชนจากทั่วทุกแห่งได้มีประสบการณ์ร่วมกันในความจริงที่ว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นเหมือนที่ทรงเป็นแก่ทุกคนและข่วสารของพระองค์ก็เป็นข่างสารสำหรับทุกคนในพระองค์ไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีการแข่งขันของมนุษยชาติไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชังในสังคมทุกคนเป็นพี่น้องในครอบครัวของพระเป็นเจ้าเดียวกันนี่เป็นจุดเริ่มต้นในคำถามของพวกเธอว่าพระศาสนจักรและพระสันตะปาปาหวังอะไรในตัวเยาวชนในการชุมนุมเยาวชนโลกครั้งที่ 10 เราจะรำพึงถึงพระวาจาของพระเยซูเจ้าต่อไปที่ว่า “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งพวกท่านไปฉันนั้น”มีความหมายอะไรสำหรับเยาวชนทั่วโลก

อ่านต่อ โพสต์ต่อไป ประเด็น 2/3

สาสน์วันเยาวชนโลก
ปี 1993 ที่เดนเวอร์
(ประเทศสหรัฐอเมริกา)

“เรามาเพื่อให้พวกเขามีชีวิต และมีชีวิตอย่างสมบูรณ์” (1ปต. 3:5)

ในจดหมายฉบับนี้พระสันตะปาปาได้พูดเกี่ยวกับเรื่องของชีวิต และในพระดำรัสของพระองค์ ไม่มีคำไหนที่จะสามารถเข้ามาให้เข้าใจได้ ยิ่งใหญ่เท่ากับการที่ได้รับการดลใจสำหรับมนุษยชาติ

สิ่งเหล่านี้คือประกาศกเท็จเทียม หรือครูผู้สอนเท็จเทียมที่พยายามจะชักนำว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร

  • ให้ประชาชนละทิ้งร่างกาย และละทิ้งเวลา สถานที่เพื่อที่จะสามารถเข้าไปในที่เขาเรียกว่า เป็นชีวิตที่แท้จริง เขาเป็นพวกที่หลอกลวงในเรื่องของจิต และพวกเขาก็นำเยาวชนจำนวนมากมาย ให้หลงทางไป โดยคิดว่าการที่ไม่ติดอยู่กับโลก ไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องโลก มันจะเป็นการแสวงหาสันติที่ดีที่สุด ก็กลายเป็นพวกที่แยกออกไปอย่างโดดเดี่ยว
  • ผู้ที่สอนว่าการปล่อยจิตล่องลอยออกไป โดยพยายามเชิญชวนให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นอิสระจากการถูกยึดครอง
    จากสัญชาติญาณ หรือสิ่งกระตุ้นเร่งเร้าบางอย่าง และก็กลายเป็นผลของการที่จะอุทิศทุกอย่างเพียงเพื่อตัวเอง
    และก็จะทำให้เกิดความรู้สึกกังวลใจ ความไม่แน่ใจ และพวกนี้ก็จะนำไปหาการหลบภัยที่ผิดๆ เช่น ไปหาสวรรค์ที่หลอกลวง ก็คือ พวกยาเสพติดทั้งหลาย
  • ใครก็ตามที่สอนว่า ความหมายของชีวิต อยู่บนการที่จะต้องแสวงหาความสำเร็จเท่านั้นเอง พวกนี้ ก็เพียงแต่หาความมั่งคั่งทางด้านทรัพย์สมบัติ ทางด้านสุขภาพและพัฒนาบุคลิกภาพของตัวเองโดยปราศจากการมองดูความต้องการของผู้อื่น หรือว่าขาดความเคารพต่อค่านิยมที่ดีงาม

พระเยซูเจ้าเป็นต้นกำเนิดของชีวิต
และพระองค์ก็เป็นหนทางแห่งชีวิต บุตรของพระเจ้ามาท่ามกลางเราและได้ให้ความเป็นบุคคลของพระองค์แก่เรา โดยให้ความมั่นใจว่าพระองค์ทรงเป็นหนทาง พระองค์ทรงเป็นความจริง พระองค์ทรงเป็นชีวิตและในรหัสธรรมล้ำลึกแห่งกางเขนและการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้านี้เอง พระองค์ได้ทำลายความตายและบาป และพระองค์ก็ได้เป็นสะพานที่เชื่อมหนทางที่แยกมนุษย์ออกจากพระเป็นเจ้า ก็ให้มนุษย์กลับไปสู่หนทางการมีชีวิตใหม่


เครื่องหมายแห่งการประทับอยู่ และการเติบโตของชีวิต ก็คือ “ความรัก”

ความรักได้รับการทำให้เผื่องฟูพัฒนาขึ้น ในพระพรของการที่จะต้องอุทิศตัวเองเพื่อผู้อื่นและก็ต้องสอดคล้อง กับกระแสเรียกของแต่ละคนด้วย เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่ามีกระแสเรียกของการเป็นพระสงฆ์ กระแสเรียกของการถือโสด ถือพรมจรรย์ และกระแสเรียกของการแต่งงานเพื่อว่ากระแสเรียกเหล่านี้เองจะได้มีส่วนร่วมในการนำพระพรที่เขาได้รับ ในพระจิต แห่งการเป็นหนึ่งเดียวกันไปให้กับคนยากจน และคนที่เขาต้องการ

เราจะสามารถรู้จักชีวิตนี้ และการเรียนรู้ได้ที่ไหนและเราจะสามารถมีชีวิตนี้ได้อย่างไรและที่ไหนที่จะสามารถมีชีวิตเช่นนี้ได้

เราจะสามารถพบคำตอบด้วยตัวของเราเอง ถ้าเราสามารถที่จะซื่อสัตย์ในความรักของพระคริสตเจ้า

บทนำเพื่อการไตร่ตรอง

  • ท่านต้องการที่จะเป็นเจ้าของชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความบริบูรณ์หรือเปล่า
  • ท่านพร้อมและเต็มใจที่มีชีวิตที่ซื่อสัตย์ในความรักของพระคริสตเจ้าหรือเปล่า และให้เลือกเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตก็คือช่วงเวลาที่ท่านจะสามารถจะตอบรับกับพระเยซูเจ้าได้และก็ลองดูว่า เราจะมีอะไรปกป้องเขตแดนแห่งความตายซึ่งเป็นช่วงที่ท่านปฏิเสธองค์พระเยซูเจ้า

เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต คือการตอบรับกับพระเยซูเจ้า

เขตแดนแห่งความตาย ก็คือ การตอบปฏิเสธกับพระเยซูเจ้า

เรื่องเล่าของนักเดินทาง EP.1

การเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิสเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนั้น นับเป็นข่าวใหญ่ที่เกรียวกราวพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเราชาวคาทอลิก ยังจำความรู้สึกได้ดีว่า ในห้วงเวลานั้น เราต่างล้วนตั้งตารอคอยการมาถึงของ Pope อย่างใจจดใจจ่อ

แม้อายุอานามของเราจะเกินคำว่าเยาวชนไป (พอประมาณ) แต่เราก็เลือกที่จะไปรับเสด็จที่อาสนวิหารอัสสัมชัญพร้อมกับ บรรดาเยาวชน ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งโอกาสและจังหวะเวลาพร้อมกับแอบคิดคำนวณว่า Pope จะต้องผ่อนคลายกว่าและรู้สึกสนุก สดชื่นมากกว่าเมื่อเจอเยาวชน คงจะไม่ทรงเคร่งเครียดหรือเหนื่อยจนเกินไปเหมือนที่ ๆ กว้างใหญ่และคนเยอะเกินไป คงจะเหมือนกับชีวิตของเราที่เราจะรู้สึกปลอดภัย อบอุ่นเป็นกันเองและใกล้ชิดมากกว่าเมื่ออยู่ในสถานที่ ๆ คุ้นเคยกับเพื่อน ๆ ที่คุ้นเคยอะไรทำนองนั้น คิดแล้วก็โอเค นัมเบอร์วัน อัสสัมชัญไปเลย!

แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เราได้รับเสด็จในระยะใกล้ชิดมาก ๆ แม้จะลืมตัวสติหลุดล่วงกรี๊ดดังไปบ้างตอนที่ซิเคียวริตี้การ์ดเปิดขบวนมาแต่ก็ยังดึงสติกลับมาได้ทันเมื่อเห็น Pope ที่โบกมือทักทายและยิ้มแย้มแจ่มใสกับเยาวชนอย่างเป็นกันเอง แน่นอนว่า มิสซาในวันนั้นเราจำได้เป็นอย่างดีที่ Pope บอกว่า

“ให้เราทุกคนเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความหวัง ความฝัน
แม้จะมีคำถามใหม่ ๆ หรือความสงสัยต่าง ๆ
แต่ให้เรามองอนาคตด้วยความชื่นบานและด้วยความไว้วางใจ
ให้เราเป็นน้ำมันตะเกียง
เพื่อส่องแสงสว่างหนทางของเราและหนทางของคนรอบข้าง”

และยังมีอยู่ตอนหนึ่งที่บอกว่า “พระเจ้าทรงแสวงหาเรา ทรงพบเรา และทรงมีเราตลอดนิรันดร์” เรากลับบ้านไปด้วยหัวใจพองโต ราวกับพระเจ้าได้สัมผัสใจเราจริง ๆ

ต่อมาอีกเพียงเดือนกว่า ๆ ก็ได้ข่าว Pope อีกครั้ง…ซึ่งก็นับเป็นข่าวดังไปทั่วโลก พาดหัวข่าวแทบทุกสื่อต่างประเทศ “พระสันตะปาปาทรงตีมือหญิงคนหนึ่งมีมารอรับเสด็จที่เซนต์ปีเตอร์สแควร์ ด้วยความโกรธ…” แน่นอนว่าคำถามในใจผุดขึ้นมากมาย ทั้งสงสัย ทั้งพยายามคิดเข้าข้าง Pope ว่าหญิงคนนั้นคงจะดึงมือของท่านแรงเกินไปแต่….ในพระวรสารของนักบุญมาระโก ก็เคยมีเรื่องเล่าประมาณว่าครั้งหนึ่งพระเยซูเจ้าทรงเสด็จไปที่เมืองๆ หนึ่งเพื่อรักษาบุตรสาวของไยรัส หลังจากนั้นก็มีผู้คนมากมายเบียดเสียด และมีหญิงคนหนึ่งยื่นมือไปจับชายฉลองของพระองค์เพราะหญิงผู้นั้นมีความเชื่อว่าถ้าได้แตะหรือสัมผัสแม้เพียงเล็กน้อย เธอจะต้องหายจากโรคแน่นอน พระเยซูเจ้าหันไปถามว่า “ใครมาแตะเสื้อของเรา ” หญิงผู้นั้นก็ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวแต่นางก็หายจากโรคในทันทีพระเยซูเจ้าหันไปบอกนางว่า “ที่เจ้าหายก็เพราะความเชื่อของเจ้า จงเป็นสุขและหายจากโรคเถิด” แน่นอนว่าพระองค์ไม่ได้โกรธหญิงผู้นั้น แม้หญิงผู้นั้นจะไม่ได้ถึงกับดึงรั้งพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้า แต่ที่ทำไปก็เพราะความรัก ความศรัทธา

ถามว่า Pope ทำให้ความเชื่อของเราลดน้อยลงไปหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่เลย” ตรงกันข้ามเหตุการณ์นั้นกลับทำให้เราเข้าใจสิ่งที่ Pope บอกเราในมิสซาวันนั้นมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้น Pope ก็ออกมาขอโทษพร้อมกับบอกว่า “เราก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง” และเหตุการณ์นี้ Pope ก็ยอมรับ Pope ไม่ได้หาข้ออ้างหรือแก้ตัวใด ๆ ท่านไม่ได้ต้องการความเห็นใจ แต่ท่านเสียใจและยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งย้ำว่าท่านไม่เคยต้องการส่งเสริมการทำร้ายสตรีหรือเด็ก แต่ท่านก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น ความเชื่อ ความรักและการอภัยต่างหากที่พระเจ้าต้องการจะสอนเรา

หากเราจะคิดย้อนกลับไป คำตอบส่วนหนึ่งนั้นได้อยู่ในคำที่ Pope บอกเราไว้แล้วว่า

“ เราอาจมีคำถามและความสงสัย
แต่จงมองอนาคตด้วยความชื่นบานและความไว้วางใจ
พระเจ้าทรงแสวงหาเรา ทรงพบเรา และทรงมีเราตลอดไป ”

แน่นอนว่าหากเราต้องการเป็นน้ำมันตะเกียงอย่างที่ Pope ได้บอกเรา เราก็ไม่ควรหวั่นไหว ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก เพราะเราก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์จุดตะเกียง มนุษย์ย่อมผิดพลาด จุดบ้าง ไม่จุดบ้าง หลับบ้าง ลืมน้ำมันบ้าง

บางครั้งเราอาจต้องยอมเป็น น้ำมันตะเกียง ที่พระเจ้าได้จุดไฟให้เราแล้ว หน้าที่ของเราคือ…ส่องสว่างอยู่เสมอใช่ ! ในชีวิตบางครั้งเราต้องเป็นคนจุดตะเกียงบางครั้งเราก็ต้องเป็นน้ำมันตะเกียงขอเพียงให้เราฉลาดพอที่จะรู้ว่า เมื่อไหร่ที่เราต้องเป็นคนจุดตะเกียงและเมื่อไหร่เราควรเป็นน้ำมันตะเกียงเท่านั้นเอง…