Life Traveller

เรื่องเล่าของนักเดินทาง EP.1

โดย เกศณี ไทยสนธิ | 2 นาที

การเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิสเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนั้น นับเป็นข่าวใหญ่ที่เกรียวกราวพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเราชาวคาทอลิก ยังจำความรู้สึกได้ดีว่า ในห้วงเวลานั้น เราต่างล้วนตั้งตารอคอยการมาถึงของ Pope อย่างใจจดใจจ่อ

แม้อายุอานามของเราจะเกินคำว่าเยาวชนไป (พอประมาณ) แต่เราก็เลือกที่จะไปรับเสด็จที่อาสนวิหารอัสสัมชัญพร้อมกับ บรรดาเยาวชน ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งโอกาสและจังหวะเวลาพร้อมกับแอบคิดคำนวณว่า Pope จะต้องผ่อนคลายกว่าและรู้สึกสนุก สดชื่นมากกว่าเมื่อเจอเยาวชน คงจะไม่ทรงเคร่งเครียดหรือเหนื่อยจนเกินไปเหมือนที่ ๆ กว้างใหญ่และคนเยอะเกินไป คงจะเหมือนกับชีวิตของเราที่เราจะรู้สึกปลอดภัย อบอุ่นเป็นกันเองและใกล้ชิดมากกว่าเมื่ออยู่ในสถานที่ ๆ คุ้นเคยกับเพื่อน ๆ ที่คุ้นเคยอะไรทำนองนั้น คิดแล้วก็โอเค นัมเบอร์วัน อัสสัมชัญไปเลย!

แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เราได้รับเสด็จในระยะใกล้ชิดมาก ๆ แม้จะลืมตัวสติหลุดล่วงกรี๊ดดังไปบ้างตอนที่ซิเคียวริตี้การ์ดเปิดขบวนมาแต่ก็ยังดึงสติกลับมาได้ทันเมื่อเห็น Pope ที่โบกมือทักทายและยิ้มแย้มแจ่มใสกับเยาวชนอย่างเป็นกันเอง แน่นอนว่า มิสซาในวันนั้นเราจำได้เป็นอย่างดีที่ Pope บอกว่า

“ให้เราทุกคนเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความหวัง ความฝัน
แม้จะมีคำถามใหม่ ๆ หรือความสงสัยต่าง ๆ
แต่ให้เรามองอนาคตด้วยความชื่นบานและด้วยความไว้วางใจ
ให้เราเป็นน้ำมันตะเกียง
เพื่อส่องแสงสว่างหนทางของเราและหนทางของคนรอบข้าง”

และยังมีอยู่ตอนหนึ่งที่บอกว่า “พระเจ้าทรงแสวงหาเรา ทรงพบเรา และทรงมีเราตลอดนิรันดร์” เรากลับบ้านไปด้วยหัวใจพองโต ราวกับพระเจ้าได้สัมผัสใจเราจริง ๆ

ต่อมาอีกเพียงเดือนกว่า ๆ ก็ได้ข่าว Pope อีกครั้ง…ซึ่งก็นับเป็นข่าวดังไปทั่วโลก พาดหัวข่าวแทบทุกสื่อต่างประเทศ “พระสันตะปาปาทรงตีมือหญิงคนหนึ่งมีมารอรับเสด็จที่เซนต์ปีเตอร์สแควร์ ด้วยความโกรธ…” แน่นอนว่าคำถามในใจผุดขึ้นมากมาย ทั้งสงสัย ทั้งพยายามคิดเข้าข้าง Pope ว่าหญิงคนนั้นคงจะดึงมือของท่านแรงเกินไปแต่….ในพระวรสารของนักบุญมาระโก ก็เคยมีเรื่องเล่าประมาณว่าครั้งหนึ่งพระเยซูเจ้าทรงเสด็จไปที่เมืองๆ หนึ่งเพื่อรักษาบุตรสาวของไยรัส หลังจากนั้นก็มีผู้คนมากมายเบียดเสียด และมีหญิงคนหนึ่งยื่นมือไปจับชายฉลองของพระองค์เพราะหญิงผู้นั้นมีความเชื่อว่าถ้าได้แตะหรือสัมผัสแม้เพียงเล็กน้อย เธอจะต้องหายจากโรคแน่นอน พระเยซูเจ้าหันไปถามว่า “ใครมาแตะเสื้อของเรา ” หญิงผู้นั้นก็ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวแต่นางก็หายจากโรคในทันทีพระเยซูเจ้าหันไปบอกนางว่า “ที่เจ้าหายก็เพราะความเชื่อของเจ้า จงเป็นสุขและหายจากโรคเถิด” แน่นอนว่าพระองค์ไม่ได้โกรธหญิงผู้นั้น แม้หญิงผู้นั้นจะไม่ได้ถึงกับดึงรั้งพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้า แต่ที่ทำไปก็เพราะความรัก ความศรัทธา

ถามว่า Pope ทำให้ความเชื่อของเราลดน้อยลงไปหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่เลย” ตรงกันข้ามเหตุการณ์นั้นกลับทำให้เราเข้าใจสิ่งที่ Pope บอกเราในมิสซาวันนั้นมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้น Pope ก็ออกมาขอโทษพร้อมกับบอกว่า “เราก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง” และเหตุการณ์นี้ Pope ก็ยอมรับ Pope ไม่ได้หาข้ออ้างหรือแก้ตัวใด ๆ ท่านไม่ได้ต้องการความเห็นใจ แต่ท่านเสียใจและยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งย้ำว่าท่านไม่เคยต้องการส่งเสริมการทำร้ายสตรีหรือเด็ก แต่ท่านก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น ความเชื่อ ความรักและการอภัยต่างหากที่พระเจ้าต้องการจะสอนเรา

หากเราจะคิดย้อนกลับไป คำตอบส่วนหนึ่งนั้นได้อยู่ในคำที่ Pope บอกเราไว้แล้วว่า

“ เราอาจมีคำถามและความสงสัย
แต่จงมองอนาคตด้วยความชื่นบานและความไว้วางใจ
พระเจ้าทรงแสวงหาเรา ทรงพบเรา และทรงมีเราตลอดไป ”

แน่นอนว่าหากเราต้องการเป็นน้ำมันตะเกียงอย่างที่ Pope ได้บอกเรา เราก็ไม่ควรหวั่นไหว ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก เพราะเราก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์จุดตะเกียง มนุษย์ย่อมผิดพลาด จุดบ้าง ไม่จุดบ้าง หลับบ้าง ลืมน้ำมันบ้าง

บางครั้งเราอาจต้องยอมเป็น น้ำมันตะเกียง ที่พระเจ้าได้จุดไฟให้เราแล้ว หน้าที่ของเราคือ…ส่องสว่างอยู่เสมอใช่ ! ในชีวิตบางครั้งเราต้องเป็นคนจุดตะเกียงบางครั้งเราก็ต้องเป็นน้ำมันตะเกียงขอเพียงให้เราฉลาดพอที่จะรู้ว่า เมื่อไหร่ที่เราต้องเป็นคนจุดตะเกียงและเมื่อไหร่เราควรเป็นน้ำมันตะเกียงเท่านั้นเอง…