Sample Page

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2004 ครั้งที่ 19

“พวกเราอยากเห็นพระเยซูเจ้า”  (ยน. 12:21)

เยาวชนที่รัก

  1. ปี 2004 นี้เป็นช่วงสุดท้ายก่อนเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่เมืองโคโลญ ซึ่งจะจัดให้มีการเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกในปี 2005  ดังนั้น พ่อขอเชิญชวนลูกทั้งหลายให้เอาจริงเอาจังมากขึ้นกับแนวทางของการเตรียมจิตใจด้วยการพิจารณาหัวข้อที่ได้เลือกไว้สำหรับวันเยาวชนโลกครั้งที่ 19 คือ “พวกเราอยากเห็นพระเยซูเจ้า” (ยน. 12:21)

    คำขอร้องนี้ชาวกรีกบางคนได้ขอร้องจากอัครสาวกในวันหนึ่ง (นี่คือการขอร้องของชาวกรีกบางคน) ชาวกรีกต้องการทราบว่า พระเยซูเจ้าเป็นใคร พวกเขามาไม่ใช่เพื่อว่าจะได้ดูว่า เขาจะมีความรู้สึกอย่างไรกับพระเยซูเจ้า แต่มาด้วยความอยากรู้และความรู้สึกสังหรณ์ว่าเขาจะได้พบคำตอบต่อคำถามที่ลึกซึ้งที่สุดของเขา เขาต้องการที่จะรู้ว่า พระองค์เป็นใครกันแน่ และมาจากที่ใด

  2. เยาวชนที่รัก พ่อเองก็ต้องการที่จะกระทำแบบเดียวกับชาวกรีกเหล่านั้นด้วย ที่ได้พูดกับฟิลิป เพราะมีความรู้สึกว่า ปรารถนาที่จะเห็นพระเยซูเจ้า ขอให้การแสวงหาของลูก ได้บังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่จากความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แม้ว่าความรู้สึกนั้นจะเป็นเรื่องในแง่บวกก็ตาม แต่ขอให้การแสวงหาของลูกได้รับการกระตุ้นจากความปรารถนาภายในที่ต้องการจะพบคำตอบถึงความหมายของชีวิตของลูกเหมือนกับเศรษฐีหนุ่มในพระวรสาร ลูกก็เช่นกันที่แสวงหาองค์พระเยซูเจ้า เพื่อจะได้ทูลถามพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร” (มก. 10:17) นักบุญมาระโก ผู้นิพนธ์พระวรสารเขียนไว้ชัดเจนว่าพระเยซูเจ้าทรงมองดูเขาและทรงรักเขา ลูกคงยังจำได้ว่า มีอีกครั้งหนึ่งที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับนาธานาแอลว่า “นี่คือชาวอิสราเอลแท้ เป็นคนไม่มีมารยา, ก่อนที่ฟิลิปจะเรียกท่าน เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อ” (ยน. 1:47) และนี่เป็นการประกาศความเชื่ออย่างดีเลิศ “รับบี พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า” (อ้าง ยน. 1 : 49)   ผู้ที่แสวงหาพระเยซูเจ้าด้วยใจอิสระโดยปราศจากอคติ จะได้รับความเชื่อ เพราะว่าพระเยซูเจ้าเองได้ทรงเห็นเขาและทรงรักเขาก่อน แง่ที่สูงที่สุดของศักดิ์ศรีมนุษย์ คือ กระแสเรียกของมนุษย์ที่จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วยการแลกเปลี่ยน การชำเลืองมองดูซึ่งกันและกัน เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิต เพื่อจะได้เห็นพระเยซูเจ้า เราต้องให้พระองค์มองเห็นเราก่อน

    ความปรารถนาที่จะเห็นพระเยซูเจ้า อยู่ลึกภายในดวงใจมนุษย์ชายหญิงแต่ละคน เยาวชนที่รักของพ่อ จงยอมให้พระเยซูเจ้าเพ่งดูดวงตาของลูก เพื่อว่าความปรารถนาของลูกจะได้ประสบกับความงดงามแห่งความจริงและจะได้เติบโตภายในตัวลูก ไม่ว่าเราจะตระหนักหรือไม่ก็ตาม พระเจ้าได้ทรงสร้างเราเพราะพระองค์ทรงรักเรา และเพื่อเราจะได้รักพระองค์เป็นการตอบแทน นี่คือเหตุผลที่เรามีความกระหายหาพระเจ้า และไม่สามารถระงับได้ ซึ่งมนุษย์รักษาไว้ในดวงใจ “ข้าแต่พระยาเวห์ ข้าพเจ้ากำลังแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์อยู่ ขอพระองค์อย่าทรงซ่อนพระพักตร์จากข้าพเจ้า” (สดด. 27: 8-9) เราตะหนักดีว่า พระเจ้าทรงไขแสดงพระพักตร์นั้นต่อเราโดยผ่านทางองค์พระเยซูคริสตเจ้า


  3. เยาวชนที่รักของพ่อ ลูกเองไม่หวังที่จะพิศเพ่งความงามของพระพักตร์นั้นหรือ? นี่เป็นคำถามที่พ่อฝากไว้กับลูก ในวันเยาวชนโลก ค.ศ. 2004 ลูกไม่ต้องรีบตอบ ก่อนอื่น จงสร้างความเงียบภายในตัวเอง จงให้ความปรารถนาอันร้อนรนที่เกิดจากพระเจ้านี้ดำรงในส่วนลึกของจิตใจ เป็นความปรารถนาที่บางครั้งทำไปตามแบบของโลกหรือด้วยการชักชวนของสิ่งยั่วยวนตามความพึงพอใจ จงปล่อยให้ความปรารถนานี้เกิด ขึ้นและลูกจะได้รับประสบการณ์อันน่าพิศวงของการพบปะกับพระเยซูเจ้า คริสตศาสนาไม่ได้เป็นเพียง แต่คำสั่งสอน : คริสตศาสนาเป็นการพบปะในความเชื่อกับพระเจ้าที่ประทับอยู่ในประวัติศาสตร์ของเรา โดยการรับเอากายของพระเยซูเจ้า 

    จงพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยให้การพบปะกับพระองค์นั้นเป็นไปได้ หรือเกิดขึ้นจริง และจงมองดูพระเยซูเจ้าผู้กำลังแสวงหาลูกด้วยใจร้อนรน จงแสวงหาพระองค์ด้วยดวงตาของลูก โดยผ่านทางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตและบนใบหน้าของเพื่อนพี่น้อง และจงแสวงหาพระองค์ด้วยดวงตาแห่งจิตวิญญาณด้วยเช่นกัน โดยการภาวนาและการรำพึงพระวาจาของพระเจ้า เพราะว่า การพิศเพ่งพระพักตร์ขององค์พระคริสต์ ย่อมสามารถที่จะดลใจเราด้วยสิ่งที่เราได้เรียนรู้ถึงพระองค์จากพระคัมภีร์

  4. การพบพระเยซูเจ้า การเพ่งมองพระพักตร์พระองค์นั้น เป็นความปรารถนาที่ไม่อาจระงับได้ แต่เป็นความปรารถนาซึ่งน่าเสียดาย ที่มนุษย์อาจจะทำให้ผิดเพี้ยนไป นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากบาป เพราะว่ารากเหง้าของบาปที่ทำให้เราหันเหจากพระผู้สร้างแต่กลับหันไปสนใจสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างแทน 

    ชาวกรีกเหล่านั้นที่แสวงหาความจริงจะไม่สามารถเข้าถึงองค์พระคริสต์ หากว่าความปรารถนาของเขา ที่เกิดจากน้ำใจที่อิสระไม่ได้แสดงออกในการตัดสินอย่างเด่นชัดว่า “เราต้องการที่จะเห็นพระเยซูเจ้า” การที่จะมีอิสระอย่างแท้จริงหมายถึงการมีพลังที่จะเลือกผู้ที่ทรงสร้างเรามาเพื่อพระองค์เอง และยอมรับการปกครองของพระองค์ ลูกทราบถึงเรื่องนี้ในส่วนลึกของหัวใจว่า สิ่งทั้งปวงที่เป็นสิ่งดีบนแผ่นดินนี้ ความสำเร็จในการงานต่างๆ แม้แต่ความรักของมนุษย์ซึ่งลูกฝันถึงนั้น ไม่มีวันที่จะทำให้ความปรารถนาอันลึกซึ้งที่สุดบังเกิดปีติสุขใจได้เลย มีเพียงแต่การพบปะกับพระเยซูเจ้าเท่านั้นที่ให้ความหมายอย่างเต็มเปี่ยมต่อชีวิตของลูก “เพราะพระองค์ทรงสร้างเรามาเพื่อพระองค์ และจิตใจเราจะไม่มีสันติจนกระทั่งได้พักผ่อนในพระองค์” (ออกัสติน, The Confessions, book 1, Chapter 1)   จงอย่าได้วักแวกจากการแสวงหานี้ แต่จงมั่นคงในการแสวงหาพระองค์ต่อไป เพราะลูกจะบรรลุผลสมบูรณ์และความชื่นชมยินดีเป็นรางวัล

  5. มิตรที่รัก ถ้าหากว่าลูกเรียนรู้ที่จะค้นพบพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท ลูกก็จะเรียนรู้ที่จะค้นหาพระองค์ในเพื่อนพี่น้องด้วย โดยเฉพาะในพี่น้องคนยากคนจนและผู้ที่ขาดแคลนมากที่สุด ศีลมหาสนิทที่เรารับด้วยความรักและนมัสการด้วยความร้อนรนก็กลายเป็นโรงเรียนแห่งหนึ่งที่สอนเรื่องอิสรภาพ ความรัก และความเมตตากรุณา เพื่อจะได้ดำเนินตามพระบัญญัติแห่งความรัก พระเยซูเจ้าทรงตรัสกับพวกเราด้วยภาษาอันน่าพิศวงยิ่ง นั่นคือ การถวายพระองค์เองด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ จนกระทั่งทรงยอมมอบชีวิตของพระองค์เพื่อความรักนั้น ลูกคิดว่าการกระทำเช่นนี้ทำได้ง่ายๆ ไหม?  ลูกก็ทราบดีว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เลย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลืมนึกถึงตนเอง แต่หากเราทำ เราก็ได้ดึงตัวเราให้ห่างจากการยึดตนเองและจากความรักที่เห็นแก่ตัว แล้วเปิดตัวเองไว้ให้กับความชื่นชมยินดีแห่งความรักที่อุทิศตน  ศีลมหาสนิทซึ่งเป็นโรงเรียนสอนอิสรภาพ ความรัก ความเมตตากรุณานี้ สอนเราให้ชนะความรู้สึกที่ผิวเผิน  เพื่อจะได้ลงรากลึกในสิ่งที่จริงและสิ่งที่ดี ทำให้เราอิสระจากการยึดตนเอง เพื่อจะได้เปิดตัวเองไปสู่เพื่อนพี่น้อง เป็นการสอนเราให้เปลี่ยนตนเองจากความรักจอมปลอมไปสู่ความรักแท้จริง   ความรักไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความรู้สึก ความรักเป็นน้ำใจที่เลือกความดีของผู้อื่นเสมอ แทนที่จะเลือกแต่ประโยชน์ของตนเองเท่านั้น “ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่าการสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหาย” (ยน. 15: 13)

    ด้วยอิสระภายในและด้วยความรักอันร้อนรน พระเยซูเจ้าทรงสอนเราให้พบปะกับพระองค์ในเพื่อนพี่น้อง ก่อนอื่นก็คือบนใบหน้าที่เสียโฉมของคนยากจน บุญราศีเทเรซาแห่งกัลกัตตา มักมอบถ้อยคำไว้ในสมุดเยี่ยมในที่ต่างๆ ซึ่งท่านได้พิมพ์เป็นบัตรเยี่ยมส่วนตัวว่า ผลของความเงียบ คือ การภาวนา ผลของการภาวนา คือ ความเชื่อ ผลของความเชื่อ คือ ความรัก ผลของความรัก คือ การรับใช้ ผลของการรับใช้ คือ สันติ นี่แหละเป็นวิถีทางในการพบปะองค์พระคริสต์ คือ ออกไปพบกับความทุกข์ของมนุษย์ทุกอย่าง  ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของท่านและด้วยความรักของพระเจ้าที่ประทานในจิตใจของท่านจากองค์พระจิต “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา” (มธ. 25:40) โลกต้องการอย่างรีบด่วนที่จะมีเครื่องหมายของประกาศกที่แสดงความรักต่อพี่น้อง ไม่เป็นการเพียงพอที่พูดอ้างถึงพระเยซูเจ้าเท่านั้น เรายังต้องให้ผู้อื่นได้เห็นโดยการเป็นประจักษ์พยานในชีวิตของพวกเราเอง ด้วยการเป็นพยานที่ดึงดูดใจ 

    อย่าลืมแสวงหาองค์พระคริสต์ และตระหนักถึงการประทับอยู่ของพระองค์ในพระศาสนจักร ซึ่งเป็นเสมือนการช่วยให้รอดที่ดำเนินอยู่ต่อไปในทุกเวลาและทุกแห่งหน ในพระศาสนจักรและโดยพระศาสนจักร พระเยซูเจ้าเป็นที่เห็นได้สมัยนี้และมนุษยชาติสามารถที่จะพบปะกับพระองค์ได้ในเขตวัด ในขบวนการของกลุ่มคริสตชน จงต้อนรับกันและกัน เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียว นี่คือเครื่องหมายที่มองเห็นได้อย่างเด่นชัดในพระศาสนจักร ถึงแม้ว่าเครื่องหมายนี้จะถูกลบเลือนไปด้วยบาปของมนุษย์ก็ตาม

  6. อย่าประหลาดใจเมื่อลูกพบกางเขนขณะเดินทาง พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสกับสาวกหรือว่า เมล็ดข้าวต้องตกลงในดินและตาย เพื่อจะได้บังเกิดผลมากมาย? (อ้าง ยน.12:23-26) พระองค์ทรงหมายถึงวิถีทางในชีวิตของพระองค์เองที่ได้มอบไว้กับความตายเพื่อจะได้บังเกิดผล ลูกก็ทราบดีว่า หลังจากการกลับเป็นขึ้นมาขององค์พระคริสต์ ความตายไม่ใช่สิ่งสุดท้าย ความรักมีพลังเหนือกว่าความตาย หากพระเยซูเจ้ายอมรับความตายมากกว่ากางเขน ซึ่งเป็นแหล่งแห่งชีวิตและความรัก พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำเพราะความอ่อนแอและต้องการทนทุกข์ พระองค์ทรงกระทำเพื่อความรอดของเรา และเพื่อว่าเราจะได้มีส่วนในชีวิตของพระเจ้าในพระองค์

    เป็นความจริงที่พ่อต้องการเตือนเยาวชนของโลก เมื่อพ่อได้มอบกางเขนไม้ขนาดใหญ่ให้กับพวกลูก เมื่อครั้งปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งความรอดในปี 1984  ตั้งแต่นั้นมา กางเขนนี้ก็ได้เดินทางผ่านประเทศต่างๆ เพื่อจะได้เตรียมรับวันเยาวชนโลกของพวกลูก เยาวชนเรือนแสนก็ได้ภาวนารอบๆ กางเขนนี้ด้วย สำหรับบรรดาเยาวชน การวางภาระไว้ที่เชิงกางเขนนั้น พวกเธอได้ค้นพบว่า เป็นพระเจ้าที่ทรงรักพวกลูก หลายคนยังได้พบพลังเพื่อจะได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง 

    ปีนี้ เป็นวาระครบรอบ 20 ปีตั้งแต่เหตุการณ์นั้น กางเขนจะได้รับการต้อนรับอย่างสง่าที่เบอร์ลิน จากที่นั่นก็จะเป็นการเริ่มต้นแห่งการจาริกแสวงบุญทั่วๆ ไปในเยอรมันและจะไปสิ้นสุดการจาริกแสวงบุญที่โคโลญในปีหน้า วันนี้ พ่อต้องการย้ำคำพูดที่เคยกล่าวกับลูกไว้ว่า “เยาวชนที่รักของพ่อ พ่อขอมอบกางเขนขององค์พระคริสต์ไว้ให้ลูก จงแบกกางเขนไปทั่วโลก ซึ่งเป็นดังสัญลักษณ์ของความรักขององค์พระคริสต์ที่มีต่อมนุษยชาติและจงประกาศต่อทุกคนว่า ด้วยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพขององค์พระคริสต์เท่านั้น เราจะได้รับความรอดและการไถ่กู้

  7. ผู้คนที่อยู่รอบข้างลูกหวังว่า ลูกจะเป็นพยานถึงผู้ที่ได้ประทานชีวิตแก่ลูกที่ลูกได้พบ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ลูกจงเป็นพยานถึงความรักที่เข้มแข็งเหนือกว่าความตาย การเป็นพยานนี้ขึ้นอยู่กับการที่ลูกจะยอมรับการท้าทายนี้ จงนำพระพรที่ลูกได้รับอย่างมีชีวิตชีวา ในการรับใช้เพื่อการประกาศข่าวดี จงเป็นเพื่อนที่มีความกระตือรือร้นของพระเยซูเจ้า ที่ทรงมอบพระองค์เองให้กับทุกคนที่ต้องการพบพระองค์ โดย เฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ห่างไกล ฟิลิปและอันดรูว์นำชาวกรีกเหล่านั้นไปหาพระองค์ พระเจ้าทรงใช้มิตรภาพเหล่านั้นไปถึงแหล่งแห่งความรักของพระองค์ ขอให้ลูกตระหนักถึงความรับผิดชอบในการประกาศพระวรสารกับเพื่อนของลูกและเยาวชนทุกคน 

    ตลอดชีวิตของพระแม่มารีย์ พระแม่รำพึงภาวนาและพิศเพ่งพระพักตร์ขององค์พระคริสต์ด้วยความมั่นคง ขอให้พระแม่ปกปักรักษาลูกไว้ตลอดไปภายใต้การเพ่งมองดูขององค์พระบุตร (อ้าง Rosarium Virginis Mariae, ข้อ 10) และอุ้มชูลูกในขณะที่ลูกกำลังเตรียมวันเยาวชนโลกที่โคโลญ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พ่อขอให้ลูกมีความรับผิดชอบ กระตือรือร้นที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างมีชีวิตชีวา   ข้าแต่พระแม่มารีย์แห่งนาซาแร็ธ ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาและความอดทน ขอพระแม่ช่วยปั้นแต่งหัวใจแห่งการภาวนาของลูกให้งดงามขึ้น และโปรดสอนลูกให้เพ่งมองดูองค์พระเยซูเจ้าในโลกนี้ เพื่อว่าลูกจะได้เป็นประกาศกของโลกที่ไม่มีวันตาย

    ขอส่งคำอวยพรพิเศษมาด้วยความรัก และด้วยพระพรขอให้คำอำนวยพรนี้อยู่เคียงข้างลูกในการเดินทางแห่งชีวิต

วาติกัน 22 กุมภาพันธ์ 2004

ยอห์น ปอล ที่ 2

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2003 ครั้งที่ 18

“นี่คือแม่ของท่าน” (ยน. 19, 27)

เยาวชนที่รัก!

  1. พ่อมีความพอใจเสมอที่จะส่งสาสน์พิเศษมายังพวกเธอในวันเยาวชนโลก มันเป็นวิธีหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักที่พ่อมีต่อพวกเธอ  พ่อยังจำได้ดีถึงประสบการณ์ในโอกาสวันเยาวชนโลก มันเป็นการประทับใจที่เรายังจดจำได้ไม่รู้เลือน ทั้งเยาวชน พระสันตะปาปา พระสังฆราช พระสงฆ์ และผู้คนจำนวนมากที่เดินทางมาชุมนุมกันชนิดมืดฟ้ามัวดิน ต่างพากันเพ่งไปยังพระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นแสงสว่างของโลก  พวกเราต่างพากันเรียกร้องหาพระองค์และประกาศพระองค์ให้ทุกครอบครัวมนุษย์ได้ทราบ  พวกเราโมทนาคุณพระเป็นเจ้าในการซึ่งพวกเธอได้แสดงออกและเป็นประจักษ์พยานในความเชื่อของเธออีกครั้งที่โตรอนโต  พ่อขอส่งคำเชิญซึ่งได้เคยเชิญพวกเธอไปแล้ว ณ ริมทะเลสาบออนตาริโออีกครั้งหนึ่ง  “ทุกวันนี้พระศาสนจักรมีความวางใจในพวกเธอและคาดหวังที่จะเห็นพวกเธอเป็นคนที่มีบุญลาภ” (Exhibition Place, 25 July 2002; ORE, 31 July 2002, p. 6)

    สำหรับวันเยาวชนโลกครั้งที่ 18 ซึ่งจะทำการฉลองกันในสังฆมณฑลต่างๆ ทั่วโลกนั้น พ่อได้เลือกหัวข้อที่เกี่ยวกับปีแห่งสายประคำ “นี่คือแม่ของท่าน” (ยน. 1, 27) ก่อนสิ้นพระชนม์ พระเยซูเจ้าทรงฝากสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของพระองค์ คือ พระนางมารีย์ มารดาของพระองค์ไว้กับนักบุญยอห์นอัครสาวก นี้คือพระดำรัสสุดท้ายของพระผู้ไถ่   ดังนั้น คำพูดสุดท้ายของพระองค์จึงเป็นพินัยกรรมสง่างามที่มีธรรมชาติฝ่ายจิตวิญญาณอยู่ในตัว
  1. คำทักทายของอัครเทวดาคาเบรียลที่นาซาเร็ธคือ “เธอ ผู้เปี่ยมด้วยหรรษทาน” (ลก. 1, 28) คำพูดประโยคนี้เชื่อมโยงไปถึงภาพเหตุการณ์ที่เชิงเขากัลวาริโอ เป็นการแจ้งเหตุบอกถึงการเริ่มต้น ส่วนไม้กางเขนบ่งถึงความสำเร็จบริบูรณ์ พระนางมารีย์ให้ธรรมชาติมนุษย์แก่พระบุตรของพระเป็นเจ้าในครรภ์ของพระนาง    ณ เชิงไม้กางเขนนั่นเองพระนางมารีย์ได้รับมนุษย์ทั้งปวงไว้ในดวงหทัยของพระนางโดยยอห์นเป็นตัวแทน  พระมารดาเป็นมารดาของพระเป็นเจ้าในวินาทีที่พระวจนาตถ์ทรงรับเอากายในครรภ์ และพระนางกลายเป็นมารดาของมนุษยชาติในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตของพระบุตรของพระนาง  ที่เขากัลวาริโอนี่เองพระแม่ผู้ปราศจากมลทินได้รับเอาบาปของมนุษยชาติซึ่งพระบุตรของพระแม่ยอมรับทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อที่จะไถ่กู้มนุษยชาติให้รอดนั้นไว้กับพระแม่แล้ว     และ ณ เชิงกางเขนนี้เองในขณะที่พระเยซูเจ้าผู้ซึ่งพระแม่ตอบรับการเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดชีวิตกำลังจะสิ้นพระชนม์นั้น พระแม่ก็ได้รับการแจ้งสารเป็นครั้งที่สอง “แม่ นี่คือลูกของแม่!” (ยน. 19, 26) 

    พระบุตรผู้ถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนสามารถถ่ายโยงความทุกข์ของพระองค์มายังดวงหทัยของพระแม่ของพระองค์  เด็กๆ ทุกคนที่ประสบกับความทุกข์แสนสาหัสย่อมซึ้งใจถึงความต้องการนี้ดี  เยาวชนที่รัก พวกเธอก็เช่นเดียวกัน พวกเธอกำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์ ความอ้างว้าง ความล้มเหลวและความผิดหวังในชีวิตส่วนตัว เผชิญกับความยากลำบากที่จะก้าวไปสู่โลกของความเป็นผู้ใหญ่และในอาชีพการงาน เผชิญกับการที่สมาชิกในครอบครัวต้องแตกแยกร้าวฉานกัน เผชิญกับความรุนแรงแห่งสงครามและความตายของผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตาม ขอให้รู้ด้วยว่า ในกาลเวลาแห่งความยุ่งยากลำบากซึ่งทุกคนต้องประสบอยู่นี้ พวกเธอมิได้อยู่ตามลำพัง เช่นเดียวกับนักบุญยอห์น  ณ เชิงกางเขนนั้น พระคริสตเจ้าทรงมอบมารดาของพระองค์ให้แก่เธอเพื่อที่จะพระแม่ของพระองค์จะได้ใช้ความอ่อนหวานของพระแม่บรรเทาใจเธอ
  1. มีกล่าวไว้ในพระวรสารว่า “นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สาวกคนนั้นก็รับมารดาของพระองค์มาอยู่ในบ้านของตน” (ยน. 19, 27) ประโยคนี้ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากสมัยคริสตชนรุ่นแรกๆ มิได้ระบุแต่เพียงสถานที่ที่นักบุญยอห์นอาศัย   หากเราจะมองให้เลยแง่ของวัตถุออกไป เราก็จะพบว่ามันยังหมายถึงมิติฝ่ายจิตแห่งการต้อนรับและความสัมพันธ์ใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างพระแม่มารีย์กับนักบุญยอห์น

    เยาวชนที่รัก พวกเธออายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับยอห์น พวกเธอต่างก็มีความปรารถนาที่จะอยู่เคียงข้างพระคริสตเจ้า  ในวันนี้ เธอนั่นแหละที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงขอร้องอย่างเปิดเผยให้เธอรับพระแม่ ‘เข้ามาอยู่ในบ้านของเธอ’ ให้เธอต้อนรับพระแม่ ‘เป็นเยี่ยงคนสำคัญคนหนึ่งของเธอ’ เพื่อจะได้เรียนรู้จากพระแม่ผู้ซึ่ง “เก็บเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระทัยและยังทรงคำนึงถึงอยู่” (ลก. 2, 19) จงมีจิตใจพร้อมที่จะรับฟัง มีความสุภาพและเปิดใจกว้างที่จะเลือกพระแม่ในฐานะที่พระแม่เป็นผู้ร่วมงานคนแรกในการไถ่กู้ของพระเป็นเจ้า พระแม่จะทรงทำหน้าที่เป็นแม่ เป็นผู้อบรมเธอ จะทรงปั้นแต่งเธอจนกระทั่งถ่ายทอดองค์พระคริสตเจ้าเข้าไปในสายเลือกเธอย่างสมบูรณ์” (เทียบ Rosarium Viginis Mariaae, n. 15)
  1. ด้วยเหตุนี้พ่อจึงขอกล่าวซ้ำอีกครั้งว่าทำไมพ่อจึงเลือกคำขวัญแห่งการรับใช้ในสมณเพศของพ่อว่า ‘Totus tuus’ (ขอมอบทุกสิ่งในตัวข้าพเจ้าไว้กับพระแม่) ตลอดชีวิตของพ่อ พ่อได้มีประสบการณ์สัมผัสการประทับอยู่ของพระแม่อย่างเด่นชัดและทุกครั้งเป็นไปด้วยความรัก พระแม่มารีย์คอยประทับเคียงข้างพ่อทุกวันในการปฏิบัติภารกิจในฐานะที่พ่อเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของท่านนักบุญเปโตร

    พระแม่มารีย์คือพระแม่แห่งหรรษทานของพระเป็นเจ้า เหตุว่าพระนางเป็นพระมารดาแห่งเจ้าของพระหรรษทาน ขอให้เธอจงมอบตนไว้ในพระหัตถ์ของพระแม่ด้วยความไว้วางใจเต็มที่ เธอจะรุ่งโรจน์ด้วยความงามของพระคริสตเจ้า จงเปิดดวงใจรับพระจิตเจ้า แล้วเธอจะกลายเป็นสานุศิษย์ผู้กล้าหาญ สามารถที่จะเผยแผ่กิจการเมตตาธรรมและแสงสว่างแห่งความจริงไปรอบตัวเธอ ในโรงเรียนของพระแม่มารีย์ เธอจะพบพันธกิจพิเศษที่พระคริสตเจ้าคาดหวังจากเธอ เธอจะเรียนรู้ว่าจะต้องยึดพระคริสตเจ้าเป็นสิ่งแรกในชีวิตอย่างไร จะต้องนำความคิดและการกระทำเพื่อพระองค์เช่นไร

    เยาวชนที่รัก พวกเธอทราบดีว่า การเป็นคริสตชนใช่ว่าจะเป็นเพียงแค่ความคิดหรือเพียงวาจาที่เลื่อนลอยแต่ต้องเป็นคริสตชนที่มีชีวิตพระคริสตเจ้า! เป็นคริสตชนที่จับต้องได้มีตัวตน เป็นบุคคลที่ทรงชีวิต! จงพบกับพระเยซูเจ้า รักพระองค์ และทำให้พระองค์เป็นที่รักของคนอื่น นี่คือกระแสเรียกของคริสตชน พระแม่มารีย์ถูกมอบให้แก่เธอเพื่อช่วยเหลือเธอให้เข้าไปมีความสัมพันธ์แนบสนิทชิดเชื้อกับพระคริสตเจ้า อาศัยแบบฉบับของพระนาง พระแม่ทรงสอนเธอให้พิศเพ่งไปยังพระองค์ด้วยความรัก เพราะว่าพระองค์ได้ทรงรักเราก่อน อาศัยการทูลวิงวอนพระแม่จะทรงปั้นเธอให้มีดวงใจของอัครสาวก สามารถที่จะรับฟังพระบุตรของพระแม่ ผู้ทรงเปิดเผยให้เห็นพระพักตร์พระบิดาและศักดิ์ศรีแท้จริงของมนุษย์

  1. พ่อได้ประกาศ “ปีแห่งสายประคำ” ในวันที่ 16 ตุลาคม 2002  ซึ่งพ่อได้เชิญชวนบุตรทุกคนของพระศาสนจักรให้ใช้บทภาวนาโบราณของแม่พระที่ง่ายๆ แต่มีความลึกล้ำนี้เป็นการปฏิบัติในการพิศเพ่งพระพักตร์ของพระคริสตเจ้า  การสวดสายประคำหมายถึงการเรียนรู้ที่จะพิศเพ่งพระคริสตเจ้าด้วยสายตาแห่งพระแม่ของพระองค์ เพื่อที่จะรักพระองค์ด้วยดวงใจแห่งพระมารดาของพระองค์    เยาวชนที่รัก วันนี้พ่อขอให้พวกเธอนึกถึงลูกประคำ อาศัยการสวดและรำพึงถึงธรรมล้ำลึก พระแม่มารีย์จะนำพาพวกเธอไปหาพระบุตรของพระนางอย่างปลอดภัย จงอย่าอายที่จะสวดสายประคำตามลำดังในขณะที่เดินไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัย ไปทำงาน หรือขณะที่นั่งในรถโดยสาร ขอให้สร้างนิสัยสวดกันในระหว่างพวกเธอเอง สวดกันเป็นกลุ่ม สวดในกระบวนการคณะต่างๆ ในสมาคม   อย่ารีรอที่จะเสนอให้สวดกันที่บ้านด้วย ทั้งพ่อแม่และพี่น้อง  เพราะนี่จะเป็นการจุดประกายและทำให้สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัวอบอุ่นขึ้น การสวดสายประคำช่วยให้เธอเข้มแข็งในความเชื่อ มั่นคงในเมตตากิจ ร่าเริง และรักษาความหวังให้คงอยู่

    พร้อมกับพระแม่ ข้าบริการของพระคริสตเจ้า เธอจะพบกับความชื่นชมยินดีและคุณประโยชน์ที่สัม-ฤทธิผลแห่งชีวิตที่ซ่อนเร้น พร้อมกับพระแม่ผู้เป็นสาวกของพระผู้เป็นเจ้า เธอจะสามารถติดตามพระเยซูเจ้าไปตามถนนแห่งปาเลสไตน์ กลายเป็นประจักษ์พยานของคำสอนและอัศจรรย์ต่างๆ ของพระองค์  พร้อมกับพระมารดามหาทุกข์เธอจะเป็นผู้ติดตามพระคริสตเจ้าในมหาทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์  พร้อมกับพระแม่ผู้เป็นพรหมจารีแห่งความหวัง เธอจะต้อนรับการประกาศชัยชนะแห่งปัสการและพระหรรษทานล้ำค่าแห่งพระจิตเจ้า
  1. เยาวชนที่รัก มีแต่พระเยซูคริสตเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบดีว่าในใจเธอมีอะไรและความปรารถนาสูงสุดของพวกเธอคืออะไร มีแต่พระองค์เท่านั้นที่ทรงรักพวกเธอจนถึงที่สุด (เทียบ ยน. 13, 1) มีแต่พระองค์เท่านั้นที่จะทำให้ความมุ่งมั่นฝันใฝ่ของเธอสำเร็จลุล่วงไปได้ คำพูดของพระองค์คือพระวาจาทรงชีวิตนิรันดร เป็นพระวาจาที่ให้ความหมายสำหรับชีวิต นอกเหนือไปจากพระองค์แล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถประทานความสุขจริงแก่เธอได้  ในการเจริญรอยตามเยี่ยงอย่างของพระแม่มารีย์ เธอควรที่จะรู้จักให้คำตอบ “ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย” ชนิดไม่มีเงื่อนไขของเธอต่อพระองค์ การเห็นแก่ตัวและความเกียจคร้านไม่ควรที่จะหลงเหลืออยู่ในดวงใจของเธอ   บัดนี้ยิ่งกว่าสมัยใด จำเป็นที่พวกเธอจะต้องเป็น “คนยามที่รอคอยแสงแห่งอรุณรุ่ง” เป็นคนยามที่คอยประกาศแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ ประกาศฤดูใบไม้ผลิแห่งพระวรสารที่มองเห็นการผลิบานแล้ว จำเป็นอย่างเร่งด่วนที่มนุษยชาติต้องการการเป็นประจักษ์พยานด้วยน้ำใจอิสระของเยาวชนที่กล้าหาญและกล้าทวนกระแสด้วยการประกาศอย่างเข้มแข็งและกระตือรือร้นถึงความเชื่อของตนที่มีต่อพระเป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นเจ้านายและพระผู้ช่วยให้รอด

    เธอเองก็ตระหนักดีเหมือนกันว่า พันธกิจนี้ไม่ใช่ของง่าย มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดหากใครจะถือเอาความสามารถของตนเป็นหลักอย่างเดียว ทว่า “สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ พระเจ้าทรงกระทำได้” (ลก. 18, 27: 1, 37) สานุศิษย์แท้จริงของพระคริสตเจ้าต่างตระหนักกันดีถึงความอ่อนแอของตน  ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต่างพากันมอบความวางใจของพวกเขาไว้ในพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า พวกเขายอมรับมันด้วยดวงใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ต่างเชื่อมั่นว่า ปราศจากพระองค์แล้วพวกเขาไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย (เทียบ ยน. 15, 5) สิ่งที่เป็นคุณสมบัติพิเศษของพวกเขาซึ่งทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนอื่นไม่ใช่ความสามารถหรือพรสวรรค์ตามธรรมชาติของพวกเขา แต่มันเป็นความมุ่งมั่นเด็ดขาดของพวกเขาที่จะดำเนินชีวิตในฐานะผู้ติดตามพระเยซูคริสตเจ้า  ขอให้พวกเธอจงเอาอย่างพวกเขาดังที่พวกเขาเอาอย่างพระคริสตเจ้า!  “ขอให้ตาแห่งใจของท่านสว่างขึ้น  เพื่อจะรู้ว่าพระองค์ทรงเรียกท่านให้มีความหวังประการใด และความรุ่งเริงที่บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์จะได้รับเป็นมรดกนั้นบริบูรณ์เพียงไร อีกทั้งรู้ด้วยว่า พระอานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์ต่อเราผู้มีความเชื่อนั้นล้ำเลิศเพียงใด” (อฟ. 1, 18-19)
  1. เยาวชนที่รัก เธอก็ทราบดีว่าวันเยาวชนโลกครั้งต่อไปจะมีขึ้นในประเทศเยอรมันในปี ค.ศ. 2005  ในเมืองและสังฆมณฑลโคโลญ หนทางยังอยู่ไกล แต่สองปีที่ข้างหน้านั้นสามารถช่วยเราให้ใช้เวลาในการเตรียมตัวได้เป็นอย่างดี เพื่อช่วยให้เกิดการเตรียมตัวที่ดี พ่อจึงได้เลือกหัวข้อต่อไปนี้ให้พวกเธอไว้ไตร่ตรองอย่างต่อเนื่อง

    2004: วันเยาวชนโลกครั้งที่ 19 “พวกเราอยากพบพระเยซูเจ้า” (ยน. 12, 21)
    2005: วันเยาวชนโลกครั้งที่ 20 “พวกเราพร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์” (มธ. 2,2)

    เมื่อพวกเธอชุมนุมกันในระดับพระศาสนจักรท้องถิ่น จงมุ่งมั่นในการเจริญชีวิตในประสบการณ์การสวดภาวนา ในการรู้จักฟังด้วยความตั้งใจ ยินดีแบ่งปันกันในโอกาสต่างๆ ที่จัดให้มีขึ้นเพื่อ “การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง” ในการแสดงความเชื่อที่ศรัทธาและทรงชีวิตเธอควรเอาเยี่ยงอย่างพญาสามองค์ที่เป็นผู้แสวงบุญที่ได้รับแรงกระตุ้นจากความปรารถนาที่จะได้พบกับพระผู้ช่วยให้รอดเพื่อที่จะนมัสการพระองค์ จงประกาศด้วยความกล้าหาญว่า พระคริสตเจ้าผู้ทรงสิ้นพระชนม์และฟื้นพระชนมชีพได้ทำลายล้างความชั่วและทรงชนะความตาย

    ในยุคที่ความรุนแรง ความเกลียดชัง และสงครามคุกคาม เธอต้องเป็นประจักษ์พยานว่าพระองค์แต่ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถประทานสันติแท้จริงแก่ดวงใจของแต่ละคน แต่ละครอบครัวและมวลมนุษย์ในโลกได้ จงตั้งใจมุ่งมั่นที่จะแสวงหาส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม และภราดรภาพ จงอย่าได้ลืมพระวาจาของพระวรสารที่ว่า “ผู้สร้างสันติย่อมเป็นสุขเพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรพระเจ้า” (มธ. 5, 9)

    พ่อขอมอบพวกเธอไว้แด่พระนางพรหมจารีมารีอาของพระคริสตเจ้าและของพระศาสนจักร พ่อขอประทานพรพิเศษแก่พวกเธอ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความไว้ใจในพวกเธอและเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรักของพ่อที่มีต่อพวกเธอทุกคน

จากนครวาติกัน 8 มีนาคม 2003

Joannes Paulus II

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2002 ที่โทรอนโต (แคนาดา)

“ท่านเป็นเกลือดองแผ่นดิน ท่านเป็นแสงสว่างส่องโลก” (มธ. 5:13-14)

เยาวชนที่รัก

  1. พ่อยังจดจำได้ดีถึงช่วงเวลาพิเศษที่เราได้แบ่งปันร่วมกันที่กรุงโรม ในระหว่างการฉลองปีปีติมหาการุญ ค.ศ. 2000  พวกเธอได้เดินทางมาจาริกแสวงบุญที่หลุมฝังศพของนักบุญเปโตรและเปาโล เธอได้ร่วมในขบวนแถวอันยาวเหยียดด้วยความเงียบสงบ ผ่านประตูศักดิ์สิทธิ์ และเตรียมตัวรับศีลอภัยบาป จนกระทั่งช่วงคืนตื่นเฝ้าและมิสซาเช้าที่ตอร์แวร์กาตานั้น เป็นช่วงเวลาแห่งการดำเนินชีวิตฝ่ายจิตที่เข้มข้นและมีประสบการณ์ในพระศานจักรที่ลึกซึ้ง ด้วยความเชื่อเข้มแข็งที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่นี้ เธอได้กลับไปบ้านพร้อมกับพันธกิจที่พ่อได้มอบหมายให้ คือการเป็นพยานแห่งพระวรสารที่กล้าหาญ ในรุ่งอรุณแห่งสหัสวรรษใหม่นี้

    เหตุการณ์วันเยาวชนโลกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตของเธอ ดังนั้น พ่อขอเชิญเธอเริ่มเตรียมตัวสู่เหตุการณ์ยิ่งใหญ่ระดับโลก ครั้งที่ 17 ซึ่งการเฉลิมฉลองระดับโลกจะจัดขึ้นที่โตรอนโต ประเทศแคนาดา  ในฤดูร้อนปีหน้า เป็นโอกาสให้เธอได้พบพระคริสตเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นพยานถึงการประทับอยู่ของพระองค์ในสังคมปัจจุบัน และเป็นผู้สร้าง “อารยธรรมแห่งความรักและความจริง”
  1. “ท่านเป็นเกลือดองแผ่นดิน… ท่านเป็นแสงสว่างส่องโลก” (มธ. 5:13-14)

    นี่คือหัวข้อที่พ่อได้เลือกไว้สำหรับวันเยาวชนโลกครั้งต่อไป ภาพของเกลือและแสงสว่างที่พระเยซู  คริสตเจ้าทรงใช้นี้มีความหมายและเสริมให้สมบูรณ์ซึ่งกันและกัน ในสมัยโบราณเกลือและแสงสว่างถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตมนุษย์

    “ท่านเป็นเกลือดองแผ่นดิน” หน้าที่สำคัญของเกลือเป็นเครื่องปรุงให้รสชาติแก่อาหาร ภาพเปรียบเทียบนี้เตือนเราว่าโดยทางศีลล้างบาปนั้นตัวเราได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง เพราะได้รับการ “ปรุง” ด้วยชีวิตใหม่ที่มาจากพระคริสตเจ้า (เทียบ รม. 6,4) เกลือคือพระหรรษทานแห่งศีลล้างบาป ซึ่งรักษาความเป็นคริสตชนให้มีรสชาติไว้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ฝักใฝ่ทางโลกอย่างมาก พระหรรษทานนี้ทำให้เรามีชีวิตในพระคริสตเจ้าและสามารถตอบรับการเรียกของพระองค์ เพื่อ “ถวายร่างกายของท่านเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (เทียบ รม. 12,1) นักบุญเปาโลได้เขียนจดหมายถึงชาวโรม กระตุ้นให้พวกเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าวิธีการดำเนินชีวิตและวิธีการคิดของพวกเขานั้นแตกต่างจากผู้คนในสมัยนั้น “อย่าคล้อยตามความประพฤติของโลกนี้ แต่จงวินิจฉัยว่าสิ่งใดเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งใดดี และสิ่งใดเป็นที่พอพระทัยอย่างสมบูรณ์” (รม. 12,2)

    นานมาแล้วที่เกลือเป็นสิ่งที่ใช้ถนอมอาหาร ในฐานะที่เธอเป็นเกลือดองแผ่นดิน เธอได้รับเรียกให้รักษาความเชื่อที่เธอได้รับมาเพื่อส่งต่อให้คนอื่นในสภาพที่สมบูรณ์ คนรุ่นเดียวกับเธอได้รับการท้าทายอย่างจริงจังให้ดำรงรักษามรดกแห่งความเชื่อที่สมบูรณ์ไว้ (เทียบ 2 ธส. 2,15; 1ทธ. 1,14)

    จงค้นหารากแห่งการเป็นคริสตชนของเธอ เรียนรู้ประวัติศาสตร์พระศาสนจักร ทำให้ความรู้ของเธอเรื่องมรดกฝ่ายจิตที่เธอได้รับถ่ายทอดมานั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น จงตามรอยบรรดาประจักษ์พยานชีวิตและครูอาจารย์ที่ได้ล่วงหน้าเธอไปก่อนแล้ว โดยอาศัยความซื่อสัตย์ต่อพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าและพันธสัญญาที่พระคริสต์ได้ประทับตราด้วยพระโลหิตของ      พระองค์บนกางเขนเท่านั้น ที่จะทำให้เธอเป็นสานุศิษย์และเป็นพยานแห่ง สหัสวรรษใหม่ได้

    มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาเยาวชนคนหนุ่มสาว ที่จะแสวงหาสิ่งสูงสุด ความหมายและความบริบูรณ์ของชีวิต  เยาวชนที่รัก จงอย่าพอใจอยู่แค่สิ่งไร้ค่าที่ด้อยกว่าอุดมการณ์อันสูงส่งนี้! อย่าปล่อยตัวของเธอให้จมอยู่ในความสิ้นหวังที่มาจากคนที่สิ้นหวังในชีวิตแล้ว พวกเขากลายเป็นคนที่ไม่ได้ยินความปรารถนาอันลึกซึ้งและแท้จริงที่สุดของหัวใจ เธอทำถูกแล้วที่ไม่หลงระเริงไปกับความสนุกสนานที่ว่างเปล่า ไม่ตามแฟชั่นชั่วครู่ชั่วยาม และเป้าหมายที่ไร้คุณค่า ถ้าเธอรักษาความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไว้ได้ เธอจะรู้จักหลีกเลี่ยงความไร้สาระและการเลียนแบบซึ่งแพร่หลายมากในสังคมของเรา
  1. “ท่านเป็นแสงสว่างส่องโลก” สำหรับคนจำนวนมากที่ฟังพระเยซูคริสตเจ้าตั้งแต่แรกและสำหรับพวกเรา สัญลักษณ์แห่งความสว่างทำให้ความปรารถนาในความจริงและความกระหายที่จะบรรลุถึงความสมบูรณ์ในความรู้ที่ได้ถูกจารึกไว้ในส่วนลึกที่สุดของมนุษย์ปรากฎ

    เมื่อความสว่างลดน้อยหรือดับสิ้นลง เราก็ไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็นจริงได้อีกต่อไป ในคืนที่มืดมิดเราอาจจะรู้สึกกลัวและไม่ปลอดภัยเราจึงรอคอยแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณอย่างใจจดใจจ่อ เยาวชนที่รัก เป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องเป็นเสมือนคนยามคอยแสงอรุณ (เทียบ อสย. 21, 11-12) ที่ประกาศการมาถึงของดวงอาทิตย์ซึ่งคือพระคริสตเจ้าผู้เสด็จกลับคืนพระชนมชีพ

    แสงสว่างที่พระเยซูคริสตเจ้าตรัสถึงในพระวรสารคือแสงสว่างแห่งความเชื่อ เป็นพระพรที่ได้รับมาเปล่าๆ           จากพระเจ้า ซึ่งจุดประกายในหัวใจและส่องสว่างสติปัญญา “พระเจ้าผู้ตรัสว่า ให้แสงสว่างส่องออกมาจากความมืด ก็เป็นผู้ทรงฉายแสงเข้าสู่ในจิตใจของเรา เพื่อส่องสวางให้เรามีความรู้ถึงสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า พระสิริรุ่งโรจน์นี้ปรากฏอยู่บนพระพักตร์ของพระคริสตเจ้า” (2 คร. 4,6) ด้วยเหตุนี้ พระวาจาของพระเยซูคริสตเจ้าที่ทรงอธิบายเอกลักษณ์และพันธกิจของพระองค์จึงมีความสำคัญมาก “เราเป็นแสงสว่างส่องโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีแสงสว่างส่องชีวิต” (ยน. 8,12)

    การพบพระคริสตเจ้าเป็นการส่วนตัวเป็นสิ่งซึ่งส่องแสงสว่างแห่งชีวิต ช่วยทำให้เราดำเนินอยู่บนหนทางที่ถูกต้องและทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยานของพระองค์ วิธีการมองโลกและบุคคลแบบใหม่ซึ่งมาจากพระองค์ทำให้เราเข้าถึงรหัสธรรมแห่งความเชื่อลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งมิได้เป็นเพียงกฎเกณฑ์ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับและยืนยันด้วยสติปัญญาเท่านั้น แต่ต้องเป็นประสบการณ์จากแบบอย่างชีวิต และการดำเนินชีวิตที่เป็นเกลือและเป็นแสงสว่างแห่งสัจจธรรมทุกประการด้วย (เทียบ ความรุ่งโรจน์แห่งสัจจธรรม ข้อ 88 Veritatis Splendor, 88) 

    ในบริบทสังคมโลกปัจจุบัน ผู้คนร่วมสมัยของเราเป็นจำนวนมากคิดและดำเนินชีวิตราวกับว่าไม่มีพระเป็นเจ้าหรือถูกดึงดูดด้วยรูปแบบศาสนาที่งมงายไร้เหตุผล  เยาวชนที่รัก! เป็นพวกเธอที่จะต้องยืนยันว่าความเชื่อคือการตัดสินใจทุ่มเทชีวิตทั้งหมดของตน ขอให้พระวรสารเป็นเกณฑ์สำคัญที่ชี้นำการเลือกและแนวทางชีวิตของเธอ และดังนี้เธอจะเป็นธรรมทูตด้วยการกระทำและคำพูด ในที่ที่ท่านทำงานและดำเนินชีวิต เธอจะเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระเจ้า เป็นพยานที่น่าเชื่อถือแห่งการประทับอยู่อันเปี่ยมด้วยความรักของพระคริสตเจ้า อย่าลืมว่า “ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอามาวางไว้ใต้ถัง” (มธ. 5,15)

    เช่นเดียวกับเกลือที่ให้รสชาติแก่อาหารและแสงสว่างที่ส่องในความมืด ความศักดิ์สิทธิ์ให้ความหมายของชีวิตที่บริบูรณ์ เป็นแสงสะท้อนพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรช่างมีนักบุญมากมายเหลือเกิน และมีคนรุ่นหนุ่มสาวด้วย ในความรักที่ท่านนักบุญเหล่านี้มีต่อพระเจ้า ท่านได้ทำให้ความดีขั้นวีรกรรมของพวกท่านฉายแสงต่อหน้าโลก กลายเป็นแบบอย่างชีวิตที่พระศาสนจักรเสนอให้ทุกคนได้เลียนแบบ  ให้เรามารำลึกถึงบางท่านเช่น อักแนสแห่งโรม (Agnes of Rome), อันดรูว์แห่งฝูเยิ่น (Andrew of Phú Yên), เปโดร คาลังสอด (Pedro Calungsod), โจเซฟฟิน บาคหิตา (Josephine Bakhita), เทเรซาแห่งลีซีเออซ (Thérèse of Lisieux), ปีแอร์ จีออร์จีโอ ฟราซาติ (Pier Giorgio Frassati), มารโคล ชาล์โล (Marcel Callo), ฟรังเชสโก คาสเตลโล อัลลู (Francisco Castelló Aleu), หรือ คาตาริ คาตาควิธา (Kateri Tekakwitha) ที่บรรดาเยาวชนชาว Iroquois ที่ได้รับการขนานนามว่า “ดอกลิลลี่แห่งโมฮอว์กซ”  เยาวชนที่รัก โดยการเสนอวิงวอนของบรรดาประจักษ์พยานที่มากมายเช่นนี้ พ่อภาวนาวอนขอพระเจ้าพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง โปรดให้เธอเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นนักบุญแห่งสหัสวรรษที่สามด้วย
  1. เยาวชนที่รักยิ่ง ถึงเวลาแล้วที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันเยาวชนโลกครั้งที่ 17 พ่อขอเชิญชวนเธอให้อ่านและศึกษาสมณสาสน์ “เริ่มต้นสหัสวรรษใหม่” (NOVO MILLENNIO INEUNTE) อย่างลึกซึ้ง  ซึ่งพ่อได้เขียนขึ้นเมื่อต้นปี เพื่อช่วยเอื้อหนุนและเป็นเพื่อนร่วมทางบรรดาคริสตชนทุกคนให้ก้าวเดินต่อไปในโฉมหน้าชีวิตใหม่ของพระศาสนจักรและมนุษยชาติ นั่นคือ “ศตวรรษใหม่และสหัสวรรษใหม่นี้กำลังเริ่มขึ้นในแสงสว่างของพระคริสตเจ้า แต่ใช่ว่าทุกคนที่จะได้เห็นแสงสว่างนี้ เรามีพันธะหน้าที่พิเศษสุดที่จะต้อง “สะท้อน” ให้เห็นแสงสว่างนี้” (ข้อ 54)

    ใช่แล้ว นี่คือเวลาแห่งพันธกิจ พระคริสตเจ้ากำลังเรียกเธอในสังฆมณฑล เขตวัด องค์กร สมาคมและชุมชนของเธอ พระศาสนจักรต้อนรับเธอเสมือนบ้านและโรงเรียนแห่งความสนิทสัมพันธ์หนึ่งเดียวและการภาวนา จงศึกษาพระวาจาของพระเจ้าให้ลึกซึ้งและให้พระวาจานั้นส่องสว่างสติปัญญาและดวงใจของเธอ จงตักตวงพลังจากพระหรรษทานของศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดีและศีลมหาสนิท จงพบพระเป็นเจ้าด้วย“ใจต่อใจ” ในการเฝ้าศีลมหาสนิท  ทุก ๆ วันเธอจะได้รับเรี่ยวแรงใหม่ที่ทำให้เธอสามารถช่วยเหลือและปลอบโยนผู้ที่ทุกข์ทรมานและนำสันติสุขไปสู่โลก มีผู้คนบาดเจ็บจากชีวิตมากมาย ซึ่งมีทั้งที่ถูกกีดกันจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีครอบครัวหรือตกงาน ผู้คนจำนวนมากหลงไปในความคิดฝันที่ผิดๆ หรือหมดหวัง โดยอาศัยการพิศเพ่งแสงสว่างซึ่งสะท้อนอยู่บนพระพักตร์พระคริสตเจ้าผู้เสด็จกลับคืนชีพ จงเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิต “เป็นบุตรแห่งความสว่าง บุตรแห่งทิวากาล” (1ธส. 5,5) โดยแสดงให้ทุกคนเห็น “ผลแห่งความสว่างคือ ความดี ความชอบธรรมและความจริงทุกประการ” (อฟ. 5,9)
  1. เพื่อนเยาวชนที่รักทั้งหลาย เรามีนัดกันที่โตรอนโตสำหรับทุกคนที่สามารถไปได้ ณ ใจกลางเมืองที่มีวัฒนธรรมและความเชื่อที่หลากหลาย เราจะประกาศยืนยันว่าพระคริสตเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดหนึ่งเดียวและเป็นสากลของมนุษยชาติโดยมีพระศาสนจักรเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์* เพื่อตอบสนองต่อคำเชื้อเชิญอันจริงจังของพระคริสตเจ้าที่ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้า “ให้เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยน. 17,11) เราจะสวดภาวนาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ของหมู่คริสตชนในความจริงและความรัก 

    จงมาทำให้ถนนใหญ่ๆ ในโตรอนโตก้องไปด้วยการประกาศอันน่าชื่นชมยินดีว่าพระคริสตเจ้าทรงรักทุกคนและทรงนำความดีทุกประการ ความงามและความจริงที่ปรากฏอยู่ในเมืองมนุษย์สมบูรณ์ขึ้น จงมาบอกกล่าวแก่โลกถึงความสุขที่เธอได้พบพระคริสตเจ้า รวมทั้งความปรารถนาของเธอที่จะรู้จักพระคริสตเจ้าให้ดีขึ้น และภาระหน้าที่ในการประกาศพระวรสารแห่งความรอดจนสุดปลายแผ่นดินโลก

    * ที่พระศาสนจักรเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ เพราะ 1)พระเยซูเจ้าทรงเป็นตั้งขึ้น 2)มีเครื่องหมายภายนอกที่เป็นประจักษ์พยานของพระคริสตเจ้า และ 3)เป็นเครื่องมือนำพระหรรษทานมาสู่มนุษยชาติ

    บรรดาเยาวชนชาวแคนาดาร่วมกับพระสังฆราชและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ต่างเตรียมตัวที่จะต้อนรับเธออย่างอบอุ่นและด้วยน้ำใจกว้างขวาง พ่อจึงขอขอบคุณทุกคนจากหัวใจ ขอให้วันเยาวชนโลกครั้งแรกของสหัสวรรษใหม่นี้ได้นำสารแห่งความเชื่อ ความหวัง และความรักไปสู่ทุกคน

    ขอให้พรของพ่อติดตามเธอไป และพ่อขอมอบเธอแต่ละคน รวมทั้งกระแสเรียกและพันธกิจของเธอไว้กับพระนางมารี พระมารดาของพระศาสนจักร

ณ Castel Gandolfo, 25 กรกฎาคม 2001

พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2001 ครั้งที่ 16

“ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา” (ลก 9:23)

เยาวชนที่รัก

  1. นับเป็นความชื่นชมยินดี และด้วยความรักยิ่งที่พ่อได้มาพบพวกเธอตามนัดประจำปีในครั้งนี้ ในขณะที่พ่อเขียนสาสน์นี้ นัยน์ตาและหัวใจของพ่อยังจำได้ถึงภาพ “ประตู” ณ ตอร์ เวอร์กาต้า (Tor Vergata) กรุงโรม เมื่อค่ำวันที่ 19 สิงหาคม ปีที่แล้ว ณ เวลาเริ่มต้นของคืนตื่นเฝ้า วันเยาวชนโลก ครั้งที่ 15 พ่อได้จับมือเยาวชนห้าคนจากห้าทวีป และได้ข้ามผ่านธรณีประตู    ภายใต้สายพระเนตรของพระคริสต์ผู้ถูกตรึงกางเขตและเสด็จกลับคืนชีพ เป็นสัญลักษณ์ว่าพ่อได้ผ่านเข้าสู่สหัสวรรษที่สามพร้อมกับพวกเธอทุกคน

    เวลานี้ พ่อปรารถนาขอบพระคุณพระเป็นเจ้าด้วยสุดดวงใจ สำหรับพระพรแห่งความเป็นหนุ่มสาวที่ดำรงอยู่ในพระ    ศาสนจักรและในโลกโดยอาศัยพวกเธอ (เทียบ บทเทศน์ที่ ตอร์ เวอร์กาต้า วันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2000)

    นอกจากนี้ พ่อปรารถนาขอบพระคุณพระองค์อย่างยิ่ง ที่ได้โปรดให้พ่อได้ร่วมเดินทางกับเยาวชนจากทั่วโลกตลอดสองทศวรรษของศตวรรษซึ่งเพิ่งจบสิ้นไปนี้ ทำให้พ่อได้แสดงให้พวกเขาเห็นหนทางที่นำไปสู่พระคริสต์ “ผู้ทรงเหมือนเดิม วานนี้ วันนี้ และตลอดไป” (ฮบ 13:8) ในขณะเดียวกัน พ่อขอโมทนาคุณพระเป็นเจ้า เพราะเยาวชนได้ร่วมเป็นเพื่อนและค้ำจุนพระสันตะปาปา ตลอดการเดินทางจาริกแพร่ธรรมในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

    วันเยาวชนโลก ครั้งที่ 15 นั้น จะแสดงถึงอะไรไปไม่ได้ นอกจากเป็นช่วงเวลาเข้มข้นในการพิศเพ่งรำพึงรหัสธรรมที่พระวจนาตถ์ทรงรับเอากายมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อความรอดของเขา วันเยาวชนโลกนับเป็นโอกาสพิเศษมิใช่หรือที่จะเฉลิมฉลองและประกาศความเชื่อของพระศาสนจักร และเตรียมแผนสำหรับฟื้นฟูหน้าที่ของคริสตชน รวมทั้งมุ่งสายตาของเราไปสู่โลกที่รอคอยการประกาศพระวาจาซึ่งช่วยให้รอด ผลสืบเนื่องแท้จริงจากการฉลองปีปีติมหาการุญของเยาวชน ไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นสถิติได้ แต่สามารถแสดงออกมาเป็นผลงานแห่งความรัก ความยุติธรรม ในความซื่อสัตย์ประจำวัน ซึ่งมีค่ามากแม้ว่าจะมองไม่เห็นด้วยตาก็ตาม เยาวชนที่รัก พ่อไว้วางใจในพวกเธอและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพบปะที่ไม่สามารถลืมเลือนได้ครั้งนี้ ซึ่งเป็นงานที่เสนอการเป็นประจักษ์พยานแห่งพระวรสารที่น่าเชื่อถือได้แก่โลกปัจจุบัน
  1. พวกเธอได้รับประสบการณ์มากมาย และได้เดินทางกลับบ้าน ทำหน้าที่ของตนตามปกติ บัดนี้พวกเธอพร้อมที่จะเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลก ครั้งที่ 16 ร่วมกับนายชุมพาในสังฆมณฑลของพวกเธอ 

    ในโอกาสนี้ พ่อใคร่เชิญชวนพวกเธอให้พิจารณาไตร่ตรองถึงเงื่อนไขที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งขึ้นสำหรับผู้ที่ตัดสินใจจะเป็นศิษย์ของพระองค์ “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา” (ลก 9:23)  พระเยซูเจ้ามิได้เป็นพระเมสซิยาห์แห่งชัยชนะหรืออำนาจ และจริงๆ แล้ว พระองค์ก็มิได้ปลดปล่อยอิสราเอลจากการยึดครองของโรมัน และไม่เคยให้อิสราแอลมีความรุ่งโรจน์ทางการเมือง  ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเป็นผู้รับใช้ที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จึงได้ทรงกระทำพันธกิจของพระองค์ในความสมานฉันท์ ในการรับใช้ และในความตายอันน่าดูถูก พระองค์เป็นพระ เมสซิยาห์ที่ไม่เข้าอยู่ในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น และเสด็จมาโดยปราศจากการโห่ร้องต้อนรับ พระองค์เป็นบุคคลที่ไม่สามารถ      “เข้าใจได้” ด้วยเหตุผลของความสำเร็จและอำนาจ ซึ่งโลกมักจะใช้เป็นเกณฑ์พิสูจน์แผนงานและกิจการงานต่างๆ

    พระเยซูเจ้าเสด็จมาเพื่อกระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา และพระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อพระบิดาจนถึงที่สุด และด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้ทรงทำให้พันธกิจการช่วยให้รอดของพระองค์สำเร็จไป สำหรับผู้ที่เชื่อและรักพระองค์ ไม่เฉพาะด้วยวาจา    เท่านั้นแต่ด้วยการกระทำ หากความรักเป็นเงื่อนไขในการติดตามพระองค์ การพลีกรรมเสียสละก็ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์      ความรักนั้น (เทียบ พระสมณสาสน์ ความหมายของความทุกข์ทรมานจากแง่ของคริสตชน, 17-18)
  1. “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน และติดตามเรา” (ลก 9:23)  พระวาจานี้แสดงถึงลักษณะการเลือกที่เด็ดขาด ซึ่งไม่มีการลังเลใจหรือหันหลังกลับ นับเป็นข้อเรียกร้องที่ทำให้พวกอัครสาวกเองรู้สึกตระหนก และตลอดเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา ก็เป็นอุปสรรคขัดขวางชายหญิงจำนวนมากมิให้ติดตามพระคริสต์  อย่างไรก็ตาม  ความเด็ดขาดนี้เองที่ได้ก่อให้เกิดตัวอย่างอันน่ายกย่องแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และการเป็นมรณสักขี ซึ่งทำให้หนทางของพระศาสนจักรมั่นคงเข้มแข็งขึ้น  ในปัจจุบัน พระวาจานี้ก็ยังคงเป็นที่สะดุดและเป็นเรื่องโง่เขลา (เทียบ 1คร 1:22-25)  อย่างไรก็ตาม เราจะต้องไตร่ตรองพระวาจานี้ เพราะหนทางที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับพระบุตรของพระองค์นั้นก็คือ หนทางที่สานุศิษย์ซึ่งตัดสินใจติดตามพระองค์ต้องดำเนินไป ไม่มีหนทาง 2 สาย แต่มีหนทางเดียวคือ หนทางที่พระอาจารย์ทรงดำเนินผ่านมา สานุศิษย์ไม่ได้รับอนุญาตให้คิดค้นเส้นทางอื่น

    พระเยซูเจ้าทรงเดินนำหน้าผู้ที่ติดตามพระองค์ และทรงขอร้องให้แต่ละคนทำในสิ่งที่พระองค์เองได้ทรงกระทำ  พระองค์ตรัสว่า : เราไม่ได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อรับใช้ ผู้ที่ปรารถนาอยู่กับเราจะต้องเป็นผู้รับใช้ทุกคน เรามาหาท่านอย่างคนที่ไม่มีอะไรเลย ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอร้องท่านให้ละทิ้งความร่ำรวยทุกชนิดที่ขัดขวางท่านมิให้เข้าสู่พระอาณาจักรสวรรค์    เรายอมรับข้อขัดแย้ง และถูกปฏิเสธจากประชาชนส่วนใหญ่ของเรา  ดังนั้น  เราจึงขอให้ท่านรับข้อขัดแย้งและการถูกต่อต้านไม่ว่าจากที่ไหน

    กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พระเยซูเจ้าทรงขอให้เลือกที่จะเดินทางเดียวกับพระองค์ เราต้องเลือกหนทางนี้จากหัวใจของเรา เพราะเหตุว่าสถานการณ์ภายนอกนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับเรา สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ ความตั้งใจที่จะเป็นเหมือนพระองค์เท่าที่สามารถ  คือเชื่อฟังพระบิดา และพร้อมที่จะยอมรับแผนการของพระองค์สำหรับเราแต่ละคนจนถึงที่สุด
  1. “จงเลิกนึกถึงตนเอง” การเลิกนึกถึงตนเองหมายถึง การปฏิเสธแผนการของตนเอง ซึ่งมักจะมีข้อจำกัดและเล็กน้อย เพื่อที่จะยอมรับแผนการของพระเจ้า สิ่งนี้เป็นหนทางแห่งการกลับใจ ซึ่งจำเป็นต่อชีวิตคริสตชน และทำให้นักบุญเปาโลกล่าวออกมาได้ว่า “มิใช่ข้าพเจ้าที่มีชีวิต แต่เป็นพระคริสต์ที่ทรงชีวิตในข้าพเจ้า” (กท 2:20)

    พระเยซูเจ้ามิได้ขอให้ปฏิเสธที่จะมีชีวิต แต่ให้ยอมรับชีวิตใหม่ที่เต็มเปี่ยม ซึ่งพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงให้ได้ และยึดตัวเองเป็นหลักในการวัดทุกสิ่ง ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เลือกติดตามพระคริสต์จะปฏิเสธการถูกห่อหุ้มอยู่ในตนเอง และจะไม่วัดสิ่งต่างๆ ตามผลประโยชน์ของตน เขาจะมองชีวิตว่าเป็นพระพรและการให้เปล่า  ไม่ใช่เป็นการเอาชนะและการครอบครอง  ชีวิตที่แท้จริงนั้นแสดงออกโดยการให้ตนเอง ซึ่งเป็นผลจากพระหรรษทานของพระคริสต์ เป็นชีวิตที่อิสระและเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ (เทียบ Gaudium et spes, 24)

    หากการติดตามพระผู้เป็นเจ้ากลายเป็นคุณค่าสูงสุดแล้วไซร้  คุณค่าอื่นๆ ก็จะอยู่ในตำแหน่งและมีความสำคัญที่ถูกต้อง   ผู้ใดที่หวังพึ่งแต่ทรัพย์สมบัติในโลกนี้จะจบสิ้นด้วยการสูญเสีย แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนประสบความสำเร็จ แต่ความตายจะมาถึงบุคคลนั้นท่ามกลางความสมบูรณ์พูนสุข เพราะเราได้ดำเนินชีวิตอย่างสูญเปล่า (เทียบ ลก 12:13-21)  ดังนั้น ทางเลือกจึงอยู่ระหว่างการ เป็น และการ มี ระหว่างชีวิตที่เต็มเปี่ยมและชีวิตที่ว่างเปล่า ระหว่างความจริงและการหลอกลวง
  1. “จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน และติดตามเรา” เมื่อกางเขนถูกลดค่าลงเหลือเป็นแค่เครื่องประทับ การแบกกางเขนก็อาจจะกลายเป็นแค่วิธีพูดเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม ในคำสั่งสอนของพระเยซู พระวาจาประโยคนี้มิได้เน้นเรื่องการพลีกรรมหรือการปฏิเสธเป็นอันดับแรก ทั้งมิได้หมายถึงความจำเป็นที่จะทนรับอุปสรรคปัญหาทั้งน้อยใหญ่ในชีวิตอย่างพากเพียรอดทนเป็นอันดับแรก   ยิ่งกว่านั้น พระวาจานี้มิได้ยกย่อความเจ็บปวดว่าเป็นหนทางที่พอพระทัยพระเจ้า  คริสตชนมิได้แสวงหาความทุกข์ทรมานเพื่อจะทุกข์ทรมาน แต่แสวงหาความรัก การยอมรับแบกกางเขนเป็นเครื่องหมายของความรักและการเสียสละตนเองอย่างสิ้นเชิง การแบกกางเขนติดตามพระคริสต์หมายถึงการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และด้วยเหตุนี้ จึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

    เราไม่อาจพูดถึงกางเขนได้ โดยปราศจากการใคร่ครวญถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรา เพราะเหตุว่าพระองค์ปรารถนาที่จะประทานแต่สิ่งที่ดีๆ ให้เรา  ในคำเชื้อเชิญของพระองค์ให้ “ติดตามเรา” นั้น พระองค์ได้ย้ำแก่สานุศิษย์ไม่เฉพาะแต่เพียงให้ยึดพระองค์เป็นแบบอย่างเท่านั้น แต่ให้แบ่งปันชีวิตและการตัดสินใจเลือกของพระองค์  และให้ใช้ชีวิตของเราพร้อมกับพระองค์ด้วยความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ พระคริสต์ทรงเปิด “หนทางแห่งชีวิต” ไว้เบื้องหน้าเรา ซึ่งน่าเสียดายที่หนทางนี้มักจะถูกคุกคามด้วย “หนทางแห่งความตาย” อยู่เสมอๆ บาปเป็นหนทางที่แยกมนุษย์ออกจากพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ โดยก่อให้เกิดความแตกแยกและทำลายสังคมจากภายใน

    หนทางแห่งชีวิตซึ่งฟื้นฟูและสานต่อทัศนคติของพระเยซูเจ้านั้น เป็นหนทางแห่งความเชื่อและการกลับใจ และเป็นหนทางกางเขนที่แท้จริง ซึ่งนำเราให้ไว้วางใจพระองค์ และในแผนการแห่งความรอดของพระองค์ และให้เราเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อแสดงความรักของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ทุกคน เป็นหนทางแห่งความรอดในท่ามกลางสังคมที่มักแตกแยก สับสน    วุ่นวายและขัดแย้ง  หนทางชีวิตสายนี้เป็นหนทางแห่งความสุขที่จะติดตามพระคริสต์จนถึงที่สุด แม้ในสภาพแวดล้อมชีวิตประจำวันที่หลายครั้งน่าเศร้า  หนทางชีวิตนี้ไม่กลัวความล้มเหลว  ปัญหาความยุ่งยาก การถูกกีดกัน และความโดดเดี่ยว เพราะเป็นหนทางที่ทำใหัหัวใจของมนุษย์เต็มเปี่ยมไปด้วยการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้า เป็นหนทางแห่งสันติ การควบคุมตนเอง และหัวใจที่ชื่นชมยินดี
  1. เยาวชนที่รัก อย่าแปลกใจเลย ถ้าในการเริ่มต้นสหัสวรรษใหม่นี้ พระสันตะปาปาจะชี้ให้พวกเธอเห็นอีกครั้งว่า กางเขนเป็นหนทางแห่งชีวิตและความสุขที่แท้จริง พระศาสนจักรเชื่อและยืนยันตลอดมาว่า มีแต่กางเขนของพระคริสต์เท่านั้นที่นำความรอดมาให้

    วัฒนธรรมแบบชั่วครู่ยามที่แผ่กว้าง โดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่น่าพอใจและสวยงามนั้น  อยากที่จะให้เราเชื่อว่า      จำเป็นต้องขจัดกางเขนออกไปหากเราอยากมีความสุข อุดมคติที่เสนอให้คือความสำเร็จที่ได้มาโดยง่าย อาชีพที่สำเร็จรวดเร็ว การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกแยกออกจากความรู้สึกรับผิดชอบ และสุดท้ายก็คือการดำเนินชีวิตที่มีศูนย์กลางอยู่ที่การยึดมั่นในตนเอง ซึ่งบ่อยครั้งปราศจากการเคารพผู้อื่น

    จงเปิดตาของพวกเธอและสังเกตให้ดี เยาวชนที่รัก สิ่งนี้มิใช่หนทางที่นำไปสู่ชีวิตที่แท้จริงแต่เป็นหนทางที่ดิ่งลงสู่ความตาย พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดใคร่รักษาชีวิต ผู้นั้นจะต้องสูญเสียชีวิต แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตเพราะเรา ผู้นั้นจะรักษาชีวิตได้”      พระเยซูเจ้าไม่ปล่อยเราให้อยู่ในภาพลวง “มนุษย์จะได้ประโยชน์อะไรในการที่จะได้ทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องสูญเสียชีวิตและพินาศไป” (ลก 9:24-25) ด้วยความจริงในพระวาจานี้ แม้จะฟังยาก แต่ก็ทำให้หัวใจเปี่ยมด้วยสันติ พระเยซูทรงเผยแสดงถึงความลับว่าจะดำเนินฃีวิตที่แท้จริงได้อย่างไร (เทียบ พระดำรัสถึงเยาวชนที่กรุงโรม 2เมษายน ค.ศ. 1998)

    ดังนั้น อย่ากลัวเลยที่จะเดินไปบนหนทางที่พระเยซูเจ้าได้ทรงดำเนินมาแล้วเป็นบุคคลแรก อาศัยความหนุ่มสาวของพวกเธอ พวกเธอได้ประทับสหัสวรรษที่สามซึ่งเพิ่งเริ่มต้นนี้ ด้วยเครื่องหมายแห่งความหวังและความกระตืนรือร้นซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในวัยของพวกเธอ ถ้าพวกเธอยอมให้พระหรรษทานทำงานในตัวเธอ และทำหน้าที่ประจำวันนของพวกเธออย่างกระตือรือร้นแล้ว พวกเธอก็จะทำให้ศตวรรษใหม่นี้เป็นยุคสมัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน  พระนางมารีทรงดำเนินไปกับพวกเธอเสมอ พระนางเป็นสานุศิษย์คนแรก ที่ได้ซื่อสัตย์อยู่แทบเชิงกางเขน ณ ที่ซึ่งพระคริสต์ได้ทรงมอบพวกเราให้เป็นลูกๆ ของพระนาง ขอพระพรซึ่งพ่อโปรดมายังพวกเธอด้วยความรัก จงดำรงอยู่กับพวกเธอเสมอไป

จากวาติกัน 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2001

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2000 ที่กรุงโรม (อิตาลี)

“พระวจนตถ์ทรงรับเอากาย  และมาประทับอยู่ท่ามกลางเรา” (ยน 1:14)

บรรดาเยาวชนที่รัก

  1. 15 ปีมาแล้ว โอกาสปิดปีศักดิ์สิทธิ์ของการไถ่กู้ พ่อได้มอบกางเขนไม้อันใหญ่ให้แก่พวกเธอ และได้ขอให้พวกเธอแบกไม้กางเขนนี้ไปทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความรักที่พระเยซูเจ้าได้ทรงมีต่อเรามนุษย์ และเพื่อประกาศแก่ทุกคนว่ามีแต่ในองค์พระคริสตเจ้าที่สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพแล้วเท่านั้นที่เราจะพบกับความรอดและการไถ่กู้ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กางเขนที่แบกด้วยมือและด้วยดวงใจที่กว้างขวางของพวกเธอ ก็ได้เดินทางแสวงบุญอันยาวนานข้ามน้ำข้ามทวีปต่าง ๆ อย่างไม่มีขาดช่วง เพื่อสาธิตให้เห็นว่ากางเขนนั้นได้เดินเคียงคู่ไปกับบรรดาเยาวชน และพวกเธอเยาวชนก็ได้เดินเคียงคู่ไปกับไม้กางเขนนั้น

    รอบ ๆ “กางเขนปีศักดิ์สิทธิ์” นี้ วันชุมนุมเยาวชนโลกก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา และได้พัฒนามาเป็น “ช่วงเวลาของการพักผ่อน”   ที่มีความหมาย ควบคู่ไปพร้อมกับการเดินทางของพวกเธอในฐานะที่เป็นเยาวชนคริสตชน เป็นการเชื้อเชิญที่หนักแน่นสม่ำเสมอเพื่อที่จะสร้างชีวิตบนศิลาอันได้แก่องค์พระคริสตเจ้า เราจะพลาดโอกาสที่จะสรรเสริญพระเจ้า สำหรับพระพรนานัปประการที่ก่อเกิดอยู่ในดวงใจของเราแต่ละคนและในพระศาสนจักรทั้งมวลได้อย่างไรกัน? ต้องขอบคุณวันชุมนุมเยาวชนโลก ซึ่งในภาคสุดท้ายของศตวรรษนี้ ได้ก่อให้เกิดการเดินทางของบรรดาเยาวชนผู้เชื่อศรัทธาในพระเจ้าเข้าสู่  สหัสวรรษใหม่

    หลังจากที่ได้เดินทางข้ามทวีปต่าง ๆ เวลานี้กางเขนนั้นก็ได้เดินทางกลับมาสู่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่งพร้อมด้วยคำภาวนาและข้อตั้งใจของบรรดาเยาวชนนับล้าน ๆ คนที่ตระหนักว่ากางเขนนี้เป็นดังเครื่องหมายที่เรียบง่ายและ ศักดิ์สิทธิ์แห่งความรักของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ เพราะว่ากรุงโรมดังที่พวกเธอก็รู้กันอยู่แล้ว ว่าจะเจ้าภาพในการจัดวันชุมนุมเยาวชนโลกในปี ค.ศ. 2000 ณ ใจกลางของปีปีติการุญนี้

    ฉะนั้น บรรดาเยาวชนที่รัก พ่อขอเชื้อเชิญพวกเธอให้ทำการบุญยาตราเข้าสู่กรุงโรมด้วยความชื่นชมยินดีสำหรับการนัดหมายทางพระศาสนจักรที่สำคัญนี้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วจะเป็น “ปีปีติการุญของเยาวชน” (Youth Jubilee) จงเตรียมตัวให้พร้อมที่จะก้าวเดินเข้าสู่ประตูศักดิ์สิทธิ์ โดยตระหนักว่าการเดินผ่านประตูนี้ก็เพื่อเป็นการเสริมความเชื่อในองค์พระเจ้าให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อที่จะเจริญชีวิตใหม่ที่พระองค์ได้ประทานให้แก่เรา (เทียบ Incarnationis Mysterium, 8)

  2. พ่อได้สรรเลือกถ้อยคำ ที่นักบุญยอห์นอัครสาวกได้พรรณาถึงรหัสธรรมการรับเอากายเป็นมนุษย์ของ
    พระเจ้าไว้อย่างลึกซึ้งว่า : “พระวจนะทรงรับเอากาย และมาประทับอยู่ท่ามกลางเรา” (ยน 1:14) ให้เป็นหัวข้อสำหรับวันชุมนุมเยาวชนโลกครั้งที่ 15 ของพวกเธอในครั้งนี้  สิ่งที่ทำให้ความเชื่อคริสตชนแตกต่างจากของศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมดก็ได้แก่ความแน่นอนที่ว่ามนุษย์ที่ชื่อเยซูชาวนาซาแรทนี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นพระวจนะที่ทรงรับเอากาย เป็นพระบุคคลที่สองในพระตรีเอกภาพผู้เสด็จลงมาบนโลก  “สิ่งนี้แหละคือความเชื่อมั่นที่น่ายินดีของพระศาสนจักรตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อไรก็ตามที่พระศาสนจักรขับร้อง ‘รหัสธรรมของศาสนาของเรา’ ที่ว่า ‘พระองค์ได้ทรงเผยแสดงพระองค์ในการรับเอากาย'” (Catechism of the Catholic Church, 463) พระเจ้าพระบุคคลที่มิอาจแลเห็นได้นั้น ก็ได้กลับมามีชีวิตและประทับอยู่ในพระบุคคลของพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระนางมารีย์พระมารดาของพระเจ้า(Theotokos) พระเยซูชาวนาซาแรทนั้นทรงเป็นเอมมานูเอลหรือพระเจ้าที่ประทับอยู่กับเรา : ใครที่รู้จักพระองค์ก็รู้จักพระเจ้า ใครที่เห็นพระองค์ก็เห็นพระเจ้า ใครที่ติดตามพระองค์ก็ติดตามพระเจ้า และใครที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า (เทียบ ยน 12:44-50) ในพระเยซูที่บังเกิดที่เบธเลแฮมนั้นเป็นองค์พระเจ้าที่ได้เข้าทำการสวมกอดสภาวะความเป็นมนุษย์ ได้ทำให้พระองค์เองเป็นพระบุคคลที่เข้าหาได้ และได้กระทำ        พันธสัญญากับมวลมนุษย์

    ในคืนก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ พ่ออยากจะขอร้องพวกเธออีกครั้งหนึ่งให้เปิดประตูให้กว้างสำหรับองค์ พระคริสตเจ้าผู้ที่ “จะประทานอำนาจให้แก่ผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ได้กลับกลายเป็นบุตรของพระเจ้า” (ยน 1:12) การต้อนรับพระเยซูคริสตเจ้านั้นหมายถึงการยอมรับคำสั่งจากพระบิดาเพื่อที่จะเจริญชีวิต ด้วยการรักพระองค์และเพื่อนพี่น้องชายหญิงของเรา โดยให้ความร่วมมือแบ่งปันกันแก่ทุก ๆ คน อย่างไม่มีการแบ่งแยก มันหมายถึงการเชื่อว่าในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแม้ว่าจะเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและการทนทุกข์ทรมานก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วคุณค่าที่เหลืออยู่ก็คือชีวิตและความรัก เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อที่จะประทับอยู่กับเรา เพื่อว่าเราจะได้อยู่ร่วมกับพระองค์

    โดยการรับเอากายพระคริสตเจ้าได้กลายเป็นคนยากจน เพื่อที่จะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นด้วยความยากจนของพระองค์ และพระองค์ก็ได้ประทานการไถ่กู้ให้กับเราซึ่งเป็นผลมาจากพระโลหิตที่พระองค์ได้ทรงหลั่งบนไม้กางเขน (เทียบ Catechism of the Catholic Church, 517) บนเนินกัลวารีโอ “พระองค์ทรงรับทนความทุกข์ทรมานแทนเรา…   พระองค์ถูกแทงทะลุด้วยความผิดบกพร่องของเรา” (อิสยาห์ 53:4-5) การเสียสละสูงสุดของชีวิตพระองค์ที่ประทานให้อย่างฟรี ๆ สำหรับความรอดของเรานั้น ได้แก่    การพิสูจน์ของความรักที่ไม่มีขอบเขตของพระเจ้าสำหรับเรา นักบุญยอห์นอัครสาวกได้บันทึกไว้ว่า “พระเจ้าทรงรักโลกมากจนถึงกับประทานพระบุตรแต่องค์เดียว เพื่อว่าทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะได้ไม่พินาศไปแต่กลับจะมีชีวิตนิรันดร์” (ยน 3:16) พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรมาแบ่งปันสภาพการเป็นมนุษย์ของเราทุกอย่างยกเว้นแต่บาป พระเจ้ายัง “มอบ” พระบุตรให้แก่มนุษย์อย่างสิ้นเชิง แม้จะมีการดื้อดึงและการปฏิเสธที่โอนเอียงไปในทางฆ่าคนของพวกเขาก็ตาม (เทียบ มธ21:33-39) เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งการกลับใจของพวกเขาโดยผ่านทางความตายของพระบุตร “องค์พระเจ้าแห่งสิ่งสร้างได้รับการเผยแสดงว่า เป็นพระเจ้าแห่งการไถ่กู้ เป็นพระเจ้าที่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อความรักที่พระองค์ทรงมีสำหรับมนุษย์และสำหรับโลก ซึ่งสิ่งนี้พระองค์ได้เผยแสดงให้รู้ตั้งแต่วันที่สร้างโลกแล้ว….มนุษย์ช่างประเสริฐยิ่งใหญ่สักเพียงไรหนอในสายพระเนตรของพระผู้สร้าง ถ้าเขาได้ครอบครองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ซึ่งได้แก่องค์พระผู้ไถ่เองมาเป็นกรรมสิทธิ์” (Redemptor Hominis, 9.10)

    พระเยซูได้เดินหน้าเข้าหาความตายของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ถอยออกจากผลที่ตามมาใด ๆ ของการ “อยู่กับเรา” (Emmanuel) เลย พระองค์ได้เข้ามาแทนที่เรา โดยการไถ่โทษเราจากความชั่วร้ายและบาปด้วยการตายบนกางเขน (เทียบ Evangelium Vitae, 50) เหมือนดังเช่นนายร้อยชาวโรมัน ที่เห็นลักษณะการตายของพระเยซูเจ้าก็ได้เข้าใจทันทีว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า (เทียบ มธ 15:39) ดังนั้นเราด้วยเช่นกัน โดยอาศัยการเห็นและรำพึงไตร่ตรองถึงองค์พระเจ้าผู้ถูกตรึง    เราก็เข้าใจได้ว่าพระเจ้านั้นแท้จริงแล้วเป็นใครกัน ดังที่พระองค์ได้ทรงเผยแสดงความรักของพระองค์อย่างลึกซึ้งต่อมนุษยชาติในองค์พระเยซูเจ้า (เทียบ Redemptor Hominis, 9) “Passion” หมายถึงความรักที่หลงใหลดูดดื่ม การให้ตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข ดังนั้นพระทรมาน(passion)ของพระคริสตเจ้านั้นจึงเป็นการมอบชีวิตทั้งครบให้แก่พี่น้องชายหญิงของพระองค์ เพื่อที่จะเผยแสดงให้เห็นถึงดวงหทัยของพระบิดา กางเขนซึ่งดูเหมือนที่จะลอยขึ้นมาจากแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการลอยลงมาจากสวรรค์ โดยห้อมล้อมจักรวาลไว้ในอ้อมกอดของพระเจ้า กางเขนได้แสดงให้เห็นว่า “เป็นศูนย์กลาง เป็นความหมาย และเป็นเป้าหมายของประวัติศาสตร์ทั้งมวลและของชีวิตมนุษย์ทุกชีวิต” (Evangelium Vitae, 50)

    “มนุษย์ผู้หนึ่งได้ตายสำหรับทุกคน” (2 คร 5:14) : พระคริสตเจ้า “ได้มอบตนเองเป็นดังเครื่องหอมบูชาและยัญบูชาแด่พระเจ้าแทนเรา” (อฟ 5:2) เบื้องหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้านั้นก็คือแผนการณ์แห่งความรัก ซึ่งความเชื่อทางพระศาสนจักรเรียกว่าเป็น “รหัสธรรมของการไถ่กู้” : ที่ซึ่งมนุษยชาติทั้งมวลได้รับการช่วยให้รอด นั่นก็คือ เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาปและได้รับการนำเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า พระคริสตเจ้าเป็นพระเจ้าของสวรรค์และแผ่นดิน ใครก็ตามที่ฟังพระวาจาของพระองค์และเชื่อในพระบิดาที่ส่งพระองค์มาจะได้รับชีวิตนิรันดร (เทียบ ยน 5:24) พระองค์คือ “ลูกแกะของพระเจ้าผู้ยกบาปของโลก” (ยน 1:29,36) เป็นพระมหาสมณะผู้ซึ่งได้รับความทุกข์ทรมานเช่นเดียวกันกับเรา ได้สามารถแบ่งปันความอ่อนแอ   บกพร่องของเรา (เทียบ ฮบ 4:14) และ “ถูกทำให้สมบูรณ์พร้อม” โดยอาศัยประสบการณ์ที่เจ็บปวดทรมานแห่งกางเขน ได้กลับกลายเป็น “ต้นกำเนิดของความรอดชั่วนิรันดร์สำหรับทุกคนที่นบนอบเชื่อฟังพระองค์” (ฮบ 5:9)

  3. เยาวชนที่รัก ในการเผชิญหน้ากับรหัสธรรมที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ให้เธอเรียนรู้ที่จะยกจิตใจขึ้นด้วยท่าทีแห่งการรำพึงไตร่ตรอง หยุดและพินิจดูด้วยความพิศวงในองค์พระกุมารที่พระนางมารีย์ได้นำมาสู่โลก ห่อหุ้มพระกายด้วยผ้าอ้อมและวางอยู่บนรางหญ้า : กุมารน้อยนั้นเป็นพระเจ้าเองที่เสด็จมาประทับท่ามกลางเรา  จงมองดูที่พระเยซูชาวนาซาแรทผู้ซึ่งบางคนก็ต้อนรับ บางคนก็ดูหมิ่น รังเกียจ และปฏิเสธ : พระองค์เป็นพระผู้ไถ่ของเราทุกคน      จงนมัสการองค์พระคริสตเจ้า พระผู้ไถ่ของเรา ผู้ซึ่งได้ไถ่เราให้เป็นไทและปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากบาปและความตาย :  พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงชีวิต และเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิต

    จงรำพึงและทบทวนไตร่ตรองดูว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างเราให้มาแบ่งปันในชีวิตของพระองค์เอง พระองค์ได้ทรงเรียกเราให้มาเป็นลูกของพระองค์ เจริญชีวิตเป็นสมาชิกในพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า เป็นพระวิหารที่สว่างช่วงโชติของพระจิตแห่ง  ความรัก พระองค์ทรงเรียกเราให้มาเป็นของพระองค์ : พระองค์ทรงต้องการให้เราทุกคนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ บรรดาเยาวชนที่รักขอให้เธอมีความเห่อเหิมที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ดังที่พระองค์ทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เถิด

    เธออาจจะถามพ่อว่า ยังมีความเป็นไปได้อีกหรือที่จะทำตนให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ในโลกปัจจุบันนี้? ถ้าเราต้องพึ่งพาอาศัยแค่พลังความเข้มแข็งของมนุษย์เท่านั้น การที่จะทำตนให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ที่จริงแล้วพวกเธอก็ตระหนักดีถึงภาระที่หนักที่ทับถมลงมายังมนุษย์ อันตรายมากมายที่เฝ้าคุกคามมนุษย์อยู่ และผลที่ตามมาอันเนื่องมาจากสาเหตุของบาปที่มนุษย์ได้กระทำ บางครั้งบางคราวเราอาจจะถูกเกาะกุมด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง และแม้แต่ที่จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะมาเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ว่าจะเป็นในโลกนี้หรือในตัวของเราเองก็ตาม


    ถึงแม้ว่าการเดินทางเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ดูจะยากลำบาก แต่เราก็สามารถที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ในพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระผู้ไถ่ของเรา ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่เราจะต้องหันไปหาใครอีกนอกจากองค์พระเยซูเจ้า และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปมองหาสิ่งใดที่ไหนอีกเพราะมีแต่พระองค์เท่านั้นที่สามารถประทานให้กับเธอได้ เพราะว่า “นามทุกนามในโลกนี้ที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์นั้น มีเพียงนามนี้เท่านั้นที่จะช่วยเราให้รอดได้” (กิจการ 4:12) พร้อมกับพระคริสตเจ้าองค์พระผู้ศักดิ์สิทธิ์แผนการณ์ของพระเจ้าสำหรับผู้ที่ได้รับศีลล้างทุกคนก็เป็นไปได้ จงวางไว้ใจในพระองค์ เชื่อมั่นในฤทธิ์อำนาจที่ไม่มีวันถูกทำลายลงได้ของพระวรสารและวางความเชื่อศรัทธาเป็นดังฐานแห่งความหวังของพวกเธอ พระเยซูดำเนินไปพร้อมกับพวกเธอ ทรงฟื้นฟูดวงใจของพวกเธอและทำให้เข้มแข็งขึ้นด้วยความกระปรี้กระเปร่าของพระจิตของพระองค์

    บรรดาเยาวชนจากทุกทวีป จงอย่ากลัวที่จะทำตนให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งสหัสวรรษใหม่ จงรำพึงไตร่ตรอง รักการภาวนา ยึดมั่นในความเชื่อของเธอ และมีใจกว้างในการรับใช้เพื่อนพี่น้องชายหญิงของพวกเธอ จงเป็นสมาชิกที่กระตือรือร้นของพระศาสนจักรและเป็นผู้สร้างสันติภาพ และเพื่อที่จะทำให้โครงการชีวิตที่เรียกร้องนี้สำเร็จไป พ่อขอให้พวกเธอเฝ้าฟังพระวาจาของพระองค์ต่อไป ดึงเอาพลังจากศีลศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีลมหาสนิทและศีลอภัยบาป พระเจ้าทรงต้องการให้เธอเป็นสาวกที่อดทนเข้มแข็งแห่งพระวรสารของพระองค์และเป็นผู้สร้างของมนุษยชาติใหม่ ที่จริงแล้วเธอจะพูดได้อย่างไรว่าเธอเชื่อในพระเจ้าที่บังเกิดเป็นมนุษย์ โดยที่ไม่ยึดมั่นในจุดยืนที่จะต่อต้านทุกสิ่งที่จ้องทำลายความเป็นมนุษย์และครอบครัว? ถ้าเธอเชื่อว่าพระคริสตเจ้าได้ทรงเผยแสดงความรักของพระบิดาสำหรับทุกคน เธอก็จะต้องไม่ล้มเลิกที่จะให้ความร่วมมือในการเสริมสร้างโลกใหม่ โลกที่ตั้งอยู่บนฤทธิ์อำนาจแห่งความรักและการให้อภัย บนการดิ้นรนต่อสู้กับความอยุติธรรมและความทุกข์ยากทางกายทางศีลธรรมและทางจิต บนการผลิกหันเหของการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ไปสู่การรับใช้มนุษย์และการพัฒนาตนทั้งครบ

  4. พ่ออยากให้ปีปีติการุญซึ่งเวลานี้ได้มาถึงที่ธรณีประตูแล้ว ได้เป็นโอกาสดีสำหรับการฟื้นฟูชีวิตฝ่ายจิตที่กล้าหาญ และเป็นการเฉลิมฉลองที่พิเศษสุดแห่งความรักของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์อย่างแท้จริง พระศาสนจักรทั้งมวลอยากให้มีการขับ       “บทเพลงสรรเสริญและโมทนาคุณต่อพระบิดาเจ้า ผู้ซึ่งในความรักอันหาที่เปรียบมิได้ของพระองค์ที่ประทานให้แก่เราในองค์พระคริสตเจ้าเพื่อเป็น ‘พลเมืองเดียวกับประชากรของพระเจ้าพร้อมกับบรรดานักบุญและสมาชิกของครอบครัวของพระเจ้า’    (อฟ 2:19)” (Incarnationis Mysterium, 6) ขอให้เราดึงการปลอบโยนออกมาจากความแน่นอนที่นักบุญเปาโลอัครสาวกได้แสดงออกมาว่า : ถ้าพระเจ้าไม่ได้หวงแหนพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ประทานให้แก่เรา แล้วพระองค์จะล้มเหลวที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่กับพระองค์แก่เราได้อย่างไรกัน? ใครเล่าที่จะสามารถแยกเราออกจากความรักของพระคริสตเจ้าได้? ในทุก ๆ    เหตุการณ์ของชีวิตแม้กระทั่งความตาย เราสามารถที่จะเป็นมากกว่าผู้ชนะ อาศัยฤทธิ์กุศลขององค์พระผู้ทรงรักเราจนยอมตายบนไม้กางเขนเพื่อเรา (เทียบ โรม 8:31-37)

    รหัสธรรมแห่งการรับเอากายของพระบุตรพระเจ้าและรหัสธรรมแห่งการไถ่กู้ที่พระองค์ได้ทรงกระทำสำหรับเรามุนษย์ทุกคน ได้ประกอบกันขึ้นเป็นศูนย์ข่าวสารแห่งความเชื่อของเรา พระศาสนจักรได้ประกาศสิ่งนี้มาเป็นศตวรรษแล้ว โดยการย่ำอยู่ “ท่ามกลางความเข้าใจผิด การเบียดเบียนของโลก และการปลอบประโลมของพระเจ้า” (S. Augustine, De Civ. Dei 18, 51, 2; PL 41, 614) และพระศาสนจักรได้ส่งมอบต่อให้กับลูก ๆ ของตนเป็นดังขุมทรัพย์อันประเสริฐที่จะต้องเฝ้ารักษาและแบ่งปัน

    เธอด้วยเช่นกัน บรรดาเยาวชนที่รัก เธอเป็นทั้งผู้รับและผู้พิทักษ์มรดกนี้ : “นี่คือความเชื่อของเรา นี่คือความเชื่อของพระศาสนจักร และเราก็ภูมิใจที่จะประกาศยืนยันความเชื่อนี้ในองค์พระเยซูคริสตเจ้าพระเจ้าของเรา” (Roman Pontifical, Rite of Confirmation) เราจะยืนยันข้อความเชื่อนี้ด้วยกันในโอกาสวันชุมนุมเยาวชนโลกที่จะมาถึงนี้ ซึ่งพ่อคาดหวังว่าพวกเธอหลายคนคงจะมาร่วมในงานชุมนุมครั้งนี้ กรุงโรมถือเป็น “เมืองวิหารของพระเจ้า” ที่ซึ่งความทรงจำเกี่ยวกับอัครสาวกเปโตรและเปาโลและมรณสักขีคนอื่น ๆ เป็นสิ่งช่วยเตือนใจนักแสวงบุญเกี่ยวกับกระแสเรียกของผู้ที่รับศีลล้างบาปทุกคน  เราจะกล่าวบทยืนยันความเชื่อของนักบุญเปโตรอัครสาวกต่อหน้าโลกในเดือนสิงหาคมปีหน้าอีกครั้งหนึ่งว่า “พระเจ้าข้าเราจะไปหาใครเล่า? พระองค์มีพระวาจาทรงชีวิตนิรันดร์” (ยน 6:68) เพราะว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (มธ 16:16)

    และสำหรับพวกเธอเด็กหญิงชายที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ในศตวรรษหน้าทุกคน พวกเธอได้รับมอบ “หนังสือทรงชีวิต” ซึ่งในคืนวันก่อนคริสต์มาสปีนี้พระสันตะปาปา ผู้ซึ่งจะเป็นบุคคลแรกที่จะก้าวเดินข้ามธรณีประตูศักดิ์สิทธิ์เข้าไป จะแสดงหนังสือนี้ต่อพระศาสนจักรและต่อโลกว่าเป็นดังบ่อน้ำพุทรงชีวิตและเป็นความหวังสำหรับสหัสวรรษที่สาม (Incarnationis Mysterium, 8)

    ขอให้หนังสือทรงชีวิตนี้ได้กลายเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุดของพวกเธอ : ในการศึกษาค้นคว้าด้วยความเอาใจใส่ และในการตอบรับพระวาจาพระเจ้าด้วยใจกว้าง เธอก็จะค้นพบความมั่งคั่งและพลังความเข้มแข็งสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันของเธอ    เธอจะพบกับแรงบันดาลใจสำหรับพันธกิจที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการสร้างอารยธรรมแห่งความรัก

  5. ให้เราเวลานี้ยกสายตาขึ้นหาพระนางพรหมจารีพระมารดาของพระเจ้า ผู้ซึ่งทางกรุงโรมได้สะสมไว้เป็นอนุสาวรีย์หนึ่งที่แรกเริ่มและได้รับเกียรติมากที่สุด ที่ซึ่งความศรัทธาภักดีของคริสตชนได้อุทิศให้แก่พระนาง อันได้แก่ วิหารแม่พระแห่งหิมะ (Basilica of Saint Mary Major) 

    การรับเอากายของพระวจนะและการไถ่กู้มนุษยชาตินั้น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับการแจ้งข่าวของอัครเทวดาคาเบรียล เมื่อพระเจ้าได้ทรงเผยแสดงแผนการณ์ของพระองค์กับพระนางมารีย์ และได้พบในพระนางซึ่งดวงใจดวงหนึ่งที่เปิดกว้างเต็มที่ต่อพระราชกิจแห่งความรักของพระองค์ พระนางซึ่งเป็นเยาวชนคนหนึ่งเหมือนกับพวกเธอ เป็นเวลาหลายศตวรรษทีเดียวที่ความศรัทธาภักดีของคริสตชนได้หวนรำลึกถึงการเข้ามาของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ของมนุษย์อยู่ทุก ๆ วัน ด้วยการขานบท “เทวฑูตถือสาร” (Angelus Domini) ขอให้บทภาวนานี้ได้กลายเป็นบทรำพึงอธิษฐานประจำวันของพวกเธอ

    พระนางมารีย์เป็นดังรุ่งอรุณที่นำหน้าการโผล่ขึ้นมาของดวงอาทิตย์แห่งความยุติธรรม ซึ่งได้แก่องค์พระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา และด้วยการตอบรับ “yes” ของพระนางในการแจ้งข่าวของเทวดา ในขณะที่พระนางได้เปิดตัวเองทั้งหมดให้แก่แผนการณ์ของพระบิดาเจ้า พระนางก็ได้ต้อนรับและได้ทำให้การรับเอากายของพระบุตรพระเจ้านั้นเป็นไปได้ ในฐานะศิษย์คนแรกของพระเยซูเจ้าพร้อมกับการปรากฎตัวอย่างสุขุมรอบคอบของพระนาง พระนางได้ติดตามพระเยซูเจ้าไปตลอดทางสู่เขากัลวารีโอ และยังได้สนับสนุนส่งเสริมความหวังให้แก่บรรดาอัครสาวกในขณะที่พวกเขากำลังรอคอยการกลับคืนชีพของพระเยซูและการเสด็จมาขององค์พระจิตเจ้า ในชีวิตของพระศาสนจักรเองพระนางก็ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้นำหน้าการเสด็จมาของพระเป็นเจ้าอย่างลับ ๆ ดังนั้นพ่อจึงขอมอบถวายการเตรียมการสำหรับวันชุมนุมเยาวชนโลกครั้งที่ 15 นี้ ไว้กับพระนางมารีย์ ผู้ซึ่งได้      ปฎิบัติภารกิจของพระนางในฐานะที่เป็นมารดาของพระศาสนจักรและของคริสตชนแต่ละคนโดยไม่มีขาดช่วง ขอพระนางมารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งได้สอนพวกเธอ บรรดาเยาวชนที่รัก ให้รู้จักที่จะไตร่ตรองแสวงหาน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้าสวรรค์ในชีวิตของเธอ ขอพระนางนำมาซึ่งพลังความเข้มแข็งและปรีชาญาณให้แก่พวกเธอ เพื่อที่จะเสวนากับพระเจ้าและเสวนาเกี่ยวกับพระองค์ โดยอาศัยตัวอย่างของพระนางขอพระนางประทานกำลังใจให้กับพวกเธอ เพื่อพวกเธอจะได้เป็นผู้ประกาศความหวัง ความรัก และสันติภาพในสหัสวรรษใหม่นี้

    ในขณะที่พ่อกำลังเฝ้ารอคอยที่จะพบกับพวกเธอมากมายในกรุงโรมปีหน้านี้ “พ่อ(ข้าพเจ้า)ขอฝากฝังเธอไว้กับองค์พระเป็นเจ้า และกับพระวาจาแห่งพระหรรษทานของพระองค์ ซึ่งสามารถกระทำให้เธอเจริญขึ้น และจะประทานมรดกของเธอท่ามกลางผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้กับเธอ” (กิจการ 20:32) พ่อขออวยพรพวกเธอทุกคน รวมทั้งครอบครัวและผู้ที่เป็นที่รักของพวกเธอทุกคน ด้วยความยินดีและด้วยความรักใคร่เป็นอย่างยิ่ง

จากสำนักวาติกัน วันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1999 โอกาสสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล

สาสน์วันเยาวชนโลกถึงเยาวชน
ปี 1999 ครั้งที่ 14

“พระบิดาทรงรักเธอ” (ยอห์น 16 : 27)

เยาวชนที่รัก

  1. ในวาระที่ปีศักดิ์สิทธิ์ใกล้เข้ามา ปี 1999 เป็นปีที่เรามุ่งที่จะทำให้ความเชื่อของสัตบุรุษเปิดกว้างเพื่อที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ในมุมมองของพระคริสตเจ้า ใจมุมมองของพระบิดาเจ้า     ผู้ซึ่งประทับอยู่บนสวรรค์ ผู้ซึ่งได้ส่งพระเยซูเจ้ามา และ ผู้ที่พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปหา (Tertio Millennio Adveniente, 49) เป็นไปไม่ได้ที่เราจะฉลองพระคริสตเจ้าและปีปิติ    มหาการุญ โดยที่ไม่หันหน้าพร้อมกับพระเยซูเจ้าไปหาพระบิดาของพระองค์และพระบิดาของเรา (ยอห์น 27:17) พระจิตเจ้าก็นำเรากลับไปหาพระบิดา และพระเยซูเจ้า ถ้าพระจิตสนเราให้กล่าวว่า “พระเยซูเจ้าเป็นพระเจ้า” (1 โครินธ์ 12:3) พระองค์ก็ทำให้เราสามารถที่จะพูดคุยกับพระเป็นเจ้าและเรียกพระองค์ว่า “อับบา ข้าแต่พระบิดา” (กาลาเทีย 4 : 6)

    ข้าพเจ้าขอเชิญชวนพวกเธอเยาวชน ให้หันหน้าเข้าหาพระบิดาพร้อมกับพระศาสนจักร เพื่อที่จะฟังพระองค์ด้วยความกตัญญู และด้วยความพิศวงในการไขแสดงของพระเยซูจ้า “พระบิดาทรงรักเธอ” (ยอห์น 16:20) นี่เป็นข่าวดีที่ข้าพเจ้ามอบให้แก่พวกเธอทั้งหลายเนื่งในโอกาสงานวันเยาวชนโลกครั้งที่ 14 เยาวชนที่รัก ขอให้พวกเธอรับความรักที่พระเป็นเจ้าประทานให้ (1 ยอห์น 4:19) ยึดมั่นในความจริงข้อนี้ พระองค์แต่เพียงผู้เดียวที่จะให้ความหมาย พละกำลังและความยินดีแห่งชีวิต ความรักของพระองค์จะไม่จากพวกเธอไป พันธะสัญญาแห่งสันติของพระองค์จะไม่ถูกลบไปจากพวกเธอ (อิสยา 54 : 10) พระองค์ได้ประทับชื่อของเธอไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ (อิสยา 49 : 16)
  1. ในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ มีความกระหายหาพระผู้เป็นเจ้า แม้ว่าบางครั้งจะไม่แสดงออกอย่างชัดเจนก็ตาม นักบุญอิกญาซิโอแห่งอันติโอก ได้กล่าวว่า “มีเสียงร้องในจิตใจข้าพเจ้าว่า “จงกลับมาหาพระบิดา” (Ad Room.7) และดังที่โมเสสได้ร้องบนภูเขาว่า “ข้าแต่พระเจ้าโปรดแสดงพระสิริของพระองค์” (อพยพ 33:38)

    “ไม่มีใครเคยเห็นพระบิดา นอกจากพระบุตรผู้ซึ่งประทับอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ของพระบิดา พระองค์ได้ทำให้พระบิดาเป็นที่รู้จัก (ยอห์น 1 : 18) ดังนั้นการรู้จักพระบุตรจะเป็นการเพียงพอหรือไม่ ที่จะรู้จักพระบิดา ? นักบุญฟิลิปไม่ได้เชื่อเช่นนั้น เพราะท่านได้ร้องขอ  พระเยซูเจ้าว่า “โปรดไขแสดงพระบิดาให้แก่พวกเราด้วย” คำขอร้องของท่านนำคำตอบที่ไม่ได้คาดฝันจากพระเยซูเจ้า “ฟิลิปท่านอยู่กับเราเป็นเวลานานแล้ว และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ? ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา” (ยอห์น 14 : 9) 

    หลังจากการรับเอากายเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้า เราสามารถมองเห็นพระผู้เป็นเจ้าโดยผ่านใบหน้ามนุษย์ “จงเชื่อเราเถิดว่า เราอยู่ในพระบิด และพระบิดาประทับอยู่ในเรา” (ยอห์น 14:11) พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสเช่นนี้กับนักบุญฟิลิปเท่านั้นแต่กับทุกคนที่เชื่อ ดังนั้น “ผู้ที่ต้อนรับพระบุตรของพระเป็นเจ้า ก็ต้องรับผู้ที่ทรงส่งพระบุตรมา” (ยอห์น 13;20) ในทางตรงกันข้า “ผู้ที่เกลียดเราก็เกลียดพระบิดาด้วย” (ยอห์น 15:23) ดังนั้นจึงเกิดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างพระผู้สร้างกับสิ่งสร้าง นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบิดา เมื่อบรรดาสาวกต้องการเข้าไปในรหัสธรรมของพระผู้เป็นเจ้า ก็ได้ขอร้องให้พระเยซูเจ้าสอนให้พวกเขาสวดภาวนา พระองค์ทรงสอน “บทข้าแต่พระบิดา” ซึ่งเป็นบทสรุปของพระวรสาร (Tertulian, De oratione, 1) และนี่ก็เป็นการยืนยันว่าเราทั้งหลายเป็นบุตรชายหญิงของพระเป็นเจ้า (ลูกา 11 : 1-4) “ในบทข้าแต่พระบิดา พระบุตรได้ให้พระวาจาที่พรบิดาทรงมอบให้แก่พระองค์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าแก่งการภาวนาของเรา และในฐานะที่เป็นพระวจนาถที่ทรงรับเอากาย พระองค์ทรงเข้าใจถึงความต้องการของพี่น้องชายหยิงที่เป็นมนุษยืด้วยกัน ดังนั้นพระองค์จึงได้ไขแสดงความต้องการดังกล่าวให้แก่เรา พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งการภาวนา (Catholic Church Catechism, 2765)

    พระวรสารโดยนักบุญยอห์นซึ่งเป็นพยานถึงชีวิตของพระเยซูเจ้า ได้ชี้ทางที่จะนำเราไปรู้จักพระบิดา การร้องเรียกหาพระบิดาเป็นความลับ เป็นลมหายใจ และเป็นชีวิตของพระเยซูเจ้า พระองค์เป็นบุตรหัวปี เป็นที่รักของพระเป็นเจ้า และเป็นจะหมายปลายทางที่ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งหา ประทับอยู่กับพระบิดาตั้งแต่นิรันดรกาล และร่วมพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดาเจ้า (ยอห์น 17 : 5) พระเยซูเจ้าทรงรับอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่างจากพระบิดาเจ้า (ยอห์น 17 : 2) เป็นข่าวดีที่จะต้องถูกประกาศ (ยอห์น 12 : 14) เป็นภารกิจที่จะต้องทำให้สำเร็จ (ยอห์น 14:31) บรรดาสาวกไม่ได้เป็นของพระบุตรแต่เป็นพระบิดาที่มอบเขาเหล่านั้นให้กับพระองค์ (ยอห์น 17:9) มอบหมายให้พระองค์ช่วยพวกเขาให้พ้นจากความชั่วร้าย เพื่อไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งในพวกเขาต้องพินาศไป (ยอห์น 18:9)

    ในชั่วโมงที่พระองค์จะเสด็จจากโลกนี้กลับไปหาพระบิดา “คำภาวนาในฐานะสงฆ์ของพระองค์ เผยแสดงให้เราเห็นจิตใจของพระบุตร” พระบิดาเจ้าข้า ขอให้ลูกได้รับเกียรติเฉพาะพระพักต์พระองค์ เป็นเกียรติาอย่างเดียวที่เคยมีร่วมกับพระองค์ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างโลกนี้เถิด” (ยอห์น 17:5) ในฐานะที่เป็นสงฆ์สูงสุดและเป็นสงฆ์นิรันดร พระองค์ทรงเป็นต้นขบวนของผู้ที่ได้รับการไถ่ให้รอด เป็นบุตรหัวปีในบรรดาพี่น้อง พระองค์ทรงนำลูกแกะที่กระจัดกระจายกลับเข้าสู่ฝูง ทั้งนี้เพื่อจะได้มี “ฝูงชุมพาฝูงเดียวและนายชุมพาแต่เพียงผู้เดียว” (ยอห์น 10:16)

    ขอบพระคุณสำหรับภารกิจของพระเยซูเจ้า ที่ทำให้สัมพันธภาพแห่งความรักในพระตรีเอกภาพ มาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระบิดาและมนุษย์ชาติที่ได้รับการไถ่ให้รอด     “พระบิดาทรงรักเธอ” เราจะเข้าใจรหัสธรรมรักนี้ได้อย่างไรโดยปราจากการกระทำของ   องค์พระจิตเจ้า ที่หลั่งไหลออกมาจากพระบิดาเหนือบรรดาอัครสาวก ขอบคุณในคำภาวนาของพระเยซูเจ้า (เทียบ ยอห์น 14:16) การรับเอากายของพระวนาถผู้เป็นนิรันดร์          ในกาลเวลา และการเกิดในนิรันดรภาพของมนุษย์ผู้มีส่วนในพระองค์โดยอาศัยศีลล้างบาป ย่อมเป็นไปไม่ได้หากปราศจากการกระทำของพระจิตเจ้าองค์เดียวกัน
  1. “พระเจ้าทรงรักโลกยิ่งนักจึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะไม่ตายแต่มีชีวิตนิรันดร” (ยอห์น 3:16) โลกเป็นที่รักของพระผู้เป็นเจ้า แม้ว่าโลกจะพยายามปฏิเสธพระองค์ แต่พระองคืก็จะทรงรักโลกตลอดไปตราบชั่วนิรันดร     “พระบิดาทรงรักเธอ” เสมอ และตลอดไป นี่เป็นสิ่งใหม่ที่โลกไม่เคยได้ยิน พระศาสนาจักรได้ประกาศรหัสธรรมที่ลึกซึ้งนี้แก่มวลมนุษยชาติ (เทียบ Christifideles Laici, 34) ถ้าพระเยซูเจ้าได้ประทานพระวาจานี้ให้แก่เราก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว “ดูซิว่า พระบิดารักเรามากยิ่งนัก จนให้พวกเราได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า แล้วเราก็เป็นดังนั้นจริงๆ” (1 ยอห์น 3:1) พวกเราไม่เป็นกำพร้าอีกต่อไป และความรักก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดังที่วพวกเราทราบ เราจะไม่สามารถรักใครได้ถ้าเราไม่ได้รับความรักมาก่อน

    พวกเราจะประกาศข่าวดีนี้ได้อย่างไร พระองค์ทรงชี้ทางให้ โดยการฟังพระบิดาเพื่อที่จะรับการสั่งสอนของพระองค์ (ยอห์น 6:45) โดยการปฏิบัติตามพระบัญญัติ (เทียบ ยอห์น  14:23) โดยวิธีนี้ความรู้เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าจะเจริญงอกงาม “ลูกให้เขารู้จักพระองค์ และจะคงทำเช่นนี้อยู่เรื่อยไป” (ยอห์น 17:26) และองค์พระจิตเจ้าจะนำเราไปสู่ความจริงทั้งหมด (เทียบ ยอห์น 16:13)

    ในปัจจุบันนี้ พระศาสนจักรและโลกต้องการธรรมทูตที่สามารถประกาศโดยวาจาและการเป็นพยานด้วยชีวิตถึงรหัสธรรมแห่งความรักนี้ เยาวชน และทุกคน แห่งสหัสวรรษใหม่นี้ ขอให้พวกเธอเยาวชนทั้งหลายได้เรียนรู้ เติบโตในโรงเรียนของพระเยซูเจ้าในพระศาสนจักร และในทุกสถานการณ์ของชีวิต ขอให้พวกเธอเยาวชนได้เป็นพยานที่เชื่อถือได้ถึงความรักของพระบิดา ทำให้ความรักนี้ปรากฎเด่นชัดในการเลือก ในท่าที ในวิถีชีวิต ในการต้อนรับเพื่อนพี่น้อง ในการรับใช้ซึ่งกันและกัน ในการปฏิบัติตามพระบัญญติและตามน้ำพระทัย พระเป็นเจ้า

    “พระบิดาทรงรักเธอ” ความจริงอันน่าพิศวงนี้ ดังก้องอยู่ในหัวใจของผู้ที่มีความเชื่อ ดุจดังสาวกที่พระองค์ทรงรัก ผู้ซึ่งได้วางศีรษะแนบพระอุระของพระเยซูเจา และฟังพระวาจานี้ด้วยความตั้งใจ “ผู้ที่รักเราจะเป็นที่รักของพระบิดา และเราจะรักเขา และเผยตัวเราเองให้แก่เขา” (ยอห์น 14:13) เพราะ “นี่แหล่ะเป็นชีวิตนิรันดร เขาจะทราบว่าพระองค์เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ และรู้จักพระเยซูคริสตเจ้าผู้ที่พระองค์ทรงใช้มา” (ยอห์น 17:3)

    รูปแบบแห่งความรักเยี่ยงพระบิดา ปรากฏในรูปแบบต่างๆ ที่เธอจะพบได้ในชีวิตประจำวัน ข้าพเจ้าคิดถึงบิดามารดาของพวกเธอเป็นพิเศษ ผู้ซึ่งได้ร่วมมือกับพระเป็นเจ้า ในการให้ชีวิตและดูแลพวกเธอ จงเคารพนับถือพวกเขา (เทียบ อพยพ 20 : 12) จงมีความกตัญญู รู้คุณท่าน ข้าพเจ้าคิดถึงบรรดาพระสงฆ์ และผู้ที่ได้ถวายตัวแด่พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเขาเหล่านี้เป็นเพื่อนเป็นพยาน เป็นครูแห่งชีวิต “ที่จะช่วยให้พวกเรคาก้าวหน้าในความยินดีและในความเชื่อ” (ฟิลิปปี 1:25) ข้าพเจ้าคิดถึงบรรดาครู อาจารย์ ที่ได้อุทิศตน โดยอาศัยชีวิต สติปัญญา ความเชื่อของพวกเขา ที่มีส่วนช่วยให้เธอได้เจริญก้าวหน้าในชีวิตคริสตชนและชีวิตมนุษย์ ขอให้เธอขอบคุณพระเป็นเจ้า สำหรับบุคคลที่มีคุณค่าและเดินเคียงข้างเธอในหนทางแห่งชีวิตนี้

  2. “พระบิดาทรงรักเธอ” ความสำนึกถึงความรักเป็นพิเศษจากพระผู้เป็นเจ้า ทำให้ผู้มีความเชื่อ “เจริญชีวิตในหนทางของพระเยซูเจ้าพระผู้ไถ่ของมนุษย์ชาติ ในเส้นทางแห่งการกลับใจที่แท้จริง และนี่เป็นเนื้อหาของการเห็นคุณค่าและความหมายอันลึกซึ้งของการเฉลิมฉลองศีลอภัยบาป” (tertio Millennio Adveniente, 50)

    “บาปคือการละเมิดอิสรภาพที่พระเป็นเจ้าได้ประทานให้แก่มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้าง    เพื่อพวกเขาจะสามารถรักพระองค์และรักผู้อื่น” (Catholic Church Catechism, 387) เป็นการปฏิเสธที่จะดำเนินชีวิตพระที่ได้รับในศีลล้างบาป ปฏิเสธความรักที่แท้จริงจากพระเป็นเจ้า มนุษย์มีอำนาจที่จะทำตนเองให้เป็นอุปสรรคต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ปรารถนาที่จะให้สิ่งดีๆ แก่มนุษย์ บาปซึ่งมีต้นกำเนิดจากอิสรภาพของมนุษย์ (เทียบ มาระโก 7:20) เป็นความล้มเหลวของความรักที่แท้จริง บาปทำลายธรรมชาติความเป็นมนุษย์ และทำร้ายเอกภาพของมนุษยืในท่าที วาจา และการกระทำที่จมดิ่งลงสู่การรักตนเองอย่างเห็นแก่ตัว      (เทียบ Catholic Church Catechism, 1849-1850) อิสรภาพที่อยูในส่วนลึกของจิตใจของมนุษย์จะปิดตัวต่อความรัก และนี่ก็คือโศกนาฎกรรมของชีวิตมนุษย์ผู้ซึ่งเลือกที่จะเป็นทาส ปล่อยตัวอยู่ในความกลัว มีท่าทีที่ไม่ถูกต้อง สร้างปฏิมากร เพื่อครอบงำจิตใจตนและชักนำชีวิตให้ตกต่ำ พระวรสารโดยนักบุญยอห์น ได้กล่าวว่า “ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป” (ยอห์น 8:34)

    พระเยซูเจ้าได้บอกกับทุกคนว่า “จงกลับใจและเชื่อพระวรสาร” (มาระโก 1:15) ณ จุดเริ่มต้นของการกลับใจที่แท้จริง พระเป็นเจ้าทรงทอดพระเนตรเหนือคนบาป พระองค์ทรงแสวงหาคนบาปด้วยความรัก ด้วยพระมหาทรมาร และการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน            ความปรารถนาที่จะให้อภัย แม้ว่ามนุษย์จะตกในบาปหยาบช้าอย่างไรก็ตาม พระองค์ยังทรงรักและให้เกียรติมนุษย์เสมอ นี่เป็นการเรียกร้องให้มนุษย์ได้เปลี่ยนชีวิต ดังเช่นกรณีของเลวี (เทียบ มาระโก 2:13-17) ศักเคียส (เทียบ ลูกา 19:1-10) หญิงที่ถูกจับผิดประเวณี (เทียบ ยอห์น 8:1-11) โจร (เทียบ ลูกา 23:39-43) หญิงชาวสะมาเรีย (เทียบ ยอห์น 4:1-30) “มนุษย์ไม่สามารถดำเนินชีวิตโดยปราจากความรัก เพราะมื่อปราศจากความรักและหากเขาไม่เคยสัมผัสกับความรัก หากความรักไม่เป็นชีวิตของเขา มนุษย์จะไม่สามารถเข้าใจตนเอง ชีวิตของเขาจึงไร้ความหมาย (Redemptor Hominis, 10) มนุษย์ผู้ซึ่งได้ค้นพบและประสบกับความรัก ความเมตตา และการอภัยของพระเป็นเจ้า จะดำเนินชีวิตในการกลับใจเข้าหาพระองค์ตลอดไป (เทียบ Dives in Misericordia, 13)

    “ไปเถิด แล้วอย่าทำบาปอีก” (ยอห์น 8:11) พระองค์ประทานการอภัยให้ปราศจากเงื่อนไขใดๆ แต่มนุษย์ก็ได้รับเชิญให้ตอบสนองด้วยการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างจริงจัง พระเป็นเจ้าทรงทราบถึงผู้ที่พระองค์ทรงสร้างอย่างแท้จริง พระองค์ทรงทราบวา ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ในที่สุดแล้วจะทำให้มนุษย์เกลียดชังบาป ดังนั้นพระองค์จึงทรงให้อภัยบาปอย่างต่อเนื่อง

    นิทานเปรียบเทียบเรื่องลูกล้างผลาญแสดงให้เห็นถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน นับตั้งแต่วินาทีที่ ลูกคนเล็กออกจากบ้าน ผู้เป็นบิดาก็ตกอยู่ในความกังวล รอคอยด้วยความหวัง มองไปสุดขอบฟ้า บิดาเคารพในอิสรภาพของลูก แต่ผู้เป็นบิดาก็ต้องทนทรมาน และเมื่อผู้เป็นบุตรได้ตัดสินใจที่จะกลับบ้าน ผู้เป็นบิดาเห็นเขาแต่ไกล ก็วิ่งออกไปต้อนรับ กอด จูบ ด้วยความยินดี และให้คำสั่งแก่คนใช้ว่า “เอาแหวนใส่นิ้วเครื่องหมายแห่งพันธะสัญญา เอาเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดมาสวมใส่เครื่องหมายแห่งชีวิตใหม่ เอารองเท้ามาสวมใส่เครื่องหมายแห่งศักดิ์ศรี และให้เราเฉลิมฉลองกัน เพราะลูกชายคนนี้ได้ตายจากไปแล้ว แต่กลับมีชีวิตใหม่เขาได้หายไปแล้ว แต่บัดนี้ กลับได้พบอีก” (เทียบ ลูกา 15:11-32)

  3. ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นสวรรค์ไปหาพระบิด พระเยซูเจ้าได้ประทานภารกิจแห่งการคืนดีให้กับพระศาสนาจักร (เทียบ ยอห์น 20:23) ดังนั้นการเป็นทุกข์ถึงบาปภายในส่วนตัวจึงไม่เป็นการเพียงพอที่จะได้รับการอภัยจากพระเป็นเจ้า การคืนดีกับพระเป็นเจ้าจะต้องเป็นการคืนดีโดยฝ่ายทางพระศาสนาจักร ดังนั้นการยอมรับถึงบาปที่ได้กระทำนั้น จะต้องกระทำในรูปแบบที่พระศาสนาจักรกำหนด การเป็นทุกข์ถึงบาปและการสารภาพบาป ด้วยความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองจะต้องกระทำต่อหน้าศาสนบริกรของพระศาสนาจักร

    ทุกวันนี้ เป็นที่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ได้สูญเสียความรู้สึกแห่งบาป จึงทำให้การสารภาพบาปลดน้อยลงไปด้วย นี่เป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้             ปีนี้ข้าพเจ้าของเชิญชวนท่านทั้งหลาย ให้พยายามค้นพบความมั่นคั่งและความน่าพิศวงของศีลอภัยบาป โดยการศึกษาอย่างจริงจังและอย่างลึกซึ้งในนิทานเปรียบเทียบเรื่องลูก      ล้างผลาญ โดยที่จุดเน้นไม่ใช่อยู่ที่ตัวบาป แต่เป็นความเมตตาอันน่าพิศวงของพระเป็นเจ้า   รับฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้าด้วยท่าทีของการภาวนา รำพึง ไตร่ตรอง และพูดกับ     พระเป็นเจ้าด้วยความมั่นใจว่า “ลูกต้องการพระองค์ ลูกต้องการพระองค์เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป พระองค์ทรงอยู่เหนือบาปของลูก ลูกเชื่อในอำนาจของพระองค์ที่ครอบคลุมลูก     ลูกเชื่อว่าพระองค์จะทรงช่วยลูกให้รอดแม้ว่าลูกจะเป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้ ข้าแต่พระเจ้าโปรดระลึกถึงลูก โปรดช่วยลูกด้วย

    จงพิจารณาตัวเองจากภายใจ บาปไม่ใช่เป็นเพียงการละเมิดต่อพระบัญญัติหรือต่อกฎศีลธรรม ก่อนอื่นหมดบาปเป็นการผิดต่อพระเป็นเจ้า (เทียบ สดุดี 50:6) เป็นการผิดต่อ     พี่น้องชายหญิง และเป็นการผิดต่อตนเอง จงตั้งตัวเองอยู่ต่อพระพักตร์พระเยซูเจ้า พระบุตรแต่องค์เดียวของพระเป็นเจ้า ผู้เป็นแบบอย่างของพี่น้องชายหญิงทั้งหลาย พระองค์แต่เพียงผู้เดียวที่จะแสดงให้เห็นว่าเราควรจะเป็นอย่างไรในความสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้า กับเพื่อนบ้าน กับสังคม และเพื่อที่จะอยู่อย่างสันติกับตนเอง พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้โดยทางพระวรสาร ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสตเจ้า การซื่อสัตย์ต่อตนเองจะเป็นเครื่องวัดความซื่อสัตย์ที่มีต่อผู้อื่น

    จงเข้าพึ่งพาศีลอภัยบาปอย่างจริงใจ อาศัยการสารภาพบาป เธอจะแสดงให้เห็นว่าเธอได้ยอมรับการไม่ซื่อสัตย์ และต้องการที่จะยุติการไม่ซื่อสัตย์นั้นๆ เธอได้ยอมรับว่า ต้องการการกลับใจและการคืนดี เพื่อที่พบกับสันติสุขและบังเกิดผลอย่างเต็มเปี่ยมในฐานะที่เป็นบุตรของพระเป็นเจ้าในองค์พระเยซูคริสตเจ้า และเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องที่ต้องต่อสู้กับบาปเช่นเดียวกัน (เทียบ Catholic Catechism, 1445)

    ที่สุดจงรับการอภัยบาปจากพระสงฆ์ด้วยความยินดี เวลานั้นเป็นเวลาที่พระบิดาผู้ใจดีจะตรัสกับคนบาปที่กลับใจถึงพระวาจาทรงชีวิตว่า “ลูกของฉันกลับมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง” ท่อธารแห่งชีวิตได้ให้พละกำลังและความกล้าหาญที่จะเอาชนะความเห็นแก่ตัว และสามารถที่จะรักอย่างจริงใจอีกครั้งหนึ่ง
  1. “ท่านต้องรักพระเป็นเจ้าของท่านอย่างหมดจิตหมดใจ นี่แหละเป็นธรรมบัญญัติข้อที่ยิ่งใหญ่ที่สุด บัญญัติข้อที่สำคัญรองลงมาก็คือ ท่าจจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง      ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้” (มัทธิว 22:37-40) พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกว่าพระบัญญัติประการที่สองเหมือนกับพระบัญญัติประการแรกแต่ว่า “คล้ายกัน” ดังนั้นพระบัญญัติสองประการนี้จึงแทนที่กันไม่ได้ เราจะทดแทนการรักพระเป็นเจ้าด้วยการรักเพื่อนมนุษย์ไม่ได้ หรือในทางตรงกันข้าม พระบัญญัติสองประการนี้มีความสำคัญต่างกัน ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติทั้งสองประการ พระเยซูเจ้าได้นำพระบัญญิติสองประการนี้มาคู่กัน เพื่อที่จะทำให้ความหมายเด่นชัดขึ้นว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิบัติข้อหนึ่งและละเลยอีกข้อหนึ่ง “พระเยซูเจ้าได้ยืนยันถึงเอกภาพที่แตกแยกไม่ได้ของพระบัญญัติสองประการนี้ ในพระวาจา ในชีวิต ในภาระกิจ ซึ่งรวบยอดในการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เครื่องหมายแห่งความรักที่แบ่งแยกไม่ได้ต่อพระเป็นเจ้าและต่อมนุษญยชาติ” (Veritatis Splendor, 14)

    เพื่อที่จะรู้ว่าเรารักพระเป็นเจ้าจริงหรือไม่ เราต้องสำรวจว่าเรารักเพื่อนมนุษย์อย่างจริงจังเพียงใด และถ้าเราอยากจะตรวจสอบคุณภาพของความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ เราต้องถามตนเองว่า เรารักพระเป็นเจ้ามากเพียงใด เพราะว่า “เขาจะรักพระเจ้าที่เขามองไม่เห็นได้อย่างไร ถ้าเขาไม่รักพี่น้องที่มองเห็นได้” (1 ยอห์น 4:20) และ “เรารู้ได้ว่า เรารักบรรดาบุตรของพระเจ้า ก็เพราะเรารักพระเจ้าและเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์” (1 ยอห์น 5:2)

    ในพระสมณสาร Tertio Millennio Advenicnte, ข้าพเจ้าได้เชิญชวนให้คริสตชนทุกคนได้ “เลือกและเน้นถึงภารกิจแรกของพระศาสนจักรที่มีต่อคนยากจน และผู้ที่สังคมทอดทิ้งก่อน” (n. 51) เป็นการเลือในลำดับความสำคัญไม่ใช่เป็นการเลือกเฉพาะ พระเยซูเจ้าได้เชิญชวนให้เรารักคนยากจนเพราะว่าพวกเขาเป็นผู้เปราะบาง ดังนั้นจึงต้องให้ความห่วงใยเป็นพิเศษ และเป็นที่ชัดเจนว่า คนยากจนเหล่านี้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ในประเทศร่ำรวย ทั้ง ๆ ที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียนมกันในการครอบครองสิ่งต่าง ๆ ความยากจนในทุกสถานการณ์เป็นการท้าทายให้คริสตชนทุกคนแสดงความรักเมตตา ความรักเมตตาดังกล่าวนี้จะต้องเป็นพันธะทางสังคมและการเมือง ทั้งนี้เป็นเพราะว่าปัญหาความยากจนในโลกเป็นสถานการณ์จริง ที่จะต้องแก้ไขโดยที่พี่น้องชายหญิงที่มีน้ำใจดี ผู้ก่อสร้างวัฒนธรรมแห่งความรัก เราไม่สามารถทำลายโครงสร้างของบาป โดยปราศจากความร่วมมือของทุกคนที่พร้อมจะ “สละตนเอง” เพื่อผู้อื่น ที่จะยินดี “รับใช้” ผู้อื่นมากกว่าที่จะเอารัดเอเปรียบผู้อื่น (เทียบ Sollicitudo Rei Socialis, 38)

    เยาวชนที่รัก ข้าพเจ้าขอเชิญชวนพวกเธอให้ทำการริเริ่มอย่างจริงจังในความเป็นหนึ่งเดียวและแบ่งปันกับคนที่ยากจน สุด ร่วมในกิจกรรมหรือโครงการใดโครงการหนึ่งที่เกี่ยวกับ คนยากจนในที่ใดที่หนึ่งอย่างจริงใจ นี่เป็นวิธีที่จะถวายคืนแด่พระผู้เป็นเจ้าในตัวบุคคลของคนยากจนด้วยสิ่งของต่างๆ ที่พระเป็นเจ้าได้ประทานให้แก่เธอผู้ซึ่งโชคดีกว่าเขาเหล่านั่น และนี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่เป็นการแสดงออกอย่างเห์นได้ชัดถึงการเลือกเส้นทางเข้าหา    พระเจ้าและเข้าหาผู้อื่น
  1. พระแม่มารีอาได้สรุปถึงรหัสธรรมของพระศาสนจักรในชีวิตของพระนาง พระนางเป็น   “บุตรีที่พระบิดาทรงโปรดปราน” (Tertio Millennio Adveniente, 54) ผู้ซึ่งพร้อมที่จะรับและตอบสนองพระพรแห่งการเป็น “บุตรี” ของพระบิดาเจ้าและยอมรับที่จะเป็นพระมารดาของพระบุตร “จงเป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาทะของท่าน” (ลูกา 1:13) พระนางเป็นมารดาของ  พระเจ้า เพราะพระนางเป็นบุตรีที่สมบูรณ์แบบของพระบิดา

    ในพระหทัยของพระนาง ไม่มีความปรารถนาอื่นใดนอกจากที่จะช่วยคริสตชนให้ซื่อสัตย์ต่อพันธะหน้าที่ที่จะดำเนินชีวิตเป็นบุตรของพระเจ้า ในฐานะที่เป็นมารดาผู้มีใจอ่อนหวาน พระนางทรงนำมนุษย์ไปหาพระเยซูเจ้า ในการติดตามพระองค์พวกเขาจะได้เรียนรู้และพัฒนาความสัมพันธ์กับพระบิดาเจ้าในสวรรค์ ดุจเดียวกับที่งานแต่งงานที่กานา พระนางได้เชิญชวนมนุษย์ให้กระทำตามที่พระองค์ทรงบอก (เทียบ ยอห์น 2:5) เพระาพระนางทรงทราบว่านี่เป็นหนทางที่จะกลับสู่บ้าน “พระบิดาผู้ทรงเมตตา” (เทียบ 2 โครินธ์ 1:3)

    งานวันเยาวชนโลกครั้งที่ 14 ที่พวกเธอจะเฉลิมฉลองตามวัดต่าง ๆ ในท้องถิ่น จะเป็นการเฉลิมฉลองครั้งสุดท้ายก่อนการนัดพบที่น่ายินดีและยิ่งใหญ่ มีความสำคัญต่อการเตรียมตัวสู่ปีปีติมหาการุญ ข้าพเจ้าภาวนาให้พวกเธอแต่ละคน เพื่อให้โอกาสนี้เป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งชีวิตและพระศาสนจักรของพระองค์

    ข้าพเจ้าขอฝากการเดินทางนี้กับพระมารดา ข้าพเจ้าวอนขอพระนามโปรดให้จิตใจขิงพวกเธอพร้อมที่จะรับพระหรรษทานจากพระบิดา เพื่อพวกเธอจะได้เป็นพยานถึงความรักของพระองค์

    ด้วยความยินดี ข้าพเจ้าขอให้ปีนี้เป็นปีที่มั่งคั่งด้วยความเชื่อ และการอุทิสตนในหนทาง  แห่งพระวรสาร ข้าพเจ้าจึงขออวยพรพวเธอทุกคนจากใจจริง

จากนครวาติกัน 6 มกราคม 1999 สมโภชวันพระคริสต์แสดงองค์

ยอห์น ปอน ที่ 2

แปลโดย
คุณพ่อมีคาแอล อดุลย์เกษม และคณะกรรมการฝ่ายงานธรรมทูตซาเลเซียนเพื่อสภาเยาวชนฯ