Sample Page

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2010 ครั้งที่ 25

“พระอาจารย์เจ้าผู้ทรงความดี ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร”
(มก. 10: 17-22)

เยาวชนที่รัก

ปีนี้เป็นปีที่ 25 ของวันเยาวชนโลกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นโดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงปรารถนาที่จะนำเยาวชนจากทั่วโลกให้ได้มาพบกัน  ซึ่งเป็นความพยายามที่ก่อให้เกิดผลดีมากมาย ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่มีโอกาสมาพบปะกัน รับฟังพระวาจา ค้นพบความสวยงามของพระศาสนจักร  มีประสบการณ์ในความเชื่อ ซึ่งช่วยนำให้เยาวชนจำนวนมากอุทิศตนทั้งครบแด่พระคริสตเจ้า 

วันเยาวชนครั้งที่ 25 ปีนี้เป็นอีกขั้นหนึ่งของการเตรียมเข้าร่วมงานวันเยาวชนโลกที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมที่มาดริด ซึ่งพ่อหวังว่าพวกเธอจะมาเข้าร่วมโอกาสแห่งพระหรรษทานนี้

เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองดังกล่าว พ่อขอเสนอให้พวกเธอทำการไตร่ตรองหัวข้อสำหรับปีนี้ นั่นคือ “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร” (มก. 10: 17) เป็นการนำเอาข้อความพระวรสารตอนที่พระเยซูทรงพบกับชายหนุ่มมาไตร่ตรองกันอีกครั้ง ซึ่งหัวข้อนี้สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงเคยบรรยายไว้อย่างน่าฟังในจดหมายฉบับแรกที่พระองค์ทรงเขียนถึงเยาวชนเมื่อปี 1985

1.  พระเยซูทรงพบกับชายหนุ่ม

พระวรสารโดยนักบุญลูกาเล่าว่า ขณะที่พระเยซูกำลังทรงพระดำเนินอยู่ระหว่างทาง  ชายหนุ่มคนหนึ่งรีบเข้ามาคุกเข่าลง ทูลถามว่า “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี  ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร”  พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ทำไมเรียกเราว่าผู้ทรงความดี  ไม่มีใครทรงความดีนอกจากพระเจ้าเท่านั้น  ท่านรู้จักบทบัญญัติแล้ว คือ อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ อย่าฉ้อโกง จงนับถือบิดามารดา”  ชายผู้นั้นทูลว่า  “พระอาจารย์  ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านี้ทุกข้อมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว”  พระเยซูทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดู ตรัสกับเขาว่า  “ท่านยังขาดสิ่งหนึ่ง  จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน และท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์  แล้วจงติดตามเรามาเถิด”  เมื่อได้ฟังพระวาจานี้  ชายผู้นั้นหน้าสลดลง เพราะเขามีทรัพย์สมบัติมากมาย จึงจากไปด้วยความทุกข์” (มก. 10: 17-22)

เรื่องเล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความห่วงใยของพระเยซูต่อเยาวชน ต่อเธอ ต่อความคาดหวังของเธอ ต่อความหวังของเธอ  อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของพระองค์ที่จะพบกับเธอเป็นการส่วนตัว และทรงปรารถนาที่จะเสวนากับเธอแต่ละคน  ความจริงพระคริสตเจ้าทรงหยุดเดินทางเพื่อที่จะตอบสนองต่อคำถามของผู้ที่ตั้งใจถามพระองค์  แสดงว่าพระองค์พร้อมที่จะให้เวลากับชายหนุ่มผู้นั้น ซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสนทนากับ “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี” เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไร  ด้วยข้อความจากพระวรสารตอนนี้ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ต้องการที่จะแนะนำ สนับสนุนเธอแต่ละคนให้  “สนใจที่จะสนทนากับพระคริสตเจ้า … ซึ่งเป็นการสนทนาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนหนุ่มสาว” (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 2)

2.  พระเยซูทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดู

ในพระวรสารนักบุญลูกาเน้นว่า “พระเยซูทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดู” (เทียบ มก. 10-20) ในการทอดพระเนตรของพระเยซูนั้นหัวใจเป็นจุดใหญ่ที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรและหัวใจจะต้องเป็นประสบการณ์สำหรับคริสตชนทุกคน  อันที่จริงแล้ว ศาสนาคาทอลิกไม่ได้เป็แค่คำสอนด้านศีลธรรมเท่านั้น แต่เป็นการมีประสบการณ์กับพระเยซูคริสตเจ้าเอง ผู้ทรงรักเราเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะยากดีมีจน พระองค์ทรงรักเราแม้กระทั่งตอนที่เราหันหลังให้กับพระองค์

เมื่อดูข้อคิดเห็นเข้าไปอีกสักหน่อย พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงบรรยายเพิ่มเติมโดยหันไปยังเยาวชนว่า “พ่อหวังว่าพวกเธอคงจะมีประสบการณ์กับการทอดพระเนตรดังกล่าว  พ่อหวังว่าเธอคงจะมีประสบการณ์กับความจริงที่ว่าพระคริสตเจ้าทรงรักเธอ (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 7)  ความรักสมบูรณ์แบบที่แสดงให้เห็นบนไม้กางเขนทำให้นักบุญเปาโลต้องเขียนด้วยความตื่นตระหนกว่า “พระองค์ทรงรักข้าพเจ้าและทรงมอบพระองค์เองให้แก่ข้าพเจ้า” (กท. 2: 20)  “การตระหนักว่าพระบิดาทรงรักเราในองค์พระบุตรของพระองค์ ว่าพระคริสตเจ้าทรงรักทุกคนอย่างสม่ำเสมอ จะกลายเป็นเสาค้ำยันสำหรับการมีชีวิตอยู่ของเรา” (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 7)  มันจะช่วยเราให้สามารถเอาชนะต่อการประจญทุกรูปแบบ ทำให้เราสามารถสู้ได้กับความบาป ความทุกข์ และความสิ้นหวังของเรา

ในความรักดังกล่าวเราจะได้พบกับต้นกำเนิดแห่งชีวิตคริสตชนที่ครบบริบูรณ์รวมถึงเหตุพื้นฐานที่ต้องมีการประกาศพระวรสาร  หากเราได้พบกับพระเยซูเจ้าอย่างจริงจัง เราไม่อาจเป็นอื่นได้นอกจากจะเป็นพยานต่อผู้ที่ยังไม่เคยได้รับการทอดพระเนตรจากพระองค์

3.  การค้นพบแผนการของชีวิต

สำหรับชายหนุ่มในพระวรสารเราจะพบสภาพคล้ายๆกันกับเรื่องราวที่เธอกำลังเผชิญอยู่  เธอเองก็มีความร่ำรวยเช่นเดียวกันในเรื่องของคุณสมบัติ พลัง ความฝัน ความหวัง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทรัพยากรที่เธอมีอยู่อย่างเหลือล้น  แม้อายุของเธอเองก็เป็นความมั่งคั่งมหาศาล ไม่ใช่สำหรับตัวเธอเองเท่านั้น แต่สำหรับผู้อื่น สำหรับพระศาสนจักร และสำหรับโลกด้วย 

ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยถามพระเยซูว่า “ข้าพเจ้าต้องทำอะไร?”  วัยชีวิตของเธอในขณะนี้อยู่ใน ช่วงแห่งการค้นหา  ต้องค้นหาให้พบพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้เธอ รวมถึงความรับผิดชอบต่างๆ ของเธอ  มันเป็นเวลาที่เธอต้องทำการเลือกที่จะสร้างแผนในการดำเนินชีวิต  เพราะฉะนั้น เวลานี้จึงเป็นเวลาที่จะต้องถามตัวเองเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตโดยถามตัวเองว่า “ข้าพเจ้าพอใจกับชีวิตของข้าพเจ้าแล้วหรือยัง?  ยังมีอะไรที่ขาดหายไปบ้างไหม?”

บางทีเธออาจตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันกับชายหนุ่มในพระวรสาร คือขาดความมั่นใจ มีเรื่องกวนใจ หรือมีความทุกข์ ซึ่งทำให้เธออยากจะมีชีวิตที่ไม่ใช่ชีวิตแบบครึ่งๆกลางๆ จนอยากถามตัวเองว่า ชีวิตที่ประสบกับความสำเร็จนั้นกอปรด้วยอะไรบ้าง?  ข้าพเจ้าต้องทำอะไร?  ข้าพเจ้าควรที่จะมีโครงการชีวิตอย่างไร?  “ข้าพเจ้าต้องทำอะไรสำหรับชีวิตเพื่อที่จะให้มันมีคุณค่าและมีความหมาย?” (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 3)

จงอย่ากลัวที่จะเผชิญหน้ากับคำถามเหล่านี้  มันไม่ใช่ปัญหาที่หนักจนทับถมตัวเธอ มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความทะเยอทะยานที่สิงอยู่ในหัวใจเธอ  เพราะฉะนั้นต้องใส่ใจกับคำถามเหล่านั้น  มันกำลังรอคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบแบบขอไปที แต่จะต้องสามารถตอบสนองต่อความตั้งใจและความคาดหวังในชีวิตที่ต้องการความสุขด้วย

การได้พบกับแผนการชีวิตที่สามารถทำให้เธอมีความสุขอย่างแท้จริง สามารถฟังพระเจ้า ผู้ทรงมีแผนการแห่งความรักสำหรับเธอทุกคน   ขอให้เธอถามพระองค์ด้วยความวางใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า แผนการของพระองค์ ของพระผู้สร้างและของพระบิดาสำหรับชีวิตข้าพเจ้านั้นคืออะไร?  ข้าพเจ้าใคร่ที่จะปฏิบัติตามให้ลุล่วงไป” ขอให้เธอมั่นใจได้เลยว่า พระองค์จะตอบสนอง อย่ากลัวคำตอบของพระองค์ “พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าหัวใจของเรา พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่าง” (1 ยน. 3: 20)

4.  จงติดตามเรามาเถิด

พระเยซูทรงเชิญชายหนุ่มคนนั้นให้ไปไกลกว่าความตั้งใจและแผนการของเขา พระองค์

ตรัสกับเขาว่า “จงติดตามเรามาเถิด”  กระแสเรียกคริสตชนเกิดจากข้อเสนอจากความรักของพระเจ้า “พระเยซูทรงเชิญศิษย์ให้มอบตนเองทั้งครบเป็นของขวัญโดยมิต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์อันใดแล้ววางใจในพระเจ้าโดยไม่มีข้อแม้ บรรดานักบุญต่างตอบสนองต่อการเชื้อเชิญดังกล่าว แล้วติดตามพระผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพจากความตายด้วยความด้วยใจสุภาพและถ่อมตน  ความครบครันของพวกเขา ซึ่งบ่อยครั้งมนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้นั้นอยู่ที่การไม่เอาตนเป็นศูนย์กลาง แต่เลือกที่จะทวนกระแสของการเจริญชีวิตทั่วไปตามแบบฉบับของพระวรสาร” (คำเทศน์ของพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ในบูชามิสซาแต่งตั้งนักบุญ วันที่ 12 ตุลาคม 2009)

เยาวชนที่รัก  จงดูแบบฉบับของศิษย์พระเยซูเป็นอันมาก  เธอเองก็เช่นเดียวกัน ขอให้ยอมรับการเชื้อเชิญของพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดีที่จะติดตามพระองค์ไป ที่จะเจริญชีวิตอย่างเอาจริงเอาจังและทำให้มันบังเกิดผลเต็มที่ในโลกนี้  โดยศีลล้างบาปพระองค์ทรงเรียกร้องเราทุกคนให้ติดตามพระองค์ด้วยการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ให้รักพระองค์เหนือสิ่งใด และให้รับใช้พระองค์โดยทางพี่น้อง แต่โชคร้ายที่ชายหนุ่มร่ำรวยผู้นั้นไม่ได้ยอมรับคำเชิญของพระเยซู เขาเดินจากไปด้วยความเศร้าใจ  เขาไม่มีความกล้าพอที่จะตัดขาดจากสมบัติที่เป็นวัตถุเพื่อที่จะได้พบกับสิ่งยิ่งใหญ่ว่าที่พระเยซูทรงเสนอให้

ความเศร้าใจในตัวชายหนุ่มร่ำรวยผู้นั้นมีอยู่ในจิตใจทุกคนเมื่อคนๆ นั้นไม่มีความกล้าที่จะติดตามพระเยซู ไม่มีความกล้าที่จะเลือกสิ่งที่ถูกต้อง  แต่ก็ยังไม่สายเกินที่จะตอบสนองต่อการเรียกของพระองค์

พระเยซูไม่เคยหน่ายที่จะทอดพระเนตรแห่งความรักและการเรียกมายังบรรดาศิษย์ของพระองค์  แต่พระองค์ทรงเสนอให้กับบางคนซึ่งการเลือกแบบพิเศษ  ในปีพระสงฆ์นี้พ่อขอสนับสนุนบรรดาหนุ่มสาวให้สนใจเป็นพิเศษ หากพระเจ้าทรงเชื้อเชิญพวกเธอด้วยพระพรที่ยิ่งใหญ่ในกระแสเรียกแห่งการเป็นพระสงฆ์ ขอให้เธอตอบสนองด้วยใจกว้างและกระตือรือร้นสำหรับเครื่องหมายแห่งความรักพิเศษนี้  ขอให้ปรึกษากับพระสงฆ์หรือผู้นำวิญญาณในการแยกแยะแสวงหาหนทางชีวิต  จงอย่าได้กลัว หากพระเจ้าทรงเรียกเธอให้เป็นนักบวช ให้เจริญชีวิตในอาศรม เป็นธรรมทูต หรือดำเนินชีวิตแบบผู้ถวายตัว  พระองค์สามารถมอบความสุขอย่างล้ำลึกแก่ผู้ที่ตอบสนองต่อกระแสเรียกด้วยความกล้าหาญ

นอกจากนี้ พ่อขอเชิญทุกคนที่รู้สึกว่าตนมีกระแสเรียกในการแต่งงานก็ขอให้ยอมรับกระแสเรียกดังกล่าวด้วยความเชื่อ พร้อมกับปวารณาตนเองที่จะยึดมั่นดำรงอยู่ในความรักที่ยิ่งใหญ่ ขอให้ซื่อสัตย์และเปิดใจกว้างให้กับพระพรแห่งชีวิต ซึ่งเป็นความมั่งคั่งและเป็นพระหรรษทานสำหรับสังคมและสำหรับพระศาสนจักร  

5.  มุ่งสู่ชีวิตนิรันดร

“ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร?”  คำถามของชายหนุ่มในพระวรสารดูเหมือนจะเป็นคำถามไกลตัวสำหรับคนหนุ่มสาวร่วมสมัยไปเสียแล้ว  เพราะอย่างที่พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงตั้งข้อสังเกตไว้ “เรามิได้อยู่ในยุคที่ความเจริญทางโลกาวัตถุครอบงำจนหมดสิ้นดอกหรือ? (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 5)  แต่ประเด็นของ “ชีวิตนิรันดร” จะผุดขึ้นมาทันทีเมื่อเราประสบกับความเจ็บปวด หรือเมื่อเราต้องสูญเสียคนใกล้ชิด หรือเมื่อเราประสบกับความล้มเหลว”

แต่ “ชีวิตนิรันดร” ที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดถึงคืออะไร?  พระเยซูทรงให้ความกระจ่างเองเมื่อพระองค์ทรงหันพระพักตร์ไปหาศิษย์พลางตรัสว่า “เราจะเห็นท่านอีก และใจของท่านจะยินดี ไม่มีใครนำความยินดีไปจากท่านได้” (ยน. 16: 22)  นี่เป็นพระวาจาที่แสดงให้เห็นถึงความสุขสูงส่งที่ไม่มีวันจบสิ้น  แสดงให้เห็นถึงความชื่นชมยินดีที่เติมเต็มด้วยความรักของพระเจ้าตลอดกาล

การถามตัวเองถึงความแน่นอนของอนาคตที่รออยู่ข้างหน้าจะช่วยเราให้ตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิต  เพระว่ามันช่วยเราให้มีแผนการชีวิตสำหรับสิ่งที่ไม่ถูกจำกัดและไม่เพียงแค่ผ่านไป แต่คู่ควรและล้ำลึก ซึ่งนำเราให้รักโลก ซึ่งเป็นที่รักของพระเจ้า  นำเราให้รู้จักอุทิศตนเพื่อพัฒนาโลก  แต่ทั้งนี้ด้วยความอิสรเสรีและด้วยความชื่นชมยินดีอันเกิดจากความเชื่อและความหวัง  มันเป็นสิ่งที่ช่วยเราไม่ให้ถือเอาความจริงในโลกนี้เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ด้วยตระหนักว่าพระเจ้าทรงเตรียมอนาคตที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้เรา โดยกล่าวเช่นเดียวกับนักบุญเอากุสตินว่า  “เราพร้อมใจกันปรารถนาสวรรค์บ้านของเรา  เราอยากไปสวรรค์บ้านเรา  เรารู้ตัวว่าเราเป็นคนเดินทางในโลกนี้”  ด้วยการพิศเพ่งชีวิตนิรันดรอยู่เป็นนิจ บุญราศี ปีแอร์ ยีออร์ยีโอ ฟราสเซตตี ซึ่งเสียชีวิตไปตอนที่ท่านมีอายุเพียง 24 ปี กล่าวว่า “ข้าพเจ้าต้องการมีชีวิต ไม่ใช่เพียงเพื่อมีชีวิตเฉยๆ”  บนรูปภาพพระเยซูเจ้ากำลังเสด็จขึ้นสวรรค์ที่ส่งไปให้เพื่อนคนหนึ่งเขาเขียนว่า “เสด็จสู่เบื้องบน” ซึ่งเขาหมายถึงไม่เพียงแต่ “สู่ความครบครัน” เท่านั้น แต่หมายถึง “สู่ชีวิตนิรันดร” ด้วย

เยาวชนที่รัก  พ่อขอสนับสนุนเธอจงอย่าได้ลืมวางแผนสำหรับชีวิต  เราทุกคนถูกเรียกให้ไปสู่ชีวิตนิรันดร พระเจ้าทรงสร้างเรามาเพื่อที่จะไปเสวยสุขกับพระองค์ตลอดกาล  ความจริงนี้จะช่วยเธอให้มอบความหมายที่เต็มเปี่ยมกับการเลือกและการมอบคุณค่าแก่การมีชีวิตของเธอ

6.  พระบัญญัติคือหนทางแห่งความรักที่แท้จริง

พระเยซูทรงเตือนหนุ่มร่ำรวยผู้นั้นเกี่ยวกับบัญญัติสิบประการว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่จะ “ได้ชีวิตนิรันดร”  บัญญัติสิบประการเป็นพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตในความรัก ในการที่จะช่วยแยกแยะว่าอะไรชั่วอะไรดี อีกทั้งจะช่วยสร้างแผนการมั่นคงยั่งยืนสำหรับชีวิตด้วย  แน่นอน  พระเยซูทรงถามเราด้วย… ว่า… เรารู้จักบทบัญญัติของพระองค์ไหม  เราตระหนักที่จะสร้างมโนธรรมของเราตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าไหม  และเราจะนำมันไปปฏิบัติไหม

แน่นอนว่าปัญหาที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้เป็นเรื่องทวนกระแสความนึกคิดของสังคมปัจจุบัน ซึ่งสาละวนอยู่แต่เสรีภาพที่ไม่คำนึงถึงคุณค่า กฎระเบียบ เป้าหมายหลัก อีกทั้งสลัดทิ้งซึ่งข้อจำกัดทั้งปวงที่จะมาขวางกั้นแรงปรารถนาแห่งตน  แต่ความคิดเช่นนี้แทนที่จะนำไปสู่อิสรเสรีภาพกลับจะนำมนุษย์ไปสู่ความเป็นทาสของตัวเอง ของแรงปรารถนาที่นอกลู่นอกทาง เช่น อำนาจ เงินทอง ความสุขสำราญที่ไร้ขอบเขต และสิ่งล่อลวงต่างๆ ของโลกอันจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาไม่สามารถที่จะติดตามกระแสเรียกดั้งเดิมที่สอนให้เขา รู้จักรัก

พระเจ้าทรงมอบพระบัญญัติให้เราเพราะพระองค์ทรงต้องการสอนเราให้ทราบถึงเสรีภาพที่แท้จริง  เพราะพระองค์ต้องการที่จะสร้างพระอาณาจักรแห่งความรัก ความยุติธรรม และสันติร่วมกันกับเรา  การรับฟังบทบัญญัติเหล่านั้นและการนำไปปฏิบัติมิได้สิ่งใดอื่น นอกจากจะช่วยให้เราพบหนทางแห่งเสรีภาพและความรักที่แท้จริง  เพราะพระบัญญัติมิได้จำกัดขอบเขตความสุข แต่ชี้ให้เห็นว่าจะพบกับความสุขได้อย่างไร  ตั้งแต่เริ่มการสนทนากับเด็กหนุ่มร่ำรวย พระเยซูทรงเตือนเขาว่า กฎระเบียบที่พระเจ้าทรงประทานให้นั้นเป็นสิ่งดี เพราะว่า “พระเจ้าคือองค์แห่งความดี”

7.  เราต้องการเธอ

หนุ่มสาวมักจะต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการอันสืบเนื่องมาจากการตกงาน ขาดอุดมการณ์ และไม่มีความมั่นคงสำหรับอนาคต  บางครั้งใครบางคนอาจรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถท่ามกลางวิกฤตและปัญหาของปัจจุบัน  แม้ต้องเผชิญกับความยุ่งยากต่างๆ เธอต้องไม่ท้อแท้และจะต้องไม่เลิกที่จะฝัน  ตรงกันข้ามเธอจะต้องสร้างความปรารถนาแห่งภราดรภาพ ความยุติธรรม และสันติในดวงใจ  อนาคตอยู่ในกำมือของเธอ  เพราะพระเจ้าทรงฝังพระพรและความมั่งคั่งไว้ในดวงใจของเธอ ซึ่งดวงใจของเธอจะต้องถูกหล่อหลอมด้วยการพบกับพระคริสตเจ้า  ประสบการณ์เช่นนี้แหละที่จะนำความหวังมาสู่โลกได้  เป็นความเชื่อในความรักของพระเจ้าที่จะทำให้เธอเข้มแข็งและใจกว้าง  ความเชื่อจะทำให้เธอกล้าที่จะจัดการกับการเดินทางในชีวิตด้วยความสงบ รวมถึงจะช่วยให้เธอมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและต่อหน้าที่การงานด้วย  จงมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตด้วยการศึกษาและการฝึกฝนตนเองเพื่อรับใช้ความดีส่วนรวมด้วยหนทางที่ถูกต้องและด้วยใจกว้าง

ในสมณสาสน์ “ความรักในความจริง” (Caritas in Veritate) ในด้านที่เกี่ยวกับพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม  พ่อได้กำหนดสิ่งท้าทายในยุคปัจจุบันไว้หลายข้อด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งเร่งด่วนและจำเป็นสำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน  เช่นการใช้ทรัพยากรโลก  การให้ความเคารพต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  การแบ่งความร่ำรวยที่ชอบธรรม  การควบคุมกลไกเรื่องเงินทุน  ความเอื้ออาทรต่อประเทศยากจนในฐานะที่เป็นครอบครัวเดียวกัน  การต่อสู้กับความหิวโหยในโลก  การส่งเสริมศักดิ์ศรีแรงงานมนุษย์  การรับใช้วัฒนธรรมแห่งชีวิต  การสร้างสันติระหว่างประชาคม การเสวนาระหว่างศาสนา  และการใช้เทคโนโลยีสื่อสารอย่างถูกต้องเป็นต้น

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้คือการท้าทายที่เธอถูกเรียกร้องให้ตอบสนองเพื่อที่จะช่วยกันสร้างโลกที่มีความชอบธรรมและมีความเป็นพี่น้องกันมากขึ้น  มันเป็นการท้าทายที่เรียกร้องให้ต้องมีการวางแผนชีวิตที่ดี ซึ่งเธอจะต้องทุ่มเทความสามารถทั้งหมดให้กับแผนการที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ไว้แต่ละคน  นี่ไม่ใช่เรื่องของการประกอบวีรกรรมหรือกิจกรรมที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษใดๆ แต่เป็นการใช้ความสามารถและศักยภาพของตนอย่างเต็มที่โดยมุ่งที่จะเจริญก้าวหน้าไปในความเชื่อและความรักอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับปีพระสงฆ์นี้ พ่อขอเชิญชวนพวกเธอให้ทราบถึงชีวิตของบรรดานักบุญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักบุญที่เป็นพระสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์  เธอจะเห็นว่าพระเจ้าทรงนำทางพวกเขา และพวกเขาก็ได้พบหนทางดังกล่าววันแล้ววันเล่าโดยอาศัยความเชื่อ ความไว้ใจ และความรัก  พระเจ้าทรงเรียกร้องเธอแต่ละคนให้ร่วมมือกันอย่างจริงจังกับพระองค์ให้รับผิดชอบในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความรัก  หากเธอปฏิบัติตามพระวาจาของพระองค์ หนทางเดินของเธอจะได้รับความสว่างอันจะนำเธอไปสู่เป้าหมายที่สุดประเสริฐ ซึ่งจะนำความชื่นชมยินดีและความหมายที่สมบูรณ์มาสู่ชีวิต

ขอพระแม่มารีย์พรหมจารีพระมารดาของพระศาสนจักรโปรดเดินทางไปพร้อมกันกับเธอ และพร้อมกับการคุ้มครองของพระแม่  พ่อจะระลึกถึงพวกเธอในคำภาวนาและขออวยพรมาด้วยความรัก

วาติกัน  วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2010

พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2009 ครั้งที่ 24

“เราได้มอบความหวังไว้ในพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (1 ทธ 4:10)


เพื่อนเยาวชนที่รักทั้งหลาย


ในวันอาทิตย์ใบลานนี้ เราจะฉลองวันเยาวชนโลก ครั้งที่ 24 กันในระดับสังฆมณฑล ขณะที่เรากำลังตระเตรียมการเฉลิมฉลองประจำปีอยู่นี้ ทำให้พ่อรำลึกถึงการชุมนุมเยาวชนโลกที่นครซิดนีย์ เมื่อเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว ด้วยความรู้สึกกตัญญูต่อพระเจ้า ช่างเป็นการพบปะกันที่น่าจดจำอย่างยิ่ง ในครั้งนั้น พระจิตเจ้าได้ทรงฟื้นฟูชีวิตเยาวชนนับไม่ถ้วนจากทั่วโลกที่ได้มาร่วมงาน ความยินดีจากการเฉลิมฉลองและความร้อนรนฝ่ายจิตที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสองสามวันนั้น เป็นเครื่องหมายอันเด่นชัดของการประทับอยู่ของพระจิตเจ้า และบัดนี้เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่การชุมชุมเยาวชนโลกที่จะจัดขึ้น ณ กรุงมาดริด ใน ค.ศ. 2011 โดยหัวข้อของงานนำมาจากถ้อยคำของนักบุญเปาโลอัครสาวกที่ว่า “จงหยั่งรากลึกลงในพระองค์ และเสริมสร้างขึ้นในพระองค์ จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง” (อ้าง คส 2: 7) ขอให้เราเตรียมตัวพร้อมๆ กัน ขณะที่เราเดินหน้ามุ่งไปสู่การชุมนุมเยาวชนโลกครั้งต่อไป พ่อขอเสนอหัวข้อของ ปี 2009 จาก ถ้อยคำของนักบุญเปาโลที่ว่า “เราได้มอบความหวังไว้ในพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (1 ทธ 4:10) และในปี ค.ศ. 2010 เราจะไตร่ตรองคำถามที่เศรษฐีหนุ่มได้ถามพระคริสตเจ้าว่า “ท่านอาจารย์ผู้ทรงความดี ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร” (มก 10: 17)

วัยเยาวชน เป็นเวลาแห่งความหวัง

ที่นครซิดนีย์ เราให้ความสนใจกับสิ่งที่พระจิตทรงบอกกับผู้มีความเชื่อในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกเธอ เยาวชนที่รักของพ่อ ในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณปิดการชุมนุม พ่อได้กระตุ้นให้พวกเธอยอมมอบตนเองให้พระองค์หล่อหลอม เพื่อจะได้เป็นผู้สื่อสารแห่งความรักของพระเจ้า ที่สามารถสร้างอนาคตแห่งความหวังสำหรับมวลมนุษยชาติ ประเด็นเรื่องความหวังเป็นประเด็นหลักในชีวิตของพวกเราในฐานะที่เป็นมนุษย์ และต่อพันธกิจของเราในฐานะคริสตชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ เราต่างตระหนักถึงความต้องการความหวัง ไม่ใช่ความหวังทั่วๆ ไป แต่เป็นความหวังที่แน่วแน่และไว้วางใจได้ ดังที่พ่อตั้งใจย้ำในสมณสาสน์ว่าด้วยเรื่องความหวังของคริสตชน “รอดพ้นด้วยความหวัง” (Encyclical Spe Salvi) วัยเยาวชนเป็นช่วงเวลาพิเศษของความหวัง เพราะเป็นวัยที่มองอนาคตด้วยความคาดหวังต่างๆ เมื่อเรายังหนุ่มยังสาว เราเต็มไปด้วยอุดมการณ์  ความใฝ่ฝัน และการวางแผนมากมาย วัยหนุ่มวัยสาวเป็นเวลาแห่งการเลือกอย่างเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตซึ่งจะทำให้บังเกิดผลสมบูรณ์ บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่า เหตุใดจึงเกิดคำถามต่างๆ มากมายในช่วงนี้ของชีวิต อาทิเช่น ฉันมาอยู่ในโลกนี้ทำไมกัน ชีวิตมีความหมายอย่างไร ชีวิตฉันจะเป็นเช่นไรกัน รวมทั้ง ฉันจะมีความสุขได้อย่างไร ทำไมจึงมีความทุกข์ การเจ็บป่วย และความตาย จะเกิดอะไรขึ้นหลังความตาย คำถามเหล่านี้จะยิ่งเน้นย้ำ เมื่อเราต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ที่บางครั้งดูเหมือนทนแทบไม่ไหว เช่น ความยากลำบากของการศึกษา การตกงาน การทะเลาะวิวาทกันในครอบครัว วิกฤติด้านมิตรภาพ หรือการสร้างสัมพันธภาพแห่งความรักใคร่กลมเกลียวกัน โรคภัยไข้เจ็บหรือความพิการ การขาดทุนทรัพย์อันเนื่องมาจาก การแพร่ขยายของวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เราถามตนเองว่า เราจะได้มาและจะรักษาดวงประทีปแห่งความหวังให้ลุกโชนอยู่ในจิตใจเราได้อย่างไรกัน

แสวงหา “ความหวังอันยิ่งใหญ่”

ประสบการณ์สอนเราว่า คุณลักษณะส่วนตัวและทรัพย์สมบัติต่างๆ นั้น ยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันถึงความหวังซึ่งจิตใจมนุษย์กำลังแสวงหาอยู่เสมอๆ ดังที่พ่อได้เขียนไว้ในสมณสาสน์ว่าด้วยความหวังของคริสตชน “รอดพ้นด้วยความหวัง”  (Encyclical Spe Salvi) แล้วว่า การเมือง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และทรัพยากรอื่นๆ โดยตัวมันเองแล้วยังไม่เพียงพอที่จะได้มาซึ่ง ความหวังอันยิ่งใหญ่ ที่เราทุกคนมุ่งหวังกัน ความหวังนี้ “จะมีก็แต่พระเจ้าแต่องค์เดียว ผู้ทรงอยู่เหนือทุกสิ่งและผู้ทรงมอบให้แก่เรา ในสิ่งที่ตัวเราเองไม่สามารถหาได้” (ข้อ 31) และนี่เป็นเหตุผลว่า การละทิ้งพระเจ้าก็คือการสูญเสียทิศทางอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นลักษณะสังคมของเรา ยังผลให้เกิดความเปล่าเปลี่ยวใจและความรุนแรง ความไม่พึงพอใจและการขาดความเชื่อมั่น และบ่อยครั้งนำมาซึ่งความสิ้นหวัง พระวาจาของพระเจ้าได้เตือนไว้ชัดเจนว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า ‘คนที่วางใจในมนุษย์ และให้เนื้อหนังเป็นมือของเขา และใจของเขาหันออกจากพระเจ้า คนนั้นก็เป็นที่สาปแช่ง เขาเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย และไม่มีความดีอันใดมาถึงเลย” (ยรม 17:5-6) 

แน่นอนว่า วิกฤติด้านความหวังนี้ส่งผลกระทบต่อวัยรุ่น ในสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีความไม่แน่นอน คุณค่าหรือข้ออ้างที่ชัดเจนเล็กๆ น้อยๆ นี้ ทำให้เยาวชนต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ที่ดูเหมือนจะรุนแรงมากกว่าที่พวกเขาจะรับได้ เยาวชนที่รักทั้งหลาย พ่อนึกถึงเยาวชนวัยเดียวกับพวกเธออีกมากมายที่ได้รับบาดแผลจากชีวิต บ่อยครั้งที่พวกเขาต้องทนทุกข์อยู่กับการไม่สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเต็มที่ของตนเอง อันมีสาเหตุมาจากการแตกแยกทางครอบครัว จากองค์ประกอบทางการศึกษาที่ไร้กฎเกณฑ์และทำตามใจชอบ และจากประสบการณ์ที่น่าหวาดกลัว สำหรับเยาวชนบางคน (โชคไม่ดีเลยที่มีจำนวนมากทีเดียว) ทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การหนีไปมีพฤติกรรมที่รุนแรงและเป็นอันตราย ติดสิ่งเสพติดและสุรา และยังมีกับดักทำนองเดียวกันนี้อีกมากมายสำหรับผู้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในหมู่เยาวชนที่พบว่าตนเองตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ลำบากลำบน ถูกนำให้หลงทางไปเพราะแบบอย่างที่ไม่ดีก็ตาม แต่ความปรารถนาต่อความรักแท้และความสุขที่จีรังก็ยังไม่ได้เหือดแห้งหายไป แต่เราจะบอกถึงความหวังเช่นนี้กับพวกเขาได้อย่างไรกัน? เราทราบดีว่า มีแต่ในพระเจ้าเท่านั้นที่เรามนุษย์จะได้พบความสำเร็จแท้จริง ภารกิจหลักสำหรับเราทุกคนก็คือ การประกาศพระวรสารรูปแบบใหม่ๆ จึงต้องมุ่งช่วยเหลือผู้ที่เยาว์วัยกว่าเราให้ได้ค้นพบพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้าผู้ทรงเป็นความรัก สำหรับพวกเธอเยาวชนที่รัก ผู้กำลังแสวงหาความหวังที่แน่นอน พ่อขอมอบถ้อยคำของนักบุญเปาโลที่ท่านได้เขียนถึงคริสตชนที่ถูกปองร้าย ณ กรุงโรมในช่วงเวลานั้นว่า “ขอพระเจ้าผู้ประทานความหวังโปรดให้ท่านทั้งหลายเปี่ยมด้วยความยินดีและสันติทุกประการในการที่ท่านเชื่อเช่นนั้น เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้รับความหวังอย่างเต็มเปี่ยม เดชะพระฤทธานุภาพของพระจิตเจ้า” (รม 15:13) ขณะที่กำลังเฉลิมฉลองปีแห่งพระหรรษทานอุทิศแด่อัครสาวกสำหรับนานาชาติ เนื่องในโอกาสฉลองวันเกิดครบสองสหัสวรรษของท่าน ให้เราเรียนรู้ถึงการเป็นพยานยืนยันถึงความหวังแบบคริสตชนจากท่านนักบุญ

นักบุญเปาโล พยานยืนยันถึงความหวัง

เมื่อท่านนักบุญเปาโลพบว่าตนเองจมปลักอยู่ในความทุกข์ยากและการทดลองต่างๆ ท่านได้เขียนจดหมายไปถึงคริสตชนชาวทิโมธี ศิษย์ผู้ซื่อสัตย์ของท่านว่า “เราได้มอบความหวังไว้ในพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (1 ทธ 4:10) ความหวังเช่นนี้หยั่งรากลึกลงในตัวท่านได้อย่างไรกัน? สำหรับการตอบคำถามข้อนี้ เราต้องย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ท่านได้พบปะกับพระคริสต์ผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ บนถนนสู่เมืองดามัสกัส ในขณะนั้น เซาโลยังเป็นหนุ่มอายุประมาณ 20 ปี เศษ ๆ เช่นเดียวกับพวกเธอทั้งหลาย ท่านถือตามบทบัญญัติของโมเสสและมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ทุกวิถีทาง แม้จะต้องฆ่าผู้ที่ถือว่าเป็นศัตรูของพระเจ้า (อ้าง กจ 9:1) ขณะที่ท่านกำลังเดินทางไปเมืองดามัสกัสเพื่อจับกุมบรรดาผู้ติดตามพระคริสต์ ท่านถูกทำให้ตาบอดด้วยแสงลึกลับ และท่านได้ยินเสียงเรียกชื่อท่านว่า “เซาโล เซาโล ท่านเบียดเบียนเราทำไม” เซาโลจึงทูลถามว่า “พระเจ้าข้า พระองค์คือใคร” พระองค์ตรัสว่า “เราคือเยซู ซึ่งท่านกำลังเบียดเบียน” (กจ 9:3-5) หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ชีวิตของท่านนักบุญเปาโลเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ท่านรับศีลล้างบาปและกลายเป็นอัครสาวกของพระวรสาร ระหว่างเดินทางไปเมืองดามัสกัส ท่านได้รับการเปลี่ยนแปลงภายในด้วย ความรักของพระเจ้า ซึ่งท่านได้พบในพระบุคคลของพระเยซูคริสต์ ต่อมาท่านเขียนว่า “ชีวิตที่ข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตในความเชื่อถึงพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรักข้าพเจ้าและทรงมอบพระองค์เพื่อข้าพเจ้า” (กท 2:20) จากการเป็นผู้เบียดเบียน ท่านเปลี่ยนเป็นพยานยืนยันและเป็นธรรมทูต ท่านได้ก่อตั้งกลุ่มคริสตชนมากมายในเอเชียไมเนอร์ และกรีก และเดินทางหลายพันไมล์ท่ามกลางภัยอันตรายต่างๆ ในที่สุดท่านเป็นมรณสักขีที่กรุงโรม ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความรักต่อพระคริสตเจ้านั่นเอง

ความหวังที่ยิ่งใหญ่คือพระคริสตเจ้า

สำหรับนักบุญเปาโลแล้ว ความหวังมิได้เป็นเพียงอุดมการณ์หรือความรู้สึกเท่านั้น แต่เป็นบุคคลที่มีชีวิตชีวาคือพระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้า เมื่อเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มภาคภูมิเช่นนี้แล้ว ท่านจึงสามารถเขียนถึงชาวทิโมธีว่า “เราได้มอบความหวังไว้ในพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (1 ทธ 4:10) “พระเจ้าผู้ทรงชีวิต” คือ พระคริสตเจ้า ผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และทรงประทับอยู่ในโลกของเรา พระองค์คือความหวังเที่ยงแท้ นั่นคือ พระคริสตเจ้าผู้ทรงดำเนินชีวิตกับเราและภายในตัวเรา และทรงเรียกเราให้มีส่วนร่วมในชีวิตนิรันดรของพระองค์ หากเราไม่อยู่โดดเดี่ยว หากพระองค์อยู่กับเรา ยิ่งไปกว่านั้น หากพระองค์คือปัจจุบันและอนาคตของเรา เราจะกลัวไปใย ดังนั้น ความหวัง คริสตชนก็คือการมุ่งมาดปรารถนาต่อ “พระอาณาจักรสวรรค์และชีวิตนิรันดรว่าเป็นความสุขของเรา วางใจในพระสัญญาของพระคริสต์และไม่วางใจเพียงแต่ในพละกำลังของตัวเราเอง แต่วางใจในความช่วยเหลือจากพระหรรษทานของพระจิตเจ้า” (คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก, 1817)

วิถีสู่ความหวังอันยิ่งใหญ่

เช่นเดียวกับหนุ่มเปาโลที่ครั้งหนึ่งได้พบปะพระเยซูเจ้า พระองค์ประสงค์จะพบปะเราแต่ละคนด้วยเช่นกันนะเยาวชนที่รักของพ่อ แท้จริงแล้วก่อนที่พวกเราจะปรารถนาเช่นนี้ พระเยซูคริสต์ทรงปรารถนาอย่างร้อนรนถึงการพบปะเช่นนี้ก่อนพวกเราแล้ว แต่บางทีพวกเธอบางคนอาจถามพ่อว่า ฉันจะพบปะกับพระองค์ได้อย่างไรในปัจจุบันนี้? หรือถามว่าพระองค์จะทรงมาหาฉันอย่างไร? พระศาสนจักรสอนเราว่า ความปรารถนาที่จะได้พบกับพระเจ้านั้นถือว่าเป็นผลจากพระหรรษทานแล้ว เมื่อเราแสดงออกถึงความเชื่อของเราในการภาวนา เราพบพระองค์แม้ในช่วงมืดมนแห่งชีวิต  เพราะพระองค์มอบพระองค์เองแก่เรา การภาวนาอย่างต่อเนื่องจะเปิดดวงใจเราให้รับพระองค์ เหมือนเช่นที่นักบุญเอากุสตินได้อธิบายว่า “พระเจ้าของเรา … ประสงค์ให้เราแสดงความปรารถนาออกมาทางคำภาวนา และดังนี้ก็ทำให้เราสามารถเข้าใจถึงสิ่งที่พระองค์ทรงตระเตรียมไว้ให้เรา” (จดหมาย 130:8,17) การภาวนาเป็นพระหรรษทานจากพระจิต ทำให้เราเป็นบุรุษและสตรีที่มีความหวัง และคำภาวนาของเราทำให้โลกเปิดรับพระเจ้า [อ้างพระสมณสาสน์ว่าด้วยเรื่องความหวังของคริสตชน “รอดพ้นด้วยความหวัง” (Spe Salvi), 34]

จงจัดสถานที่สำหรับการภาวนาในชีวิตของเธอเถิด! การภาวนาส่วนตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่จะเป็นความงดงามยิ่งและเกิดผลมากขึ้นไปอีกหากได้ภาวนาร่วมกัน เพราะพระองค์ทรงให้ความมั่นใจแก่เราว่า จะทรงประทับอยู่ในที่ที่มีสองหรือสามคนมาชุมนุมกันในพระนามของพระองค์ (อ้าง มธ 18:20) มีวิธีการหลากหลายเพื่อที่จะชิดสนิทกับพระองค์ มีประสบการณ์ต่างๆ นานา ทั้งในกลุ่มและในชุมชน การพบปะกันและหลักสูตรต่างๆ ซึ่งอาจเป็นการเรียนรู้การภาวนา อันจะทำให้ประสบการณ์ด้านความเชื่อเติบโตยิ่งขึ้น การเข้าร่วมในพิธีกรรมของวัดที่เธอสังกัด เธอจะได้รับการหล่อเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์จากพระวาจาของพระเจ้า และจากการมีส่วนร่วมด้วยใจร้อนรนในพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ ดังที่เธอทราบมาแล้วว่า จุดสูงสุดและศูนย์กลางของชีวิตและพันธกิจของผู้มีความเชื่อทุกๆ คน และทุกชุมชนคริสตชนก็คือ ศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการไถ่กู้โดยพระคริสต์เสด็จมาประทับอยู่ และทรงมอบพระกายและพระโลหิตของพระองค์ เพื่อเป็นอาหารฝ่ายจิตสำหรับชีวิตนิรันดร์ ธรรมล้ำลึกอันมิอาจอธิบายได้ของศีลมหาสนิทนี้เองที่พระศาสนจักรได้ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นมา และในครอบครัวใหญ่ของคริสตชนซึ่งเรามีส่วนร่วมเมื่อรับศีลล้างบาป และซึ่งเราฟื้นฟูอยู่เสมอๆ โดยทางศีลแห่งการคืนดี ผู้รับศีลล้างบาปโดยการรับศีลกำลังได้รับการยืนยันจากพระจิตเจ้า เพื่อจะได้ดำรงชีวิตในฐานะเพื่อนและพยานยืนยันที่แท้จริงต่อพระคริสต์ ศีลบรรพชาและศีลสมรสจะช่วยให้เราสามารถทำหน้าที่ในพระศาสนจักรและในโลก ที่สุดแล้ว ศีลเจิมคนป่วยจะให้ประสบการณ์ การปลอบประโลมใจจากสวรรค์ในยามเจ็บป่วยและทุกข์ยาก

ดำเนินชีวิตตามแนวทางความหวังของคริสตชน

เยาวชนที่รักของเราทั้งหลาย หากเธอได้รับการหล่อเลี้ยงในพระคริสต์ และหากเธอดำเนินชีวิตในพระองค์อย่างลึกซึ้งเช่นเดียวกับท่านนักบุญเปาโลอัครสาวกแล้ว เธอจะมิอาจหยุดยั้งที่จะกล่าวถึงพระองค์ และทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักและรักในท่ามกลางบรรดาเพื่อนและผู้คนร่วมยุคสมัยกับเธอ จงเป็นสาวกที่สัตย์ซื่อของพระองค์ เพราะด้วยการกระทำเช่นนี้เธอจะสามารถช่วยสร้างชุมชนคริสตชนมากมายที่เปี่ยมด้วยความรัก เช่นเดียวกับที่หนังสือกิจการอัครสาวกได้บรรยายไว้ว่า พระศาสนจักรต้องการเธอเพื่อสนองตอบความต้องการด้านการแพร่ธรรม จงอย่าท้อแท้กับความยากลำบากและการทดลองต่างๆ ที่ได้ประสบ จงอดทนและเพียรพยายามเอาชนะความโน้มเอียงตามธรรมชาติของวัยหนุ่มสาวที่รีบเร่งจะมุ่งไปข้างหน้า และต้องการเห็นความสำเร็จในทันใด

เพื่อนรัก จงทำตามแบบอย่างของนักบุญเปาโลและเป็นพยานยืนยันถึงพระคริสต์ผู้กลับคืนพระชนมชีพ จงประกาศถึงพระคริสต์ ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกับเธอและคนต่างวัยด้วย แก่ผู้ที่กำลังแสวงหา “ความหวังอันยิ่งใหญ่” ซึ่งจะให้ความหมายแก่ชีวิตของพวกเขา หากพระคริสต์ทรงเป็นความหวังของเธอแล้ว จงป่าวประกาศถึงสิ่งเหล่านี้ต่อไปยังคนอื่นๆ ด้วยความยินดีและด้วยชีวิตจิตใจ ด้วยการประกาศสอนและการผูกพันทางสังคม จงยอมให้พระคริสต์ประทับอยู่ในตัวเธอ และเมื่อเธอได้มอบความเชื่อและความหวังทั้งสิ้นแด่พระองค์แล้ว จงเผยแพร่ความหวังนี้ออกไปยังที่ที่เธออยู่ จงเลือกสิ่งที่แสดงออกถึงความเชื่อของเธอ จงแสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจถึงความเสี่ยงจากการบูชาเงินตรา ทรัพย์สินฝ่ายโลก อาชีพ และความสำเร็จ และอย่ายอมให้ตัวเธอเองถูกล่อลวงโดยความหลงผิดเหล่านี้ จงอย่าปล่อยตัวเองไปตามตรรกะของผลประโยชน์ส่วนตัว จงปลูกฝังความรักต่อพี่น้องทั้งหลายและจงอุทิศตัวเอง พระพรและความสามารถทางงานอาชีพของเธอ เพื่อรับใช้สาธารณประโยชน์และรับใช้ความสัตย์จริง “จงพร้อมเสมอที่จะให้คำอธิบายแก่ทุกคนที่ต้องการรู้เหตุผลแห่งความหวังของท่าน” (1 ปต 3:15) คริสตชนที่แท้จริงจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้าแม้จะต้องเผชิญกับการทดลองต่างๆ นานา เพราะการประทับอยู่ของพระคริสต์คือเคล็ดลับของความยินดีและสันติในตัวของเขาเอง

พระแม่มารีย์ พระมารดาแห่งความหวัง

ขอท่านนักบุญเปาโลเป็นแบบอย่างแก่พวกเธอในชีวิตแพร่ธรรม ท่านหล่อเลี้ยงชีวิตแห่งความเชื่อและความหวังที่มั่นคงด้วยการเพ่งพิศไปยังอับราฮัม ตามที่ท่านนักบุญได้เขียนในจดหมายถึงชาวโรมันว่า “แม้ดูเหมือนไม่มีความหวัง แต่อับราฮัมก็หวังและเชื่อว่า เขาจะเป็นบิดาของประชาชาติจำนวนมากสมจริงตามพระสัญญาที่ว่า ลูกหลานของเจ้าจะมีจำนวนมากเช่นนั้น” (รม 4:18) ตามรอยเท้าของผู้เปี่ยมด้วยความหวัง ซึ่งประกอบไปด้วยบรรดาประกาศกและบรรดานักบุญทุกยุคทุกสมัย เราก้าวหน้าไปสู่ความบริบูรณ์แห่งพระอาณาจักร และในวิถีทางฝ่ายจิตนี้ เรามีพระนางพรหมจารีย์มารีย์ พระมารดาแห่งความหวัง เป็นผู้ร่วมทาง พระนางผู้ให้กำเนิดแก่ความหวังของอิสราแอล ผู้มอบพระผู้ไถ่แก่โลก และทรงประทับที่เชิงกางเขนด้วยความหวังอันแน่วแน่ พระนางคือแบบอย่างและผู้คอยสนับสนุนเรา เหนือสิ่งอื่นใด พระนางมารีย์ทรงภาวนาวิงวอนเพื่อพวกเรา และนำเราฝ่าความมืดแห่งการทดลองต่างๆ ของเราสู่รุ่งอรุณอันสดใสแห่งการได้พบกับพระคริสต์ผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ 

เยาวชนที่รักทั้งหลาย พ่อขอสรุปสารฉบับนี้ ด้วยคำภาวนาที่งดงามและรู้จักกันดีของนักบุญเบอร์นาร์ด ที่ได้รับการดลใจจากพระนามหนึ่งของพระแม่คือ ดาราสมุทร “ท่านผู้ที่อยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิต พบว่าบ่อยครั้งตนเองนั้นถูกเขย่าให้โยกเยกไปมาด้วยพายุ มากกว่าจะได้ยืนบนผืนดินที่มั่นคง จงอย่าหันสายตาของท่านไปจากความสุกใสของดาวดวงนี้ แล้วท่านจะไม่โดนคุกคามโดยคลื่นลมที่ปั่นป่วน เมื่อพายุแห่งการประจญก่อตัวขึ้น เมื่อท่านตกลงไปติดอยู่บนก้อนหินแห่งความทุกข์ยาก จงเงยหน้าขึ้นไปหาดาวดวงนี้ เรียกหาพระแม่ … ณ วาระแห่งภัยอันตราย ท่ามกลางความเศร้าโศก นาทีแห่งความสับสน จงคิดถึงพระแม่ จงเรียกหาพระแม่ … หากติดตามพระนางแล้ว ท่านจะไม่หลงทาง เมื่อวิงวอนขอให้พระนางช่วยเหลือ จงอย่ายอมให้ความสิ้นหวังมาครอบงำ หากคิดถึงพระนางแล้ว ท่านจะไม่มีวันผิดพลาด ท่านจะไม่มีวันหลงทางภายใต้การอุปถัมภ์ของพระนาง ท่านจะไม่เกรงกลัวสิ่งใดภายใต้การปกป้องของพระนาง เมื่อมีพระนางเป็นผู้นำทาง ท่านจะไม่รู้สึกเหนื่อยอ่อน ด้วยความช่วยเหลือของพระนาง ท่านจะถึงท่าเทียบเรืออย่างปลอดภัย” (บทเทศน์เพื่อสรรเสริญพระนางพรหมจารีย์ผู้เป็นมารดา 2:17)

พระมารดามารีย์ องค์ดาราสมุทร พวกเราวิงวอนพระแม่โปรดนำทางเยาวชนทั่วโลกไปสู่การพบปะกับพระคริสต์ พระบุตรของพระแม่  ขอทรงเป็นผู้ปกป้องแห่งสวรรค์ ให้พวกเขาได้ซื่อสัตย์ต่อพระวรสารและต่อความหวังของพวกเขาเทอญ

เยาวชนที่รัก จงมั่นใจเถิดว่า พ่อจะระลึกถึงพวกเธอทุกคนและทุกวันในคำภาวนา พ่อขออวยพรพวกเธอจากใจจริงและอวยพรทุกคนที่เป็นที่รักของพวกเธอด้วย 

จากกรุงวาติกัน
22 กุมภาพันธ์ 2009
เบเนดิกต์ ที่ 16

(ถอดความโดย ภราดาสุรเดช วิสุทธิวรรณ  12 มี.ค. 2009)
(ปรับปรุงแก้ไขโดย แผนกเยาวชน คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส, 16 มี.ค. 2009)

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2008 ที่ซิดนีย์ (ออสเตรเลีย)

“ท่านจะรับอานุภาพเมื่อพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือท่าน
และท่านจะเป็นพยานถึงเรา” (กิจการ 1:8)

ลูก ๆ เยาวชนที่รัก

1. วันเยาวชนโลกครั้งที่ 23

พ่อยังคงจดจำโอกาสต่าง ๆ ที่เราได้อยู่ร่วมกันที่เมืองโคโลญจ์ในเดือนสิงหาคม ปีค.ศ. 2005 ด้วยความชื่นชมยินดีอยู่เสมอ และในวันสุดท้ายแห่งการเป็นประจักษ์พยานของความเชื่อและความกระตือรือร้นที่ไม่อาจลืมเลือนได้ที่ยังคงฝังอยู่ในจิตวิญญาณและดวงใจของพ่อนั้น พ่อได้นัดหมายกับพวกเธอสำหรับการชุมนุมครั้งหน้าที่จะมีขึ้นที่เมืองซิดนีย์ในปี ค.ศ. 2008 ซึ่งจะเป็นวันเยาวชนโลกครั้งที่ 23 ภายใต้หัวข้อที่ว่า “ท่านจะรับอานุภาพเมื่อพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือท่าน และท่านจะเป็นพยานถึงเรา” (กิจการ 1:8) ดังนั้นหัวข้อที่ต้องการเน้นในการเตรียมจิตใจสำหรับการเข้าร่วมงานชุมนุมที่ซิดนีย์ก็คือ องค์พระจิตเจ้าและพันธกิจการแพร่ธรรม ในปีค.ศ. 2006 เราได้เน้นหัวข้อเกี่ยวกับพระจิตเจ้าในฐานะ “พระจิตแห่งความสัตย์จริง” ในปีค.ศ. 2007นี้ เราก็ได้กำลังค้นหาความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเกี่ยวกับ “พระจิตแห่งความรัก” และเราก็กำลังเริ่มการจาริกของเราสู่วันเยาวชนโลก 2008 ด้วยการไตร่ตรองเกี่ยวกับ “พระจิตแห่งความเข้มแข็งและการเป็นประจักษ์พยาน” ที่ทำให้เรากล้าหาญในการเจริญชีวิตตามแนวทางพระวรสาร และประกาศมันอย่างกล้าหาญ ดังนั้นมันจึงสำคัญมากที่พวกเธอเยาวชนแต่ละคน โดยเฉพาะในหมู่คณะของพวกเธอและกับทุกคนที่รับผิดชอบในการศึกษาอบรมของพวกเธอ ควรที่จะรำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับตัวจักรสำคัญของประวัติศาสตร์แห่งความรอดนี้อันได้แก่องค์พระจิตเจ้าหรือพระจิตของพระเยซูเจ้า ด้วยวิธีนี้พวกเธอก็จะสามารถบรรลุถึงเป้าหมายอันสูงส่งต่อไป ซึ่งได้แก่การระลึกถึงเอกลักษณ์ที่แท้จริงของพระจิตเจ้า โดยหลัก ๆ แล้วก็โดยการฟังพระวาจาของพระเจ้าในการเผยแสดงของพระคัมภีร์ เพื่อจะได้ตระหนักอย่างชัดแจ้งถึงการประทับอยู่อย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจุบันในชีวิตของพระศาสนจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่พวกเธอได้ค้นพบอีกครั้งว่าพระจิตเจ้านั้นคือ “จิตวิญญาณ” เป็นลมหายใจที่สำคัญในการมีชีวิตของชีวิตคริสตชนเอง ผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์ของการรับเข้าเป็นคริสตชน (ศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลมหาสนิท) ด้วยเหตุนั้นก็เพื่อเจริญเติบโตในความเข้าใจถึงพระเยซูเจ้ายิ่งทียิ่งลึกซึ้งและเต็มเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีมากขึ้น และในเวลาเดียวกันเป็นการนำพระวรสารไปสู่ภาคปฏิบัติในช่วงรุ่งอรุณของสหัสวรรษที่สาม ด้วยวิธีนี้พวกเธอก็สามารถทดสอบคุณภาพของความเชื่อของพวกเธอในองค์พระจิตเจ้า ค้นหาคุณภาพของความเชื่อนี้ให้พบอีกครั้งถ้าหากพวกเธอได้สูญเสียมันไป ทำให้มันเข้มแข็งขึ้นถ้ามันเริ่มอ่อนแอลง ลิ้มรสความอร่อยของมันในมิตรภาพกับพระบิดาและกับพระบุตรเยซูคริสต์ของพระองค์ ก่อให้เกิดการทำงานที่ไม่มีวันหยุดของพระจิตเจ้า จงอย่าลืมว่าพระศาสนจักร ซึ่งที่จริงก็คือมวลมนุษย์เอง เป็นผู้คนทุกคนที่อยู่ล้อมรอบพวกเธออยู่เวลานี้และทุกผู้ที่รอคอยพวกเธออยู่ในอนาคต คาดหวังมากมายจากพวกเธอเยาวชน เพราะเธอมีของขวัญที่ยิ่งใหญ่สุดของพระบิดา ซึ่งได้แก่พระจิตของพระเยซูเจ้า

2. คำสัญญาถึงพระจิตเจ้าในพระคัมภีร์

การฟังพระวาจาพระเจ้าอย่างตั้งอกตั้งใจในเรื่องเกี่ยวกับพระธรรมล้ำลึกและกิจการของพระจิตเจ้า ช่วยเปิดเราสู่ปัญญาทัศน์อันยิ่งใหญ่และเต็มด้วยแรงบันดาลใจ ดังที่พ่อจะสรุปในหัวข้อต่อไปนี้

ไม่นานก่อนที่พระเยซูจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์ตรัสกับสานุศิษย์ของพระองค์ว่า “บัดนี้ เรากำลังจะส่งพระผู้ที่พระบิดาทรงสัญญาไว้มาเหนือท่านทั้งหลาย” (ลูกา 24:49)  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันพระจิตเจ้าเสด็จลงมา เมื่อบรรดาสานุศิษย์รวมตัวกันภาวนาบนห้องชั้นบนพร้อมกับพระนางพรหมจารีมารีย์ การหลั่งพระพรลงมาของพระจิตเจ้าสู่พระศาสนจักรแรกเริ่มถือเป็นการทำให้พระสัญญาก่อนหน้านี้ของพระเจ้า ที่ได้รับการป่าวประกาศและเตรียมความพร้อมมาตลอดในพันธสัญญาเดิมนั้นสำเร็จไป

ที่จริง ตั้งแต่หน้าแรก ๆ ของหนังสือพันธสัญญาเดิม พระคัมภีร์ได้นำเสนอพระจิตของพระเจ้าในรูปแบบของ “ลม” ที่ “พัดจัดอยู่เหนือพื้นน้ำ” (เทียบ ปฐมกาล 1:2) พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าทรงระบายลมหายใจแห่งชีวิตเข้าสู่จมูกชายที่ทรงปั้นขึ้น (เทียบ ปฐมกาล 2:7) ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้รูปปั้นนั้นมีชีวิตขึ้นมา แต่หลังจากบาปกำเนิดพระจิตที่ประทานชีวิตของพระเจ้าก็ได้ปรากฏให้เห็นในหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์  ในการเรียกบรรดาประกาศกออกมาตักเตือนประชาชนให้หันกลับมาหาพระเจ้าและปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์อย่างซื่อสัตย์ ในภาพนิมิตที่เป็นที่รู้จักกันดีของประกาศกเอเสเคียล ที่พระเจ้าพร้อมด้วยพระจิตของพระองค์ได้ทรงทำให้ประชากรชาวอิสราเอลมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ในรูปแบบของ “กระดูกแห้ง” (เทียบ เอเสเคียล 37:1-14) ประกาศกโยเอลก็ได้พยากรณ์ถึง “การเสด็จลงมาของพระจิต” เหนือประชากรทุกคนโดยไม่ละเว้นใคร ผู้นิพนธ์พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า “ต่อมาภายหลังจะเป็นอย่างนี้ คือ เราจะเทพระจิตของเราเหนือมนุษย์ทั้งปวง… ในกาลครั้งนั้นเราจะเทพระจิตของเรามาเหนือกระทั่งคนใช้ชายหญิง” (โยเอล  2:28-29)

“เมื่อถึงเวลากำหนด” (เทียบ กาลาเทีย 4:4)  เทวทูตของพระเจ้าได้มาแจ้งข่าวแก่หญิงพรหมจารีย์แห่งนาซาเร็ธว่า พระจิต “พระอานุภาพของพระผู้สูงสุด” จะเสด็จลงมาเหนือเธอและแผ่เงาปกคลุมเธอ ทารกที่จะเกิดมาจะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และจะได้รับนามว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า (เทียบ ลูกา 1:35) ในถ้อยคำของประกาศกอิสยาห์ พระเมสิยาห์จะเป็นผู้ที่พระจิตของพระเจ้าสถิตอยู่ (เทียบ อิสยาห์ 11:1-2; 42:1)  และนี่คือคำทำนายที่พระเยซูเจ้าได้ทรงหยิบยกเอามากล่าวอ้างอีกครั้ง เมื่อทรงเริ่มต้นภารกิจเทศนาสั่งสอนของพระองค์ในศาลาธรรมที่เมืองนาซาเร็ธ ท่ามกลางความประหลาดใจของผู้คนในศาลาธรรมนั้นพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “พระจิตของพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน ทรงส่งข้าพเจ้าไปประกาศการปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำ คืนสายตาให้แก่คนตาบอด ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ และประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า” (ลูกา 4:18-19; เทียบ อิสยาห์ 61:1-2) ในการปราศรัยต่อหน้าผู้คนที่อยู่ที่นั่นพระองค์ทรงหยิบยกถ้อยคำของประกาศกอิสยาห์มาอ้างอิงถึงตัวพระองค์เอง โดยตรัสว่า “ในวันนี้ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว” (ลูกา 4:21) อีกครั้งหนึ่งก่อนความตายของพระองค์บนกางเขน พระองค์ได้เคยตรัสกับสานุศิษย์หลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระจิตเจ้า “พระผู้ช่วย” ผู้ซึ่งพันธกิจการแพร่ธรรมก็คือเป็นประจักษ์พยานถึงพระองค์และเพื่อช่วยเหลือผู้เชื่อศรัทธา ด้วยการสอนพวกเขาและนำทางพวกเขาไปสู่ความบริบูรณ์แห่งความสัตย์จริง (เทียบ ยอห์น 14:16-17, 25-26; 15:26; 16:13)

3.  วันพระจิตตาคม (Pentecost) จุดเริ่มต้นของพันธกิจการแพร่ธรรมของพระศาสนจักร

ในตอนเย็นของวันที่พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพนั้น พระองค์ปรากฏตัวแก่สานุศิษย์ของพระองค์ “พระองค์ทรงระบายลมหายใจออกสู่พวกเขาแล้วตรัสว่า ‘จงรับพระจิตเถิด’” (ยอห์น 20:22) ด้วยพระอานุภาพที่ยิ่งใหญ่เหลือคณา องค์พระจิตเจ้าได้เสด็จลงมายังเหล่าอัครสาวกในวันพระจิตตาคม เราได้อ่านในกิจการอัครสาวกว่า “และทันใดนั้น มีเสียงจากฟ้าเหมือนเสียงลมพัดแรงกล้า ทุกคนที่อยู่ในบ้านได้ยิน เขาเห็นเปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้นแยกไปอยู่เหนือศีรษะของเขาแต่ละคน” (กิจการ 2:2-3)

พระจิตเจ้าทรงฟื้นฟูบรรดาอัครสาวกจากภายใน โดยการเติมเต็มพวกเขาด้วยพระอานุภาพที่จะทำให้พวกเขากล้าหาญในการออกไปและป่าวประกาศอย่างบ้าบิ่นว่า “พระคริสตเจ้าทรงสิ้นพระชนม์และได้กลับคืนชีพ” พวกเขาหลังจากที่เป็นอิสระจากความหวาดกลัวทั้งมวลก็ได้เริ่มป่าวประกาศอย่างเปิดเผยด้วยความมั่นใจในตนเอง (เทียบ กิจการ 2:29; 4:13; 4:29, 31) ชาวประมงที่ขวัญหนีดีฝ่อเหล่านี้ได้กลับกลายเป็นผู้แจ้งข่าวที่กล้าหาญชาญชัยแห่งพระวรสาร แม้แต่เหล่าศัตรูของพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่า “ผู้คนธรรมดาและไม่ได้รับการศึกษา” (เทียบ กิจการ 4:13) แสดงความกล้าหาญและทนต่อความยากลำบากและการเบียดเบียนเข่นฆ่าด้วยความชื่นชมยินดีได้อย่างไร? ไม่มีสิ่งใดมาหยุดยั้งพวกเขาได้ และสำหรับผู้ที่พยายามจะทำให้พวกเขาเงียบ พวกเขาก็จะตอบว่า “เราไม่อาจหยุดเล่าเรื่องที่เราได้เห็นและได้ยินได้” (กิจการ 4:20) และนี่คือวิธีที่พระศาสนจักรได้ถือกำเนิดมา และจากวันพระจิตตาคมเป็นต้นมาพระศาสนจักรก็ไม่ได้หยุดที่จะกระจายข่าวดี “ไปจนสุดปลายแผ่นดิน” (กิจการ 1:8)

4.  พระจิตเจ้า จิตวิญญาณของพระศาสนจักรและตัวจักรหลักของความเป็นหนึ่งเดียว

ถ้าเราต้องการเข้าใจถึงพันธกิจการแพร่ธรรมของพระศาสนจักร เราจะต้องย้อนกลับไปที่ห้องชั้นบนที่ที่ซึ่งเหล่าสานุศิษย์มารวมตัวชุมนุมกัน (เทียบ ลูกา 24:49) อธิษฐานภาวนาพร้อมกับพระนางมารีย์ “พระมารดา” และกำลังรอคอยพระจิตผู้ที่พระบิดาได้ทรงสัญญาไว้ ภาพไอคอนของพระศาสนจักรแรกเริ่มนี้ควรที่จะเป็นแหล่งกำเนิดที่คงที่ของแรงบันดาลใจสำหรับหมู่คณะคริสตชนทุกหมู่คณะ ประสิทธิผลของงานประกาศพระวรสารและงานแพร่ธรรมโดยหลัก ๆ แล้วไม่ได้ขึ้นอยู่กับโปรแกรมและวิธีการอภิบาลที่ได้รับการวางแผนมาอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ แต่เป็นผลลัพธ์ของการภาวนาอย่างสม่ำเสมอของหมู่คณะ (เทียบ Evangelii Nuntiandi : การประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน, 75) ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับงานแพร่ธรรมที่เกิดประสิทธิผล หมู่คณะจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกันซึ่งก็คือพวกเขาจะต้องเป็น “ใจเดียวและวิญญาณเดียว” (เทียบ กิจการ 4:32) และพวกเขาจะต้องพร้อมที่จะเป็นประจักษ์พยานถึงความรักและความชื่นชมยินดีที่พระจิตได้ทรงสถิตอยู่ในดวงใจของบรรดาสัตบุรุษ (เทียบ กิจการ 2:42) พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ข้ารับใช้ของพระเจ้าทรงเขียนไว้ว่า “ก่อนจะกลายมาเป็นการกระทำด้วยซ้ำ พันธกิจการแพร่ธรรมของพระศาสนจักรหมายถึงการเป็นประจักษ์พยาน และการกระจายความสว่างออกไปโดยรอบ” (เทียบ Redemptoris Missio: พระพันธกิจขององค์พระผู้ไถ่, 26) เตอร์ตูเลียนบอกเราว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในสมัยแรกเริ่มของคริสตชน เมื่อคนต่างศาสนาได้กลับใจเพราะได้เห็นถึงความรักที่มีต่อกันในหมู่คริสตชน “ดูซิว่า พวกเขารักกันและกันอย่างไร” (เทียบ Apology, 39 §7)

เพื่อสรุปการกวาดตามองดูอย่างย่อ ๆ ของพระวาจาพระเจ้าในพระคัมภีร์นี้ พ่ออยากเชื้อเชิญพวกเธอให้สังเกตดูว่าพระจิตเจ้าทรงเป็นของขวัญสูงสุดของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ได้อย่างไร และเพราะฉะนั้นจึงเป็นพยานที่สุดยอดของความรักของพระองค์สำหรับเรา ความรักที่แสดงออกเป็นการเฉพาะในฐานะ “ใช่ต่อชีวิต” ว่า พระเจ้าทรงประสงค์สำหรับแต่ละสิ่งสร้างของพระองค์  การ “ใช่ต่อชีวิต” นี้จะพบความบริบูรณ์ก็แต่ในองค์พระเยซูชาวนาซาเร็ธและในชัยชนะของพระองค์ต่อความชั่วร้ายด้วยเครื่องมือแห่งการไถ่กู้ให้รอด ในแง่มุมมองนี้ให้เราไม่ลืมว่าพระวรสารของพระเยซูเจ้า ซึ่งแน่นอนอันเนื่องมาจากพระจิตเจ้า ไม่สามารถถูกลดทอนลงมาให้เป็นแค่ถ้อยแถลงของข้อเท็จจริง เพราะเจตนาจริง ๆ ก็เพื่อเป็น “ข่าวดีแก่คนยากจน ปลดปล่อยผู้ถูกจองจำ คืนสายตาให้แก่คนตาบอด…” ซึ่งพบเห็นได้อย่างมีชีวิตชีวามาก ๆ ก็ในวันพระจิตตาคม ที่ต่อมาได้กลายเป็นพระหรรษทานและหน้าที่ของพระศาสนจักรต่อโลก เป็นพันธกิจการแพร่ธรรมแรกเริ่มของพระศาสนจักร

เราถือได้ว่าเป็นผลของพันธกิจการแพร่ธรรมนี้ของพระศาสนจักร ผ่านทางการทำงานของพระจิตเจ้า เราได้นำตราประทับแห่งความรักของพระบิดาเจ้าในองค์พระเยซูคริสต์ซึ่งได้แก่องค์พระจิตเจ้าซึ่งสถิตอยู่ภายในตัวเราไปด้วย  ขอให้เราอย่าได้ลืมสิ่งนี้ เพราะว่าพระจิตของพระเจ้าทรงจดจำเราแต่ละคนเสมอ และปรารถนาที่จะก่อให้เกิดลมและไฟแห่งยุคใหม่ของพระจิตเจ้าในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางพวกเธอเยาวชน

5.  พระจิตเจ้าในฐานะ “พระอาจารย์แห่งชีวิตภายใน”

ลูก ๆ เยาวชนที่รัก องค์พระจิตเจ้ายังคงปฏิบัติภารกิจในทุกวันนี้ด้วยพระอานุภาพในพระศาสนจักร และผลของพระจิตเจ้าก็มีให้อย่างอุดมบริบูรณ์ ซึ่งเราก็พร้อมที่จะเปิดตัวเองสู่พระอานุภาพนี้เป็นพระอานุภาพที่สร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้เองมันจึงสำคัญมากที่เราแต่ละคนจะต้องรู้จักพระจิตเจ้า สร้างสัมพันธภาพกับพระองค์ และปล่อยให้พระองค์ทรงนำเรา อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงจุดนี้ คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นแบบธรรมชาติว่า “ใครคือพระจิตเจ้าสำหรับฉัน?” มันเป็นความจริงที่ว่าสำหรับคริสตชนหลายคนพระจิตเจ้ายังคงเป็น “บุคคลลึกลับยิ่งใหญ่” และนี่คือเหตุผลว่าทำไม ในขณะที่เราเตรียมตัวเข้าสู่วันเยาวชนโลก พ่อจึงต้องการเชื้อเชิญพวกเธอให้มารู้จักองค์พระจิตเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในระดับส่วนตัว ในบทแสดงความเชื่อของเราเราประกาศว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิต พระเจ้าผู้ทรงบันดาลชีวิต ทรงเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร” (Nicene-Constantinopolitan Creed) ใช่แล้ว พระจิตเจ้าองค์แห่งความรักของพระบิดาและของพระบุตร ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งชีวิตที่ทำให้เราศักดิ์สิทธิ์ “เพราะพระจิตเจ้าซึ่งพระเจ้าประทานให้เรา ได้หลั่งความรักของพระเจ้าลงในดวงใจของเรา” (โรม 5:5) อย่างไรก็ตาม การแค่รู้จักพระจิตเจ้านั้นยังไม่เป็นการเพียงพอ เราจะต้องต้อนรับพระองค์ให้มาเป็นผู้นำทางวิญญาณของเรา  เป็น “พระอาจารย์แห่งชีวิตภายใน” ผู้ที่จะแนะนำเราเข้าสู่ธรรมล้ำลึกแห่งพระตรีเอกภาพ เพราะว่ามีเพียงพระองค์เท่านั้นที่จะสามารถนำเราเข้าสู่ความเชื่อ และทำให้เราเจริญชีวิตในความเชื่อนั้นในแต่ละวันจนถึงขั้นบริบูรณ์ พระจิตเจ้าทรงผลักดันเราไปข้างหน้าไปสู่ผู้อื่น ทำให้เราลุกเป็นไฟด้วยเปลวไฟแห่งความรัก และทำให้เราเป็นมิสชันนารีแห่งความรักของพระเจ้า

พ่อรู้ดีว่าพวกเธอเยาวชนชื่นชอบและรักพระเยซูเป็นอย่างมากในดวงใจของพวกเธอ ซึ่งทำให้พวกเธอมีความปรารถนาที่จะพบปะพูดคุยกับพระองค์ ที่จริงแล้วจงจำไว้ว่ามันเป็นเพราะการประทับอยู่ของพระจิตเจ้าในตัวเราที่ยืนยัน ก่อร่างสร้างตัวตนของเราบนพระบุคคลที่แท้จริงของพระเยซูผู้ถูกตรึงกางเขนและกลับคืนพระชนมชีพ ดังนั้นให้เรามาทำความสนิทสนมกับพระจิตเจ้าเพื่อที่เราจะได้สนิทสนมกับพระเยซูเจ้า

6.  ศีลกำลังและศีลมหาสนิท

พวกเธออาจจะถามว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อตัวเองจะได้รับการฟื้นฟูด้วยเดชะพระจิต และเพื่อจะได้เจริญเติบโตในชีวิตฝ่ายจิต? ดังที่พวกเธอก็รู้กันอยู่แล้วว่าคำตอบก็คือ เราสามารถทำได้ก็โดยอาศัยเครื่องมือของศีลศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าความเชื่อก่อกำเนิดและถูกทำให้เข้มแข็งในตัวเราก็โดยผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะศีลศักดิ์สิทธิ์ของการรับเข้าเป็นคริสตชน ได้แก่ศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลมหาสนิท ซึ่งประกอบขึ้นเป็นองค์บริบูรณ์และแบ่งแยกมิได้ (เทียบ The Catechism of the Catholic Church, 1285) ความจริงข้อนี้ที่เกี่ยวโยงถึงศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามที่นำชีวิตของเราเข้าสู่การเป็นคริสตชนบางทีก็ได้รับการละเลยในชีวิตความเชื่อของคริสตชนมากมาย พวกเขามองศีลศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และไม่มีความหมายจริง ๆ อีกแล้วในปัจจุบัน เหมือนรากที่ขาดการหล่อเลี้ยงที่ให้ชีวิต ยังมีเยาวชนมากมายที่ทำตัวเองให้ห่างไกลจากชีวิตแห่งความเชื่อของพวกเขาหลังจากที่พวกเขาได้รับศีลกำลัง และก็ยังมีเยาวชนที่ยังไม่ได้รับศีลกำลังนี้เลย อย่างไรก็ตามอาศัยศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลมหาสนิท พระจิตเจ้าได้ทำให้เราเป็นลูกของพระบิดาเจ้า เป็นพี่เป็นน้องของพระเยซูเจ้า เป็นสมาชิกของพระศาสนจักรของพระองค์ มีความสามารถที่จะเป็นประจักษ์พยานแท้จริงต่อพระวรสาร และสามารถที่จะลิ้มรสความยินดีแห่งความเชื่อ

ดังนั้นพ่อจึงอยากเชื้อเชิญพวกเธอให้ได้รำพึงไตร่ตรองในสิ่งที่พ่อกำลังเขียนถึงพวกเธอ ทุกวันนี้มันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะค้นพบศีลกำลังและบทบาทที่สำคัญของศีลกำลังในการเติบโตด้านฝ่ายจิตของเราอีกครั้งหนึ่ง ใครที่ได้รับศีลล้างบาปและศีลกำลังควรจดจำไว้ว่าพวกเขาได้กลายเป็น “วิหารของพระจิตเจ้า” ที่ซึ่งพระเจ้าทรงเจริญชีวิตอยู่ในตัวพวกเขา จงตระหนักถึงเรื่องนี้เสมอและพยายามทำให้ขุมทรัพย์ภายในตัวเธอนำไปสู่ผลของความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ได้รับศีลล้างบาปแต่ยังไม่ได้รับศีลกำลัง ให้เตรียมตัวที่จะรับศีลศักดิ์สิทธิ์นี้โดยรู้ว่าด้วยการรับศีลนี้เธอจะกลับกลายเป็นคริสตชนที่ “สมบูรณ์” เนื่องจากศีลกำลังทำให้พระหรรษทานแห่งศีลล้างบาปสมบูรณ์ไป (เทียบ The Catechism of the Catholic Church, 1302-1304)

ศีลกำลังให้ความเข้มแข็งพิเศษแก่เราเพื่อเป็นประจักษ์พยานและถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยชีวิตทั้งครบของเรา (เทียบ โรม 12:1) มันทำให้เราตระหนักอย่างสนิทสนมว่าเราเป็นของพระศาสนจักรซึ่งเป็น “พระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า” ที่ซึ่งเราแต่ละคนเป็นสมาชิก มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและกัน (เทียบ 1โครินทร์ 12:12-25) และด้วยการยอมให้พระจิตเจ้าเป็นผู้นำ ผู้รับศีลล้างบาปแต่ละคนก็สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างพระศาสนจักรได้ อันเนื่องมาจากพระพรพิเศษ (charisms) ที่ได้รับจากพระจิตเจ้า เพราะ “พระจิตเจ้าทรงแสดงพระองค์ในแต่ละคนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” (1
โครินทร์ 12:7) เมื่อพระจิตเจ้าทรงทำงาน พระองค์ทรงนำผลของพระองค์มาสู่จิตวิญญาณ เช่น “ความรัก ความชื่นชมยินดี ความสงบ ความอดทน ความเมตตา ความใจดี ความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยน และการรู้จักควบคุมตนเอง” (กาลาเทีย 5:22) สำหรับพวกเธอที่ยังไม่ได้รับศีลกำลัง พ่อขอเชื้อเชิญจากใจให้เตรียมตัวที่จะรับศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ โดยไปขอความช่วยเหลือจากพระสงฆ์ของพวกเธอ มันเป็นโอกาสพิเศษแห่งพระหรรษทานที่พระเจ้าได้ทรงนำเสนอให้แก่พวกเธอ ฉะนั้นจงอย่าพลาดโอกาสนี้

พ่ออยากที่จะกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับศีลมหาสนิทว่า เพื่อที่เราจะเติบโตในชีวิตคริสตชนของเรา เราจะต้องได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระกายและพระโลหิตของพระคริสต์ ที่จริงเราได้รับการล้างและได้รับการเจิมเพื่อมุ่งสู่ศีลมหาสนิท (เทียบ The Catechism of the Catholic Church, 1322; Sacramentum Caritatis, 17) “บ่อเกิดและสุดยอด” ของชีวิตพระศาสนจักร ศีลมหาสนิทเป็น “วันพระจิตตาคมที่ถาวร” เนื่องจากทุกครั้งที่เราเฉลิมฉลองมิสซาบูชาขอบพระคุณ เรารับพระจิตเจ้าผู้ที่เชื่อมเราเป็นหนึ่งอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับองค์พระคริสต์ และแปรเปลี่ยนเราให้ละม้ายคล้ายกับพระองค์ ลูก ๆ เยาวชนที่รัก ถ้าพวกเธอเข้าร่วมในมิสซาบูชาขอบพระคุณบ่อย ๆ ถ้าพวกเธอสละเวลาไปเฝ้าศีลฯ บ่อเกิดแห่งความรักซึ่งได้แก่ศีลมหาสนิท พวกเธอก็จะเต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นยินดีที่จะอุทิศชีวิตของตนในการติดตามพระวรสาร ในเวลาเดียวกันมันก็จะเป็นประสบการณ์ของพวกเธอที่ว่าเมื่อไรก็ตามที่พละกำลังของเราไม่เพียงพอ ก็จะเป็นพระจิตเจ้าที่จะแปรเปลี่ยนเรา  เติมเต็มเราด้วยพละกำลังของพระองค์ และทำให้เราเป็นประจักษ์พยานแผ่ซ่านไปด้วยความศรัทธาแรงกล้าของพระคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพ

7.  ความต้องการและความเร่งด่วนของพันธกิจแพร่ธรรม

บรรดาเยาวชนมากมายมองชีวิตของตนเองด้วยความหวาดหวั่นและตั้งคำถามเยอะแยะไปหมดเกี่ยวกับอนาคตของตน พวกเขาถามด้วยความกังวลใจว่า พวกเราจะอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความอยุติธรรมอย่างมหันต์และความทุกข์ยากมากมายได้อย่างไรกัน? เราจะโต้ตอบต่อความเห็นแก่ตัวและความรุนแรงซึ่งบางครั้งมีอยู่ดาษดื่นได้อย่างไร? เราจะให้ความหมายที่ครบบริบูรณ์ต่อชีวิตได้อย่างไร? เราจะสามารถนำผลของพระจิตเจ้าที่เรากล่าวถึงข้างต้นที่ว่า “ความรัก ความชื่นชมยินดี ความสงบ ความอดทน ความเมตตา ความใจดี ความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยน และการรู้จักควบคุมตนเอง” มาเติมเต็มโลกที่มีแผลเป็นและบอบบางซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นโลกของเยาวชนนี้ได้อย่างไร? อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้พระจิตเจ้าผู้ประทานชีวิตแห่งการสร้างครั้งแรกและเฉพาะอย่างยิ่งของการสร้างครั้งที่สองหรือการไถ่กู้ได้กลับกลายเป็นจิตวิญญาณใหม่ของมวลมนุษย์? ให้เราอย่าลืมว่ายิ่งของประทานของพระเจ้ายิ่งใหญ่ และของประทานของพระจิตของพระเยซูเป็นของประทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความต้องการของโลกที่รับมันก็ต้องยิ่งใหญ่มากกว่า และดังนั้นพันธกิจการแพร่ธรรมของพระศาสนจักรที่จะต้องออกไปเป็นประจักษ์พยานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับมันก็ยิ่งน่าตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่า และผ่านทางวันเยาวชนโลกพวกเธอเยาวชนก็กำลังอยู่ในเส้นทางการเผยแสดงถึงความปรารถนาของตนที่จะมีส่วนร่วมในพันธกิจการแพร่ธรรมนี้ ในสิ่งที่กล่าวมานี้ลูก ๆ เยาวชนที่รัก พ่อต้องการที่จะเตือนความจำเธอเกี่ยวกับความสัตย์จริงหลัก ๆ เพื่อใช้สำหรับรำพึงไตร่ตรอง และพ่อต้องขอกล่าวย้ำอีกครั้งว่ามีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่สามารถเติมเต็มแรงบันดาลใจที่อยู่ภายในลึกสุดในดวงใจของแต่ละบุคคลได้ และมีแต่พระคริสต์เท่านั้นที่สามารถทำให้มนุษยชาติมีความเป็นมนุษย์ขึ้นและนำไปสู่ “การสวมธรรมชาติพระ” ผ่านทางพระอานุภาพของพระจิตของพระองค์ พระองค์ทรงเพาะปลูกความรักเมตตาของพระเจ้าไว้ภายในตัวเรา และสิ่งนี้ทำให้เราสามารถที่จะรักเพื่อนบ้านของเราและพร้อมที่จะบริการรับใช้พวกเขา พระจิตเจ้าทรงประทานความสว่างแก่เรา โดยเผยแสดงองค์พระคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงและกลับคืนพระชนมชีพ และทรงแสดงให้เห็นว่าเราจะเป็นเหมือนพระองค์ได้อย่างไร เพื่อว่าเราจะได้เป็น “ภาพลักษณ์และเครื่องมือแห่งความรักที่เทหลั่งมาจากพระคริสตเจ้า” (Deus Caritas Est, 33) ใครที่ปล่อยให้พระจิตเจ้านำทางก็จะเข้าใจว่าการอุทิศตนรับใช้พระวรสารนั้นไม่ใช่ตัวเลือกพิเศษนอกเหนือไปจากนั้น เพราะว่าพวกเขาตระหนักถึงความเร่งด่วนของการถ่ายทอดข่าวดีนี้ไปยังผู้อื่น อย่างไรก็ตาม เราต้องเตือนตัวเองว่าเราสามารถเป็นประจักษ์พยานของพระคริสตเจ้าได้ เพียงแค่เราปล่อยให้พระจิตเจ้านำทางเรา พระองค์ทรงเป็น “ตัวจักรสำคัญในการประกาศพระวรสาร” (เทียบ Evangelii Nuntiandi: การประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน, 75) และ “องค์ผู้นำแห่งพันธกิจการแพร่ธรรม” (เทียบ Redemptoris Missio: พระพันธกิจขององค์พระผู้ไถ่, 21) ลูก ๆ เยาวชนที่รัก ดังที่ผู้สืบตำแหน่งที่น่าเคารพองค์ก่อนหน้าพ่อ พระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 และพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ได้เคยตรัสไว้ในหลากหลายโอกาสว่า การประกาศพระวรสารและการเป็นประจักษ์พยานต่อความเชื่อนั้นมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นในโลกปัจจุบัน (เทียบ Redemptoris Missio: พระพันธกิจขององค์พระผู้ไถ่, 1) ยังมีคนที่คิดว่าการนำเสนอขุมทรัพย์ล้ำค่าแห่งความเชื่อต่อผู้คนที่ไม่แบ่งปัน มันหมายถึงการไม่ผ่อนปรนต่อพวกเขา แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาเพราะว่าการนำเสนอพระคริสตเจ้านั้นไม่ใช่การบังคับให้เชื่อในพระองค์ (เทียบ Evangelii Nuntiandi: การประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน, 80) ยิ่งกว่านั้นสองพันปีมาแล้วอัครสาวกสิบสององค์ก็ได้มอบชีวิตของพวกเขาเพื่อให้พระคริสตเจ้าได้เป็นที่รู้จักและรัก ตั้งแต่นั้นมาตลอดทุกศตวรรษ พระวรสารก็ยังคงแผ่กระจายออกไปโดยอาศัยชายหญิงที่ได้รับการดลใจด้วยความร้อนรนในการประกาศพระวรสารแบบเดียวกันกับบรรดาอัครสาวก ทุกวันนี้ก็เช่นกันยังคงมีความต้องการเหล่าสานุศิษย์ของพระคริสต์ที่ทุ่มเทเวลาและพลังงานทั้งหมดของพวกเขาในการรับใช้พระวรสาร และยังมีความต้องการสำหรับพวกเธอเยาวชนที่จะปล่อยให้ความรักของพระเจ้าเผาผลาญภายในพวกเธอและตอบสนองด้วยใจกว้างต่อเสียงเรียกอันเร่งด่วนของพระองค์ เหมือนกับเยาวชนผู้ศักดิ์สิทธิ์และนักบุญมากมายได้กระทำในอดีตและมากยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อขอให้พวกเธอมั่นใจว่าพระจิตของพระเยซูเจ้าในทุกวันนี้กำลังเชื้อเชิญพวกเธอเยาวชนให้เป็นผู้นำข่าวดีของพระเยซูเจ้าไปสู่เพื่อน ๆ ยุคเดียวกันกับพวกเธอ โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าความยากลำบากที่บรรดาผู้ใหญ่ประสบในการเข้าสู่แวดวงของเยาวชนด้วยวิถีทางที่เข้าใจได้และน่าเชื่อถือนั้น น่าจะเป็นเครื่องหมายที่องค์พระจิตเจ้ากำลังปลุกเร้าพวกเธอเยาวชนให้รับมอบภารกิจนี้ พวกเธอรู้จักอุดมคติ ภาษา รวมทั้งบาดแผล ความคาดหวัง และในเวลาเดียวกันความปรารถนาสำหรับความดีงามของเพื่อน ๆ ยุคเดียวกันกับพวกเธอ สิ่งนี้ช่วยเปิดเข้าไปสู่โลกกว้างแห่งความรู้สึกนึกคิด การงาน การศึกษาอบรม ความคาดหวัง และความทุกข์ยากของบรรดาเยาวชน… พวกเธอแต่ละคนจะต้องมีความกล้าหาญที่จะสัญญาต่อองค์พระจิตเจ้าว่า พวกเธอจะนำเยาวชนหนึ่งคนเข้ามาหาพระเยซูคริสตเจ้าด้วยวิธีที่พวกเธอคิดว่าดีที่สุด โดยรู้วิธีที่จะ “ให้คำอธิบายแก่ทุกคนที่ต้องการรู้เหตุผลแห่งความหวังของเธอ แต่จงอธิบายด้วยความอ่อนโยนและด้วยความเคารพอย่างบริสุทธิ์ใจ” (เทียบ 1 เปโตร 3:15)

ลูก ๆ เยาวชนที่รัก เพื่อที่จะบรรลุถึงเป้าหมายนี้ พวกเธอจะต้องเป็นคนศักดิ์สิทธิ์และจะต้องเป็นมิชชันนารี เนื่องจากเรามิอาจแยก “ความศักดิ์สิทธิ์” ออกจาก “พันธกิจการแพร่ธรรม” ได้ (เทียบ Redemptoris Missio: พระพันธกิจขององค์พระผู้ไถ่, 90) จงอย่ากลัวที่จะเป็นมิชชันนารีผู้ศักดิ์สิทธิ์เหมือนดังนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ที่เดินทางทั่วตะวันออกไกลประกาศข่าวดีจนกระทั่งพลังงานทุกหยดในตัวท่านถูกใช้จนหมดสิ้น หรือเหมือนกับนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูที่เป็นมิสชันนารีโดยที่เธอไม่เคยออกจาอารามคาร์เมลไลต์ไปไหนเลย ท่านทั้งสองได้ชื่อว่าเป็น “องค์อุปถัมภ์แห่งพันธกิจการแพร่ธรรม” จงเตรียมตัวชีวิตของพวกเธอให้พร้อมที่จะยืนอยู่บนแถวเพื่อที่จะนำโลกไปสู่แสงสว่างด้วยความสัตย์จริงของพระคริสตเจ้า เพื่อที่จะตอบสนองความเกลียดชังและการไม่นำพาต่อชีวิตด้วยความรัก และเพื่อที่จะประกาศความหวังแห่งการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าทั่วทุกมุมโลก

8.  ร้องเรียกหา “ยุคใหม่แห่งพระจิตเจ้า” มายังโลก

ลูก ๆ เยาวชนที่รัก พ่อหวังว่าจะได้เจอพวกเธอมากมายที่เมืองซิดนีย์ในเดือนกรกฎาคม 2008 ซึ่งจะเป็นโอกาสแห่งพระญาณสอดส่องที่จะได้รับประสบการณ์พระอานุภาพของพระจิตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม จงมากันมาก ๆ เพื่อจะได้เป็นเครื่องหมายแห่งความหวังและเพื่อจะได้ให้กำลังใจแก่พระศาสนจักรท้องถิ่นของออสเตรเลีย ที่กำลังตระเตรียมการต้อนรับพวกเธออยู่ และสำหรับบรรดาเยาวชนเจ้าภาพของประเทศออสเตรเลีย มันก็จะเป็นโอกาสพิเศษที่จะประกาศความงดงามและความยินดีแห่งพระวรสารต่อสังคมที่เน้นในหลากหลายทางแต่เรื่องทางโลก ประเทศออสเตรเลียเหมือนกับทุกประเทศในโอเชเนียต้องการที่จะค้นพบรากเหง้าคริสตชนของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ในสมณเอกสารเชื้อเชิญหลังการประชุมซีโนดของบรรดาพระสังฆราช Ecclesia in Oceania พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ลิขิตไว้ว่า “โดยอาศัยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า พระศาสนจักรในโอเชียเนียกำลังเตรียมตัวสำหรับการประกาศพระวรสารแบบใหม่สู่ประชาชาติที่กระหายหาองค์พระคริสตเจ้า… การประกาศพระวรสารแบบใหม่ถือเป็นพันธกิจอันดับแรกสำหรับพระศาสนจักรในโอเชียเนีย” (ข้อ 18)

พ่อขอเชื้อเชิญพวกเธอให้หาเวลาอธิษฐานภาวนาและหาเวลารับการอบรมฝ่ายจิตในช่วงขั้นตอนสุดท้ายแห่งการจาริกสู่วันเยาวชนโลกครั้งที่ 23 นี้ เพื่อในเมืองซิดนีย์พวกเธอจะได้สามารถรื้อฟื้นคำสัญญาที่ได้ทำในช่วงรับศีลล้างบาปและรับศีลกำลัง พร้อมกันนี้เราก็จะร้องเรียกหาพระจิตเจ้า โดยอ้อนวอนต่อพระเจ้าด้วยความมั่นใจสำหรับของขวัญแห่งยุคใหม่ของพระจิตเจ้า สำหรับพระศาสนจักรและสำหรับมวลมนุษย์ในสหัสวรรษที่สาม

ขอพระนางมารีย์ ผู้เป็นหนึ่งเดียวในคำภาวนากับบรรดาอัครสาวกที่ห้องชั้นบน ได้อยู่เคียงข้างพวกเธอตลอดเดือนเหล่านี้ และนำการเทหลั่งลงมาใหม่ของพระจิตเจ้าสู่เยาวชนคาทอลิกทุกคน เพื่อทำให้ดวงใจของพวกเขาร้อนลุกเป็นไฟ จงจำไว้ว่า พระศาสนจักรมั่นใจในตัวพวกเธอ! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราบรรดาผู้อภิบาล ภาวนาให้พวกเธอรักและนำผู้อื่นให้รับพระเยซูเจ้ายิ่งทียิ่งมากขึ้นและให้พวกเธอติดตามพระองค์อย่างซื่อสัตย์ ด้วยความรู้สึกเหล่านี้พ่อขออวยพรพวกเธอทุกคนด้วยความเสน่หาอย่างสุดซึ้ง

จากโลเรนซาโก วันที่ 20 กรกฎาคม 2007

BENEDICTUS PP.XVI


WYD2008 | สาส์นพระสันตะปาปาถึงเยาวชนโลกครั้งที่ 23

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2007 ครั้งที่ 22

“เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้นเถิด” (ยน 13:34)

เยาวชนที่รัก

โอกาสวันเยาวชนโลกซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองกันตามสังฆมณฑลต่างๆ ในวันอาทิตย์ใบลาน พ่อใคร่ขอนำเสนอพระวาจาของพระเยซูเจ้าสำหรับการรำพึงไตร่ตรองของพวกเธอที่ว่า

“เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้นเถิด”

(ยน 13:34)  

เป็นไปได้ไหมที่จะรัก?

ทุกคนมีความรู้สึกว่าต้องการที่จะรักและอยากให้มีคนรักตน แต่มันเป็นการยากใช่ไหมที่จะรัก จะต้องจดจำความผิดพลาดและความล้มเหลวไปอีกกี่ครั้งในเรื่องของความรัก มีคนสงสัยเหมือนกันถึงความเป็นไปได้ของความรัก แต่หากภาพหลอนทางอารมณ์หรือการขาดความรักความอบอุ่นเป็นเหตุทำให้เราคิดว่าความรักนั้นเป็นเรื่องของชาวสวรรค์ และเป็นความฝันที่เป็นจริงไม่ได้แล้ว ควรแล้วหรือที่เราจะยอมจำนนไม่ยอมแสวงหาความรักอีกต่อไป? ไม่เลย!    ความรักนั้นเป็นไปได้ จุดประสงค์ของสาส์นฉบับนี้ก็เพื่อที่จะช่วยปลุกจิตสำนึกของพวกเธอแต่ละคน พวกเธอซึ่งจะเป็นอนาคตและความหวังแห่งมนุษยชาติ ขอให้วางใจเถิดว่าความรักนั้นเป็นของแท้ ซื่อสัตย์ และเข้มแข็ง ความรักที่จะก่อให้เกิดสันติและความชื่นชมยินดี ความรักที่เชื่อมความสมานฉันท์เข้าไว้ด้วยกัน และทำให้พวกเขารู้สึกเป็นอิสระในการให้ความเคารพต่อกันและกัน เวลานี้ขอให้พวกเราร่วมเดินทางไปด้วยกันใน 3 ขั้นตอน ในขณะที่เราร่วมกัน “ค้นหา” ความรัก

พระเจ้าบ่อเกิดแห่งความรัก

ขั้นตอนแรกเกี่ยวกับบ่อเกิดแห่งความรักซึ่งมีอยู่แหล่งเดียว นั่นคือพระเจ้า  นักบุญยอห์น บอกเราไว้อย่างชัดเจนเมื่อท่านประกาศว่า “พระเจ้าคือความรัก” (1 ยน 4:8, 16) ท่านไม่ได้เพียงแค่บอกเราว่าพระเจ้ารักเรา แต่ท่านยังบอกว่าธรรมชาติของพระเจ้าเองนั่นแหละคือความรัก ตรงนี้เราจึงพบว่าเราได้รับการไขแสดงที่น่าพิศวงที่สุดเกี่ยวกับบ่อเกิดแห่งความรัก ซึ่งเป็นความเร้นลับของพระตรีเอกภาพ ที่ว่าในพระเจ้าหนึ่งเดียวมีสามพระบุคคล ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความรักกันระหว่างพระบุคคลของพระบิดาและพระบุตร และความรักที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองพระบุคคลนี้นั้นไม่ใช่พลังงานหรือความรู้สึก แต่เป็นพระบุคคลซึ่งก็ได้แก่พระจิตเจ้า

ไม้กางเขนของพระคริสตเจ้าทรงเผยให้เห็นถึงความรักของพระเจ้า

พระเจ้าองค์ความรักถูกเผยให้เราเห็นได้อย่างไร? ขณะนี้เรากำลังอยู่ในขั้นที่สองในการเดินทางของเรา ถึงแม้ว่าเครื่องหมายแห่งความรักของพระเจ้าจะปรากฏอยู่อย่างชัดเจนในสิ่งสร้าง การไขแสดงถึงความเร้นลับของพระเจ้าได้ถูกถ่ายทอดมายังเราโดยอาศัยการเสด็จมาบังเกิดของพระเจ้าเอง ในองค์พระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ เราได้รับทราบถึงความรักอันไม่มีขอบเขตนี้ ก็อย่างที่พ่อได้บอกไว้ในสมณสาส์น “พระเจ้าคือความรัก” ว่า “ความแปลกใหม่ที่แท้จริงของพระธรรมใหม่ไม่ได้อยู่ที่ความคิดแนวใหม่แต่อยู่ในตัวองค์พระคริสตเจ้าเอง ผู้ทรงมอบพระกายและพระโลหิตของพระองค์ให้กับความคิดเหล่านั้น ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” (ข้อ 12) การแสดงความรักของพระเจ้านั้นครบถ้วนบริบูรณ์บนไม้กางเขน 

ซึ่งนักบุญเปาโลบอกเราว่า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสตเจ้าได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (รม 5:8)  เพราะฉะนั้นเราแต่ละคนจึงสามารถกล่าวได้ว่า “พระเจ้าทรงรักข้าพเจ้าและทรงมอบชีวิตของพระองค์แก่ข้าพเจ้า” (เทียบ อฟส 5:2) มนุษย์เมื่อได้รับการไถ่กู้โดยทางพระโลหิตของพระองค์ จึงไม่มีผู้ใดที่ไร้ประโยชน์หรือไร้ค่า เพราะเราแต่ละคนได้รับความรักแบบส่วนตัวจากพระองค์ด้วยความรักที่สัตย์ซื่อและหลงใหล ความรักที่ไม่มีขอบเขต ไม้กางเขนซึ่งเป็นเรื่องน่าขันสำหรับโลกและเป็นเรื่องสะดุดใจสำหรับคนเป็นอันมาก อันที่จริงแล้วเป็น “พระปรีชาญาณของพระเจ้า” สำหรับผู้ที่ยอมให้พระองค์สัมผัสกับส่วนที่อยู่ลึกก้นบึ้งแห่งความเป็นมนุษย์ของเขา “เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์” (1 คร 1:25) ยิ่งกว่านั้น ไม้กางเขนซึ่งหลังการเสด็จกลับคืนชีพ จะจารึกการทรมานของพระองค์ตลอดไปนั้น เผยให้เห็นถึง “การบิดพลิ้วความจริง” และการมุสาต่างๆเกี่ยวกับพระเจ้า จนเป็นต้นเหตุแห่งการใช้ความรุนแรง การแก้แค้น และการตัดขาดจากกันต่าง ๆ นานา  พระคริสตเจ้าคือลูกแกะของพระเจ้าผู้ทรงแบกความบาปของโลกและทรงชำระล้างความเกลียดชังจากดวงใจมนุษย์  นี่คือ “การปฏิรูป” แท้จริงที่พระเจ้าทรงกระทำโดยอาศัยความรัก

รักเพื่อนบ้านเหมือนที่พระคริสตเจ้าทรงรักเรา

บัดนี้เรามาถึงการไตร่ตรองขั้นที่สาม พระคริสตเจ้าทรงร้องเสียงดังจากไม้กางเขนว่า “เรากระหายน้ำ” (ยน 19:28) นี่แสดงให้เราเห็นถึงความกระหายสุดทนของพระองค์ที่จะรักและที่จะได้รับความรักจากเราแต่ละคน อาศัยการเข้าใจถึงความล้ำลึกและความเข้มข้นในพระธรรมล้ำลึกนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจถึงความจำเป็นและความเร่งด่วนที่เราจะต้องรักพระองค์ เฉกเช่นที่พระองค์ทรงรักเรา นอกจากนี้ถ้าหากจำเป็นจริง ๆ มันยังหมายถึงหน้าที่ที่เราจะต้องมอบชีวิตของเราเองให้แก่บรรดาพี่น้องของเราเพื่อเห็นแก่ความรักนั้น พระเจ้าได้ทรงตรัสไว้แล้วในพระธรรมเก่าว่า “ท่านจะต้องรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ลนต 19:18) แต่สิ่งใหม่ที่พระคริสตเจ้าทรงนำมามอบให้เราก็คือ รักเหมือนกับที่พระองค์ทรงรักเรา หมายความว่าให้เรารักทุกคนโดยไม่แยกแยะ รักแม้กระทั่งศัตรูของเรา “จนถึงที่สุด” (เทียบ ยน 13:1)

การเป็นประจักษ์พยานถึงความรักของพระคริสตเจ้า

พ่อขออธิบายต่อสักเล็กน้อยเกี่ยวกับสามขั้นตอนนี้ ในการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งพวกเธอถูกขอร้องให้ต้องแสดงออกถึงความรักของพระเจ้า จุดแรกคือพระศาสนจักรซึ่งเป็นครอบครัวฝ่ายจิตของเราอันกอปรด้วยสานุศิษย์ต่างๆของพระคริสตเจ้า ขอให้ระลึกถึงพระวาจาของพระองค์ที่ว่า “ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา” (ยน 13:35) อาศัยความกระตือรือร้นและความรัก พวกเธอควรช่วยกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในวัด ชุมชน ร่วมในกลุ่มขบวนการต่าง ๆ ของพระศาสนจักร และกลุ่มเยาวชนที่พวกเธอสังกัด อย่ามัวแต่เพลิดเพลินอยู่กับความสนุกส่วนตัว ขอให้ยอมรับการพลีกรรมที่จำเป็นด้วยใจเบิกบาน ขอให้พิสูจน์ความรักที่สัตย์ซื่อของพวกเธอต่อพระเยซูเจ้าโดยการประกาศพระวรสารของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชนที่อยู่ในวัยเดียวกัน

การเตรียมตัวสำหรับอนาคต

ประเด็นที่สองที่พวกเธอถูกเรียกร้องให้แสดงความรัก และพัฒนาความรักนั้นขึ้นเรื่อยไปได้แก่การเตรียมตัวสู่อนาคตที่กำลังรอคอยพวกเธออยู่ หากเธอมุ่งสู่ชีวิตแต่งงาน พระเจ้าก็มีโครงการความรักสำหรับอนาคตของเธอในฐานะที่ต้องเจริญชีวิตคู่และมีครอบครัว ดังนั้นจำเป็นที่พวกเธอจะต้องค้นหาความรักนี้ให้พบโดยอาศัยความช่วยเหลือของพระศาสนจักร โดยที่พวกเธอจะต้องเป็นอิสระจากความกังขาทั่วไปที่ว่า บทบัญญัติและข้อห้ามต่าง ๆ ของศาสนาคาทอลิกเป็นอุปสรรคต่อความสุขแห่งความรัก อีกทั้งห้ามเธอไม่ให้เสวยสุขที่สามีภรรยาพึงมีในความรักระหว่างกัน ซึ่งความรักระหว่างชายหญิงนี้มีรากฐานบนแผนการตั้งแต่แรกเริ่มของพระเจ้า (เทียบ ปฐก 2:18-25) การเรียนรู้จักรักกันในฐานะที่เป็นสามีภรรยาเป็นการเดินทางที่น่าพิศวง แต่ก็เรียกร้องให้มี “การฝึกฝน” ช่วงเวลาที่คบหากันถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับดำเนินชีวิตคู่ อีกทั้งเป็นเวลาแห่งการคาดหวังและการเตรียมตัว ซึ่งจะต้องดำเนินไปในความบริสุทธิ์ทั้งด้วยวาจาและพฤติกรรม มันจะทำให้เธอมีวุฒิภาวะในความรัก ในความห่วงใยและความเอาใจใส่กันและกัน ช่วยให้รู้จักการควบคุมตนเอง และให้รู้จักมีความเคารพซึ่งกันและกัน เหล่านี้คือคุณสมบัติแห่งความรักที่แท้จริง ซึ่งไม่มุ่งไปที่การแสวงหาความพึงพอใจฝ่ายตนหรือผลประโยชน์แห่งตนแต่อย่างเดียว ในการสวดภาวนาร่วมกันของเธอทั้งสอง จงวิงวอนพระคริสตเจ้าให้ช่วยพิทักษ์ เพิ่มพูน และชำระความรักของเธอให้บริสุทธิ์ปราศจากการเห็นแก่ตัว จงอย่าได้ลังเลที่จะตอบสนองด้วยใจกว้างต่อการเรียกร้องของพระคริสตเจ้า เพราะว่าการสมรสแบบคริสตชนนั้นเป็นกระแสเรียกชนิดหนึ่งใน
พระศาสนจักร 

เยาวชนชายหญิงที่รัก จงพร้อมเสมอที่จะตอบรับ หากพระเจ้าเรียกร้องเธอ ให้เดินตามหนทางกระแสเรียกในการเป็นสงฆ์หรือชีวิตการถวายตัว  แบบฉบับของเธอน่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเพื่อน ๆ ผู้ที่กำลังแสวงหาความสุขที่แท้จริง

การเจริญเติบโตในความรักของแต่ละวัน

ประเด็นที่สาม ที่เกาะติดมากับความรักคือชีวิตประจำวันที่ต้องมีความสัมพันธ์กันหลากหลาย ตรงนี้เราใคร่มุ่งประเด็นพิเศษไปที่ครอบครัว การเล่าเรียน การทำงาน และเวลาว่าง  เยาวชนที่รักจงพยายามสร้างความเฉลียวฉลาด ไม่เพียงแต่เพื่อหาตำแหน่งในสังคมเท่านั้น   แต่ต้องพยายามช่วยผู้อื่นให้ “เจริญเติบโต” ขึ้นด้วย จงพัฒนาขีดความสามารถไม่ใช่เพียงเพื่อจะได้เป็น “คู่แข่ง” หรือ “มีประสิทธิภาพ” มากขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อที่จะเป็น “ประจักษ์พยานแห่งความรัก” ด้วย นอกเหนือไปจากการหาความรู้ด้านอาชีพแล้ว จงอย่าได้ลืมขวนขวายหาความรู้ด้านศาสนาด้วย สิ่งนี้จะช่วยเธอให้ปฏิบัติพันธกิจของเธอด้วยความรับผิดชอบ  

พ่อขอเชื้อเชิญพวกเธอให้ศึกษาเกี่ยวกับคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรเป็นพิเศษ เพื่อหลักการต่าง ๆ แห่งคำสอนนั้นจะได้เป็นแรงบันดาลใจและเป็นบรรทัดฐานในกิจกรรมของเธอที่ต้องปฏิบัติในโลก ขอพระจิตเจ้าจงประทานพรให้เธอมีความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องของความรักและงานเมตตาธรรม ยึดมั่นในหน้าที่ความรับผิดชอบ และกล้าหาญในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เพื่อที่เธอจะได้สามารถสร้างคุณประโยชน์ในการสร้าง “วัฒนธรรมแห่งความรัก” ขอบฟ้าแห่งความรักนั้นกว้างไกลไม่มีที่สิ้นสุด มันคือโลกทั้งโลก!

“กล้าที่จะรัก” โดยเอาเยี่ยงอย่างของนักบุญ

เยาวชนที่รัก พ่ออยากเชื้อเชิญพวกเธอให้ “กล้าที่จะรัก” ขออย่าให้อยากได้สิ่งใดยิ่งหย่อนไปกว่าความรักที่เข้มแข็งสวยงาม และสามารถที่จะทำให้ชีวิตทั้งชีวิตของพวกเธอเป็นการมอบตนเองด้วยความชื่นชมให้เป็นของขวัญแด่พระเจ้าและแก่บรรดาพี่น้องชายหญิง ด้วยการเลียนแบบฉบับของพระผู้ทรงทำลายความเกลียดชังและความตายตลอดกาลโดยอาศัยความรัก (เทียบวิวรณ์ 5:3) ความรักเป็นอำนาจอย่างเดียวที่สามารถจรรโลงหัวใจมนุษย์แต่ละคนและทุกคนโดยทำให้ความสัมพันธ์บังเกิดผลระหว่างชายหญิง ระหว่างคนมีคนจน ระหว่างวัฒนธรรมและความเจริญก้าวหน้าต่าง ๆ

สิ่งเหล่านี้ได้มีปรากฏให้เราเห็นแล้วในชีวิตของบรรดานักบุญ  เขาเหล่านี้คือมิตรสหายที่แท้จริงของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรักแรกเริ่มนั้น จงพยายามเรียนรู้จากท่านนักบุญเหล่านั้นให้มากขึ้น ฝากตนไว้ในคำภาวนาของท่านเหล่านั้น และก็พยายามที่จะเจริญชีวิตเยี่ยงท่านเหล่านั้นด้วย พ่อขอยกตัวอย่างคุณแม่เทเรซาที่เพื่อตอบสนองโดยทันทีต่อการร้องของพระเยซูเจ้าที่ว่า “เรากระหาย” เสียงร้องนี้สัมผัสไปถึงขั้วหัวใจของเธอ เธอก็เริ่มรับผู้ที่กำลังจะตายตามท้องถนนในเมืองกัลกัตตาแห่งประเทศอินเดียมาไว้ดูแลรักษา ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ความปรารถนาแต่ประการเดียวในชีวิตของเธอก็คือการดับความกระหายแห่งความรัก ไม่ใช่ด้วยวาจาคำพูด แต่ด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรมโดยการตระหนักทราบดีถึงใบหน้าที่แทบจะไม่เป็นใบหน้าที่กระหายความรัก บนใบหน้าของผู้ที่ยากไร้ที่สุดแห่งผู้ยากไร้ บุญราศีเทเรซาได้นำเอาคำสอนของพระคริสตเจ้ามาปฏิบัติ “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (มธ 25:40)  สาส์นประจักษ์พยานแห่งความรักของพระเจ้าที่ต่ำต้อยนี้ได้เผยแพร่ไปทั่วทั้งโลก

ความลับแห่งความรัก

เยาวชนที่รัก เราแต่ละคนมีความสามารถที่จะบรรลุถึงระดับแห่งความรักเดียวกันนี้ได้ ถ้าเราอาศัยความช่วยเหลือที่จำเป็นจากพระหรรษทานของพระเจ้า เพราะมีแต่ความช่วยเหลือของพระคริสตเจ้าเท่านั้นที่จะบันดาลให้เรายืนหยัดอยู่ในความรักได้โดยไม่เลิกรา เมื่อเราต้องเผชิญกับความหนักหน่วงมากมายของงานที่เราต้องทำ แรงสนับสนุนดังกล่าวจะทำให้เรามีความกล้าที่จะทำงานนั้นให้สำเร็จลุล่วงลงไปได้ซึ่งหากพูดตามภาษามนุษย์แล้วไม่มีทางที่จะทำได้ เหนือสิ่งอื่นใดศีลมหาสนิทถือเป็นโรงเรียนแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ ที่เมื่อเราเข้าร่วมส่วนอย่างสม่ำเสมอและด้วยความศรัทธาในพิธีบูชามิสซาขอบพระคุณ และเมื่อเราใช้เวลาเฝ้านมัสการพระองค์ในศีลมหาสนิท เราก็จะเข้าใจง่ายยิ่งขึ้นถึงความกว้างยาวและความล้ำลึกแห่งความรักของพระองค์ที่อยู่เหนือความฉลาดรอบรู้ทั้งมวล (เทียบ อฟ 3:17-18) และโดยอาศัยการแบ่งปันแผ่นปังศีลมหาสนิทกับเพื่อนพี่น้องชายหญิงของเราในหมู่คณะพระศาสนจักร เรารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดแกมบังคับเหมือนกับแม่พระกับนางเอลีซาเบธให้ต้อง “เร่งรีบ” มอบความรักของพระคริสตเจ้าในการรับใช้ด้วยใจกว้างขวางต่อพี่น้องชายหญิงของเรา

สู่การพบกันที่นครซิดนีย์

เกี่ยวกับประเด็นนี้  คำแนะนำของอัครสาวกยอห์นให้ภาพที่ชัดเจนดีว่า “ลูกเอ๋ย ขอให้เรารัก ไม่ใช่ด้วยปาก แต่ในความจริงและด้วยการกระทำ และโดยการกระทำเช่นนี้เราจะทราบว่าเรามาจากความจริง” (1 ยน 3: 18-19) ลูกที่รัก ในจิตตารมณ์เช่นนี้พ่อขอเชิญชวนพวกเธอให้เข้ามาหาประสบการณ์วันเยาวชนโลกครั้งหน้าพร้อมกันกับบรรดาพระสังฆราชในสังฆมณฑลที่สังกัดของพวกเธอ และนี่ก็จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในระหว่างการเดินทางสู่การพบปะกันที่ซิดนีย์ซึ่งหัวข้อแห่งการพบปะได้แก่ “ท่านจะรับอานุภาพเมื่อพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือท่านและท่านจะเป็นพยานถึงเรา” (กจ 1:8)   ขอพระแม่มารีย์ พระมารดาของพระคริสตเจ้าและของพระศาสนจักรทรงช่วยเหลือเธอเพื่อทำให้เสียงร้องที่ว่า “พระเจ้าคือความรัก” นั้นดังก้องไปทั่วทุกหนแห่ง เป็นเสียงร้องที่แปรเปลี่ยนโลก พ่อจะอยู่กับพวกเธอทุกคนเสมอในคำภาวนาและขออวยพรมายังพวกเธอทุกคนด้วยความรัก

จากนครวาติกัน  27 มกราคม 2007
 เบเนดิกต์ ที่ 16
แปลโดย ว.ประทีป

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2006 ครั้งที่ 21

“พระวาจาของพระองค์คือตะเกียงส่องทางเท้า และเป็นแสงสว่างนำทางให้ข้าพเจ้า” (สดด 119 [118] : 105)

มิตรเยาวชนที่รัก!

เราใคร่ส่งความปรารถนาดีมายังพวกเธอ ในขณะที่เธอกำลังเตรียมตัวฉลองวันเยาวชนโลกครั้งที่ 21  เรายังจำได้ดีถึงประสบการณ์ที่เราได้รับร่วมกันในเดือนสิงหาคมเมื่อปีที่แล้วที่ประเทศเยอรมนี เราจะฉลองวันเยาวชนโลกปีนี้ในพระศาสนจักรท้องถิ่นต่างๆ คงจะเป็นโอกาสดีที่เราจะได้จุดประกายแห่งความร้อนรนอีกครั้งหนึ่ง  ประกายที่เราจุดขึ้นที่เมืองโคโลญ ประกายที่พวกเธอได้นำกลับไปยังบ้าน วัด  สมาคม และกระบวนการต่างๆของเธอ  ในขณะเดียวกัน จะเป็นโอกาสดีที่สุดที่เธอจะได้ชักชวนเพื่อนๆวัยเดียวกันให้ได้เข้ามาร่วมเดินทางฝ่ายจิตไปหาพระคริสตเจ้าอีกด้วย

หัวข้อที่เรานำเสนอมาให้พวกเธอไตร่ตรองปีนี้เอามาจากเพลงสดุดีที่ 119 [118]: “พระวาจาของพระองค์คือตะเกียงส่องทางเท้าและเป็นแสงสว่างนำทางให้ข้าพเจ้า” (105)  สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงอธิบายความหมายของเพลงสดุดีวรรคนี้ดังต่อไปนี้ “ผู้ที่สวดภาวนาล้วนแสดงความกตัญญูต่อบทบัญญัติของพระเป็นเจ้าที่พระองค์ทรงประทานให้เป็นประดุจตะเกียงส่องทางเท้าในหนทางแห่งชีวิตที่บ่อยครั้งแสนจะมืดมิด”  (ตรัสแก่ผู้เข้าเฝ้า วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน 2001)  พระเป็นเจ้าทรงเผยพระองค์เองในประวัติศาสตร์  พระองค์ทรงตรัสกับมนุษย์ และพระวาจาที่พระองค์ทรงตรัสนั้นทรงมีพลังแห่งการสร้าง  คำ “dabar” ในภาษาฮีบรู ซึ่งปกติแปลว่า “คำพูด””นั้นที่จริงแล้วมีความหมายสองอย่าง คือ เป็นทั้ง คำพูด และ การกระทำ  พระเป็นเจ้าทรงตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ และทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ตรัส  พระธรรมเก่าประกาศให้ลูกหลานชนชาติอิสราเอลทราบถึงการเสด็จมาของพระเมสซีอาและการสถาปนาพันธะสัญญาใหม่  และในพระวจนาถที่ถูกทำให้เป็นพระวรกายนั้น พระองค์ทรงทำให้คำสัญญาของพระองค์กลายเป็นความจริง  สิ่งนี้ได้มีคำอธิบายไว้อย่างชัดเจนในคำสอนของพระศาสนจักร: “พระคริสตเจ้า พระบุตรแห่งพระเจ้าผู้ทรงรับเอาสภาพมนุษย์ เป็นพระบุตรพระองค์เดียวของพระบิดา ทรงเป็นพระวจนาถที่ครบครันและไม่มีผู้ใดเทียบเท่า  ในองค์พระคริสตเจ้าพระเป็นเจ้าได้ทรงตรัสทุกสิ่ง จะไม่มีพระวาจาอื่นใดอีกนอกจากพระวจนาถองค์เดียวนี้” (ข้อ 65)  พระจิตผู้ทรงนำประชากรผู้ได้รับการเลือกสรรโดยการดลใจผู้นิพนธ์พระคัมภีร์ ทรงเปิดดวงใจของผู้ที่มีความเชื่อให้สามารถเข้าใจความหมายได้  พระจิตพระองค์เดียวกันนี้ยังคงประทับและทำงานอยู่ในการเฉลิมฉลองศีลมหาสนิท เมื่อพระสงฆ์ “ในองค์พระคริสตเจ้า” กล่าวคำเสกศีลโดยเปลี่ยนปังและเหล้าองุ่นให้เป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าเพื่อเป็นอาหารฝ่ายจิตเลี้ยงบรรดาสัตบุรุษ เพื่อที่เราจะได้ก้าวหน้าในการเดินทางของเราในโลกนี้สู่พระอาณาจักรสวรรค์ เราจะต้องได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระวาจาและปังแห่งชีวิตนิรันดร์ และสองสิ่งนี้จะแยกออกจากกันไม่ได้โดยเด็ดขาด

บรรดาอัครสาวกได้รับพระวาจาแห่งความรอดและส่งมอบต่อให้ผู้สืบทอดตำแหน่งเฉกเช่นเพชรพลอยประเสริฐที่เก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยในกำปั่นของพระศาสนจักร  ปราศจากเสียซึ่งพระศาสนจักรแล้วไซร้ มุกข์นี้เสี่ยงต่อการสูญหายหรืออาจถูกทำลายลงได้  เยาวชนที่รัก  ขอให้พวกเธอจงรักพระวาจาและจงรักพระศาสนจักร การทำเช่นนี้จะทำให้พวกเธอสามารถเข้าถึงขุมทรัพย์ที่มีคุณค่ายิ่ง และจะช่วยสอนให้พวกเธอรักความมั่งคั่งของมัน  จงรักและเชื่อฟังพระศาสนจักร เพราะพระศาสนจักรได้รับพันธกิจจากพระผู้สร้างในการไขแสดงให้ประชาคมเห็นหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทราบและพบความสุขถ่องแท้ในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักจะตกเป็นทาสของวิธีคิดของยุคปัจจุบัน  พวกเขาอาจคิดว่าตนมี “เสรีภาพ” ทว่า พวกเขากำลังถูกชักนำให้หลงทางจมปลักอยู่ในความผิดพลาดหรืออุดมการณ์นอกลู่นอกทาง  “เสรีภาพในตัวมันเองต้องได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ” (เทียบสมณสาส์น Veritas Splendor, 86)  อีกทั้งความมืดที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่นั้นต้องการแสงสว่าง  พระเยซูเจ้าสอนเราให้ทราบว่าจะต้องทำอย่างไร “หากท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในวาจาของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และท่านทั้งหลายจะรู้จักความจริง และความจริงจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน. 8: 31-32)   พระวจนาถผู้ทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์ พระวจนาถแห่งความจริง ทรงทำให้เราเป็นไท และทรงนำความเป็นไทของเราสู่คุณงามความดีทั้งหลาย   เยาวชนที่รัก  จงรำพึงพระวาจาของพระเป็นเจ้าบ่อยๆ และปล่อยให้พระจิตเป็นพระอาจารย์ของเธอ  เมื่อนั้นเธอจะพบว่า วิธีคิดของพระเป็นเจ้านั้นไม่เหมือนกับวิธีคิดของมนุษย์  พวกเธอจะพบว่าตนกำลังถูกนำให้พิศเพ่งพระเป็นเจ้า ให้สามารถอ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ได้โดยอาศัยพระเนตรของพระองค์  พวกเธอจะได้ลิ้มรสกับความชื่นชมยินดีอย่างบริบูรณ์ที่เกิดจากความจริง  ในการเดินทางแห่งชีวิต ซึ่งไม่ใช่ของง่ายหรือปราศจากซึ่งภาพลวงตา พวกเธอจะประสบกับความยุ่งยากและความทุกข์  และบางครั้งพวกเธอจะถูกประจลให้ร้องตะโกนออกมาเช่นผู้นิพนธ์เพลงสดุดีว่า “ข้าพเจ้าถูกรังแกหนักเหลือเกิน” (สดด. 119 [118]. V. 107)  จงอย่าลืมเพิ่มอุทานอย่างที่ผู้นิพนธ์เพลงสดุดีทำด้วย นั่นคือ “ข้าแต่พระเป็นเจ้า โปรดทรงประทานชีวิตให้แก่ข้าพเจ้าตามพระวาจาของพระองค์ด้วยเถิด… ข้าพเจ้ารักษาชีวิตไว้ในมือเสมอ แต่ข้าพเจ้าก็มิได้ลืมบัญญัติของพระองค์” (ibid. cc. 107; 109)  การประทับอยู่ของพระเป็นเจ้าโดยอาศัยพระวาจาของพระองค์คือตะเกียงที่ขับไล่ความมืดแห่งความหวาดกลัวออกไป และนำความสว่างมาสู่หนทางเดินของเราแม้ยามที่เราตกอยู่ในภาวะคับขัน

ผู้เขียนจดหมายถึงชาวฮีบรูบอกว่า “พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย” (4: 12)  จำเป็นจะต้องตระหนักอย่างจริงจังถึงการเชื่อมโยงพระวจนะของพระเป็นเจ้าซึ่งจะแยกออกไม่ได้กับ “ศาสตราวุธ” ในการต่อสู้ฝ่ายจิต  สิ่งนี้จะบังเกิดผลหากเรารู้จัก ฟัง พระวาจาและ นบนอบ พระวาจานั้น  คำสอนของพระศาสนจักรอธิบายไว้ว่า “นบนอบ (มาจากภาษาลาติน ob-audire ‘ได้ยิน หรือ ฟัง’ ในความเชื่อนั้นคือการยอมโดยเสรีต่อพระวาจาที่เราได้ยิน  เพราะเหตุว่าความจริงแห่งพระวาจานั้นถูกรับรองโดยพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นองค์แห่งความจริงเอง” (ข้อ 144)  อาบราฮัมเป็นแบบฉบับเรื่องนี้อาศัยการฟังซึ่งที่แท้แล้วกลายเป็นความนบนอบ  ส่วนโซโลโมนเป็นผู้ที่หลงใหลในการแสวงหาปรีชาญาณจากพระวจนะ “จงถามซิว่าเราควรจะให้อะไรแก่ท่าน” กษัตริย์ผู้เฉลียวฉลาดตอบว่า “โปรดประทานหัวใจที่รู้จักเข้าใจแก่ข้ารับใช้ของพระองค์ด้วยเถิด”  (1 พกษ 3: 5, 9)  ความลับในการได้มาซึ่ง “หัวใจที่รู้จักเข้าใจ” ได้แก่การฝึกใจให้รู้จัก ฟัง  นั่นเอง  จะได้มาด้วยการรำพึงอย่างสม่ำเสมอถึงพระวาจาของพระเจ้าและโดยอาศัยการยึดมั่นในปณิธาณที่จะเรียนรู้ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

เยาวชนที่รัก   เราขอร้องให้พวกเธอจงได้สร้างความคุ้นเคยกับพระคัมภีร์ จงมีติดมือไว้เสมอ เพื่อที่มันจะได้เป็นเข็มทิศที่คอยชี้นำทางเดินให้เธอ  อาศัยการอ่านมันบ่อยๆจะทำให้พวกเธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระคริสตเจ้า  ขอให้ระลึกถึงสิ่งที่นักบุญเยโรมกล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “การไม่รู้จักพระคัมภีร์คือการไม่รู้จักพระคริสตเจ้า” (PL 24,17; cf Dei Verbum, 25)  การใช้เวลาอย่างคุ้มค่าในการศึกษาและลิ้มรสพระวาจาของพระเป็นเจ้าได้แก่การทำวัตร (lectio divina)  ซึ่งเป็นการเดินทางฝ่ายจิตได้อย่างถูกต้องและแท้จริงด้วยการปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอน  หลังการอ่าน ซึ่งหมายถึงการอ่านข้อความจากรพระคัมภีร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยพยายามจับใจความสำคัญไว้  จากนั้นเราก็รำพึง  ช่วงที่เราทำการรำพึงไตร่ตรองนี้ จิตวิญญาณของเราก็โหยกลับไปหาพระเป็นเจ้า พยายามที่จะเข้าใจว่าพระองค์กำลังทรงตรัสอะไรกับเราในวันนี้  จากนั้นก็มาถึงช่วงของการสวดภาวนา ซึ่งเป็นการสนทนาโดยตรงของเรากับพระเป็นเจ้า  สุดท้ายเราก็มาถึงขั้นเพ่งพิศ  การเพ่งพิศนี้จะช่วยให้เราควบคุมหัวใจให้เราตระหนักและรำลึกถึงการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้า ซึ่งพระวาจาของพระองค์เป็นเสมือน “ประทีปที่ส่องสว่างในที่มืดจนกว่าแสงอรุณจะขึ้น และดาวประจำรุ่งจะผุดขึ้นในใจของท่านทั้งหลาย” (2 ปต. 1: 19)  การอ่าน การศึกษา และการรำพึงพระวาจาจึงควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องปฏิบัติกันอย่างสม่ำเสมออย่างสัตย์ซื่อต่อพระคริสตเจ้าและคำสั่งสอนของพระองค์

นักบุญยวงบอกเราว่า “จงเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามพระวาจา ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับฟังแล้วหลอกตัวเอง  เหตุว่า ผู้ใดฟังพระวาจาแล้วไม่นำเอาไปปฏิบัติ พวกเขาจะเป็นเหมือนผู้ที่มองตนเองในกระจกเงาที่มองตัวเองแล้วก็จากไป โดยลืมไปทันทีเหมือนกันว่าตนเองหน้าตาเป็นอย่างไร  แต่ผู้ที่มองลงไปอย่างลึกซึ้งถึงพระธรรมบัญญัติ บัญญัติแห่งเสรีภาพ แล้วเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่คนที่ฟังแล้วลืม แต่เป็นคนที่ลงมือปฏิบัติ  เขาเหล่านั้นจะได้รับพระพรในการกระทำของพวกเขา” 1: 22-25)   ผู้ที่ได้รับฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้าแล้วนำไปรำพึงบ่อยๆจะกลายเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนรากฐานที่มั่นคงเข้มแข็ง  พระเยซูเจ้าทรงตรัสว่า “เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา” (มธ. 7: 24) มันจะไม่พังพินาศเมื่อมีพายุ

การสร้างชีวิตของพวกเธอในพระคริสตเจ้า การยอมรับพระวาจาด้วยความชื่นชมและนำเอาคำสอนแห่งพระวาจานั้นสู่การปฏิบัติ  เยาวชนแห่งสหัสวรรษที่สามที่รัก  สิ่งนี้ควรเป็นโครงการในชีวิตของพวกเธอ  เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีเยาวชนรุ่นใหม่เป็นอัครสาวกที่ยึดหลักอย่างมั่นคงในพระวาจาของพระคริสตเจ้า สามารถที่จะตอบสนองต่อการท้าทายในยุคสมัยของเรา และมีความพร้อมที่จะเผยแพร่พระวรสารออกไปให้กว้างไกล นี่คือสิ่งที่พระคริสตเจ้าทรงเรียกร้องจากพวกเธอ  พระศาสนจักรเรียกร้องพวกเธอให้ปฏิบัติเช่นนี้  และสิ่งนี้นี่เองที่โลก ถึงแม้จะไม่ตระหนักในเรื่องนี้ ต่างคาดหวังจากพวกเธอ  หากพระเยซูเจ้าเรียกเธอ จงอย่างกลัวที่จะตอบสนองพระองค์ด้วยใจกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงเรียกพวกเธอให้ติดตามพระองค์ไปในชีวิตนักบวชหรือในการเป็นพระสงฆ์  จงอย่าได้เกรงกลัว  จงวางใจในพระองค์แล้วเธอจะไม่มีวันผิดหวัง

เยาวชนที่รัก   วันเยาวชนโลกครั้งที่ 21 ที่จะมีการเฉลิมฉลองกันในวันแห่ใบลาน คือวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายนนี้นั้น เราจะส่งใจร่วมและเริ่มเดินทางไปพร้อมกันกับบรรดาเยาวชนในการเผชิญหน้ากับโลก ซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่กันที่นครซิดนี่ย์ในเดือนกรกฎาคม 2008  เราจะเตรียมใจสำหรับงานนั้นด้วยการไตร่ตรองในหัวข้อ พระจิตเจ้าและพันธกิจ ตามลำดับ  ปีนี้เราจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับพระจิต พระจิตแห่งความจริง ผู้ทรงเผยแสดงพระคริสตเจ้าแก่เรา ทรงเผยพระวจนาถผู้ทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์  ทรงเปิดดวงใจของเราแต่ละคนสู่พระวจนะแห่งการไถ่กู้ที่ทรงนำพาเราสู่ความบริบูรณ์แห่งความจริง  ในปีหน้า (2007) เราจะรำพึงข้อความจากพระวรสารของท่านนักบุญยอห์น “เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” (ยน. 13: 34)  เราจะเรียนรู้กันมากขึ้นเกี่ยวกับพระจิต ผู้ทรงเป็นองค์แห่งความรัก ผู้ทรงประทานความรักแห่งพระเจ้าในจิตใจเราและทำให้เราตระหนักถึงความต้องการทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจของบรรดาพี่น้องชายหญิงของเรา  และที่สุดเราจะมาถึงวันชุมนุมเยาวชนโลกในปี 2008 ซึ่งหัวข้อการรำพึงจะเป็น “ท่านจะได้รับฤทธิ์เดชเมื่อพระจิตจะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเรา” (กจ. 1: 8)

เยาวชนที่รัก   ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ภายใต้บรรยากาศแห่งการสดับฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้า  จงเรียกหาพระจิต พระจิตแห่งความเข้มแข็งและการเป็นประจักษ์พยาน จงวิงวอนขอพระองค์ได้ทรงประทานให้พวกเธอสามารถที่จะประกาศพระวรสารจนสุดแคว้นแดนดินโดยไม่มีความเกรงกลัว  พระแม่มารีของเราทรงประทับอยู่ ณ อาหารมื้อค่ำกับบรรดาอัครสาวกในขณะที่พวกเขากำลังรอการเสด็จมาของพระจิต ขอให้พระมารดาเป็นแม่และผู้นำทางของพวกเธอ  ขอพระนางโปรดสอนพวกเธอให้รู้จักรับพระวาจาของพระเป็นเจ้า ให้รู้จักรักษาไว้และเก็บไตร่ตรองภายในใจ (เทียบ ลก. 2: 19)  เฉกเช่นที่พระแม่ได้ทรงปฏิบัติตลอดชีวิต  ขอพระแม่ทรงให้กำลังใจเธอที่จะประกาศว่า “ตกลง” ต่อพระคริสตเจ้าด้วยการเจริญชีวิตในความเชื่อ  ขอพระแม่ทรงช่วยพวกเธอให้มีความเข้มแข็งในความเชื่อ มีความไว้ใจมั่นคง มีความรักยั่งยืน และเอาใจจดจ่ออยู่กับพระวาจาของพระเป็นเจ้าเสมอ  เราจะอยู่กับพวกเธอในคำภาวนา และเราขออวยพรพวกเธอแต่ละคนด้วยความรัก

นครวาติกัน 22 กุมภาพันธ์ 2006 วันฉลองธรรมมาศน์นักบุญเปโตร

พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16

ว. ประทีป แปล

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2005 ที่โคโลญจน์ (เยอรมัน)

“เรามาเพื่อนมัสการพระองค์” (มธ 2:2)

เยาวชนที่รักทั้งหลาย!

  1. ปีนี้ เราได้เฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกครั้งที่ 19 โดยรำพึงถึงชาวกรีกจำนวนหนึ่งที่ไปฉลองปัสกาในกรุงเยรูซาเล็ม และแสดงความปรารถนาว่า “พวกเราอยากเห็นพระเยซูเจ้า” (ยน 12:21) บัดนี้ พวกเราที่นี่กำลังเตรียมตัวเดินทางไปยังเมืองโคโลญน์ ที่ซึ่งเราจะเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลก ครั้งที่ 20 ในเดือนสิงหาคม 2005 หัวข้อของวันเยาวชนโลกครั้งต่อไปคือ “เรามาเพื่อนมัสการพระองค์” (มธ 2:2) นี่คือหัวข้อที่จะช่วยเยาวชนจากทุกทวีปให้เดินทางด้วยจิตไปตามทางสายเดียวกับโหราจารย์ทั้งสาม ซึ่งพระธาตุของพวกเขาได้รับการคารวะในเมืองนี้ตามธรรมประเพณี และเพื่อไปพบกับพระเมสสิยาห์ของชนทุกชาติเช่นเดียวกับที่เขาทั้งสามเคยพบ

    เป็นความจริงที่จะกล่าวว่า แสงสว่างของพระคริสตเจ้าได้เปิดความคิด และดวงใจของบรรดาโหราจารย์ ผู้เขียนพระวรสารกล่าวว่า “แล้วพวกเขาก็ออกเดินทาง” (มธ 2:9) โดยออกเดินทางอย่างกล้าหาญไปตามทางที่พวกเขาไม่รู้จักในการเดินทางที่ยาวไกล และยากลำบาก พวกเขาละทิ้งทุกสิ่งโดยไม่ลังเลใจ เพื่อติดตามดวงดาวที่เขาได้เห็นทางทิศตะวันออก (เทียบ มธ 2:2) เยาวชนทั้งหลาย ท่านกำลังเลียนแบบโหราจารย์เหล่านี้ ด้วยการเตรียมพร้อมเพื่อเริ่มต้น “การเดินทาง” จากทุก      ภูมิภาคของโลกมุ่งสู่เมืองโคโลญน์ ที่สำคัญคือท่านต้องไม่สนใจเพียงการเตรียมตัวทางกายสำหรับงานวันเยาวชนนี้เท่านั้น แต่ท่านต้องเตรียมพร้อมด้านจิตวิญญาณอย่างดีเสียก่อนด้วย ในบรรยากาศแห่งความเชื่อ และรับฟังพระวาจาของพระเจ้า

  2. “และดาว… นำทางให้เขา และมาหยุดนิ่งอยู่เหนือสถานที่ประทับของพระกุมาร” (มธ 2:9) พวกโหราจารย์เดินทางถึงเบธเลเฮม เพราะเขายอมให้ดาวนำทาง “เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึ่ง บรรดาโหราจารย์มีความยินดียิ่งนัก” (มธ 2:10) เพื่อนรักทั้งหลาย สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะสังเกตเครื่องหมายที่พระเจ้าทรงใช้เรียกเรา และนำทางเรา เมื่อเรารู้ตัวว่าพระองค์ทรงกำลังนำทางเรา ดวงใจของเราจะเกิดความปีติยินดีอย่างแท้จริงและลึกซึ้ง รวมทั้งมีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบ พระองค์ และมีพละกำลังที่จะบากบั่นติดตามพระองค์อย่างเชื่อฟัง “เขาเข้าไปในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์ พระมารดา” (มธ 2:11)


    เมื่อแรกเห็น ภาพนี้ไม่มีสิ่งใดผิดธรรมดา แต่กุมารน้อยนี้ต่างจากเด็กอื่น ๆ พระองค์คือพระบุตรเพียงองค์เดียวของพระเจ้า แต่พระองค์ทรงสละพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ (เทียบ ฟป 2:7) และเสด็จมาบนโลกนี้เพื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน     พระองค์เสด็จลงมาท่ามกลางเรา และอยู่อย่างคนยากจน เพื่อเผยให้เราเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ ซึ่งเราจะเพ่งพิศได้อย่างเต็มที่ในสวรรค์บ้านแท้ของเรา ใครเล่าจะสามารถคิดประดิษฐ์เครื่องหมายแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้ เราตื่นตะลึงเมื่อเผชิญหน้ากับธรรมล้ำลึกของพระเจ้า ผู้ทรงถ่อมพระองค์ลงมารับสภาพมนุษย์เช่นเรา จนถึงกับทรงพลีชีวิตเพื่อเราบนไม้กางเขน (เทียบ ฟป 2:6-8) นักบุญเปาโล เตือนใจเราว่า “แม้ทรงร่ำรวย พระองค์ก็ยังทรงยอมกลายเป็นคนยากจน เพราะเห็นแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้ร่ำรวยเพราะความยากจนของพระองค์” (2คร 8:9) และพระองค์เสด็จมาเพื่อประทานความรอดแก่คนบาป เราจะขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความดีอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร?

  3. พวกโหราจารย์ได้พบพระเยซูเจ้าที่ “เบธเลเฮม” ซึ่งแปลว่า “บ้านขนมปัง” ผู้ที่บรรทมอยู่บนเศษฟางในถ้ำเลี้ยงสัตว์อันต่ำต้อยที่เบธเลเฮม คือ “เมล็ดข้าวสาลี” ผู้จะทรงทำให้ “บังเกิดผลมากมาย” (เทียบ ยน 12:24) โดยการสิ้นพระชนม์ เมื่อพระองค์ตรัสถึงพระองค์เอง และพันธกิจในการไถ่กู้ของพระองค์ ระหว่างชีวิตสาธารณะของพระองค์ในเวลาต่อมานั้น พระเยซูเจ้าทรงใช้ภาพลักษณ์ของขนมปัง พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นปังแห่งชีวิต” “เราเป็นปังซึ่งลงมาจากสวรรค์” “ปังที่เราจะให้นี้คือเนื้อของเราเพื่อให้โลกมีชีวิต” (ยน 6:35, 41, 51)

    เมื่อเราเดินอย่างซื่อสัตย์ไปตามเส้นทางของพระผู้ไถ่ของเรา ซึ่งเริ่มจากความยากจนตั้งแต่ทรงบังเกิด จนถึงการถวาย  พระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าบนไม้กางเขน เราจะเข้าใจมากขึ้นในธรรมล้ำลึกแห่งความรักของพระองค์ ซึ่งไถ่กู้มนุษยชาติ พระกุมารที่พระนางมารีย์ทรงวางไว้ในรางหญ้า ทรงเป็นมนุษย์-พระ ที่เราจะได้เห็นพระองค์ถูกตอกตรึงบนกางเขน พระผู้ไถ่พระองค์นี้ประทับอยู่ในศีลมหาสนิทด้วย ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในถ้ำเลี้ยงสัตว์ที่เบธเลเฮม พระองค์ทรงยอมให้พระนางมารีย์ นักบุญโยแซฟ และคนเลี้ยงแกะสักการะพระองค์ภายใต้รูปลักษณ์ของเด็กทารก ขณะที่ประทับอยู่ในแผ่นศีลที่ได้รับการเสกแล้ว เรานมัสการพระองค์ผู้ประทับอยู่ทั้งพระกาย พระโลหิต พระวิญญาณ และพระเทวภาพ และพระองค์ประทานพระองค์ให้เป็นอาหารแห่งชีวิตนิรันดรสำหรับเรา พิธีบูชามิสซาจึงกลายเป็นการพบปะด้วยความรักแท้จริงกับบุคคลที่ประทานพระองค์เองอย่างครบถ้วนแก่เรา เพื่อนรักทั้งหลาย จงอย่าลังเลใจที่จะตอบรับ เมื่อพระองค์ทรงเชิญท่านไปร่วมใน “งานวิวาหมงคลของลูกแกะ” (เทียบ วว 19:9) จงฟังพระองค์ เตรียมตัวท่านให้พร้อม และเข้าไปใกล้ศีลศักดิ์สิทธิ์บนพระแท่น โดยเฉพาะในปีนี้ ซึ่งข้าพเจ้าได้ประกาศให้เป็นปีแห่งศีลมหาสนิท (ตุลาคม 2004-2005) สำหรับพระศาสนจักรทั้งมวล

  4. พวกเขาคุกเข่าลงนมัสการพระองค์” (มธ 2:11) โหราจารย์ยอมรับ และนมัสการทารกน้อยที่พระนางมารีย์ ทรงอุ้มไว้ในอ้อมพระกร ในฐานะที่ทรงเป็นบุคคลที่ชนชาติทั้งหลายรอคอย และเป็นผู้ที่ประกาศกได้พยากรณ์ไว้ ทุกวันนี้ เราสามารถนมัสการพระองค์ได้เช่นเดียวกันในศีลมหาสนิท และยอมรับพระองค์ในฐานะพระผู้สร้าง พระเจ้า และพระผู้ไถ่ พระองค์เดียวของเรา “เขาเปิดหีบสมบัติ นำทองคำ กำยาน และมดยอบออกมาถวายพระองค์” (มธ 2:11) ของถวายที่บรรดาโหราจารย์ถวายแด่พระเมสสิยาห์ เป็นสัญลักษณ์ของการนมัสการอย่างแท้จริง พวกเขาเน้นย้ำพระเทวภาพของ  พระองค์ด้วยทองคำ เขายอมรับพระองค์ในฐานะสงฆ์แห่งพันธสัญญาใหม่ด้วยกำยาน และการถวายมดยอบของเขา คือการเฉลิมฉลองประกาศกผู้จะทรงหลั่งพระโลหิตเพื่อให้มนุษยชาติกลับคืนดีกับพระบิดา

    เยาวชนที่รักทั้งหลาย ท่านเองก็ถวายทองคำแห่งชีวิตของท่านแด่พระเยซูเจ้า กล่าวคือเสรีภาพของท่านที่จะติดตาม     พระองค์เพราะความรัก ตอบสนองเสียงเรียกของพระองค์อย่างซื่อสัตย์ ให้กำยานแห่งคำภาวนาอันร้อนรนของท่านลอยขึ้นไปหาพระองค์เพื่อสรรเสริญพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ จงถวายมดยอบของท่านแด่พระองค์ ซึ่งหมายถึงความรักอันเกิดจากความกตัญญูของท่านต่อพระองค์ ผู้ทรงเป็นมนุษย์แท้ ที่รักเรามากจนถึงกับทรงยอมสิ้นพระชนม์เยี่ยงอาชญากรคนหนึ่งบนเนินเขาโกลโกธา

  5. จงนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เดียวนี้ ให้พระองค์ประทับในที่อันทรงเกียรติในชีวิตของท่าน การบูชาพระเจ้าเท็จเทียมคือการประจญที่มีอยู่เสมอ น่าเสียดายที่บางคนแสวงหาวิธีแก้ปัญหาของตนด้วยการปฏิบัติศาสนกิจที่ขัดกับความเชื่อคริสตชน มีแรงกระตุ้นอันรุนแรงให้เชื่อนิยายที่แต่งขึ้นอย่างง่าย ๆ เกี่ยวกับความสำเร็จ และอำนาจ เป็นสิ่งอันตรายที่จะยอมรับความคิดที่เลื่อนลอยเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งนำเสนอพระเจ้าในรูปแบบของพลังจักรวาล (cosmic energy) หรือในรูปแบบใดที่ขัดแย้งกับคำสอนคาทอลิก

    เยาวชนที่รักทั้งหลาย จงอย่ายอมรับภาพลวงตา และความนิยมชั่วแล่น ซึ่งบ่อยครั้งจะทำให้ท่านตกอยู่ในสุญญากาศฝ่ายจิตอันน่ารันทดในภายหลัง! จงปฏิเสธความยั่วยวนของทรัพย์สมบัติ ลัทธิบริโภคนิยม และความรุนแรงแอบแฝงที่สื่อ     มวลชนใช้ในบางครั้ง การนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้คือการต่อต้านการบูชาพระเจ้าเท็จเทียมทุกรูปแบบอย่างแท้จริง จงนมัสการพระคริสตเจ้า เพราะพระองค์คือศิลาที่ท่านสามารถใช้เป็นฐานสร้างอนาคตของท่าน และสร้างโลกที่มีความ      ยุติธรรม และเอกภาพมากขึ้น พระเยซูเจ้าคือเจ้าชายแห่งสันติภาพ พระองค์ทรงเป็นต้นกำเนิดของการให้อภัย และการคืนดี ผู้ทรงสามารถทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวมนุษยชาติกลายเป็นพี่น้องกัน

  6. “เขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น” (มธ 2:12) พระวรสารบอกเราว่า หลังจากได้พบพระคริสตเจ้าแล้ว พวกโหราจารย์กลับบ้านเมืองของตน “โดยทางอื่น” การเปลี่ยนเส้นทางนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงการกลับใจ ทุกคนที่พบพระเยซูเจ้าได้รับเรียกให้กลับใจ เพื่อกลายเป็นผู้นมัสการแท้จริง ดังที่พระองค์ทรงปรารถนา (เทียบ ยน 4:23-24) เพื่อจะเป็นเช่นนี้ได้ ท่านต้องเลียนแบบวิถีทางของพระองค์โดยกลายเป็น “เครื่องบูชาที่มีชีวิต ที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยแด่พระเจ้า” ตามที่นักบุญเปาโลบันทึกไว้ ท่านอัครสาวกกล่าวด้วยว่า เราต้องไม่คล้อยตามทัศนคติของโลกนี้ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองโดยการฟื้นฟูความคิดขึ้นใหม่ “เพื่อจะได้รู้จักวินิจฉัยว่าสิ่งใดเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งใดดี และสิ่งใดเป็นที่พอพระทัยอันสมบูรณ์พร้อมของพระองค์” (เทียบ รม 12:1-2)

    การรับฟังพระคริสตเจ้า และนมัสการพระองค์ช่วยให้เราเลือกอย่างกล้าหาญ ซึ่งบางครั้งต้องตัดสินใจเยี่ยงวีรชน พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องมากเพราะพระองค์ทรงต้องการให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง พระองค์ทรงเรียกบางคนให้สละทุกสิ่งเพื่อ ติดตามพระองค์ในชีวิตพระสงฆ์ หรือนักบวช ผู้ที่ได้ยินคำเชิญนี้ต้องไม่กลัวที่จะตอบรับ และตระเตรียมอย่างใจกว้างเพื่อเป็นสานุศิษย์ติดตามพระองค์ นอกจากกระแสเรียกให้ถวายตัวในรูปแบบพิเศษต่าง ๆ แล้ว ยังมีกระแสเรียกเฉพาะสำหรับ คริสตชนที่ได้รับศีลล้างบาปแล้ว ซึ่งเป็นกระแสเรียกให้ดำรงชีวิตคริสตชนธรรมดาด้วย “มาตรฐานสูง” ที่แสดงออกด้วยความศักดิ์สิทธิ์ (เทียบ Novo Millennio Ineunte, 31)

    เมื่อเราพบพระคริสตเจ้า และยอมรับพระวรสารของพระองค์ ชีวิตจะเปลี่ยนไป และจะเกิดแรงผลักดันให้เราบอกเล่า ประสบการณ์ของเราแก่ผู้อื่น ยังมีคนร่วมสมัยกับเราจำนวนมากที่ไม่รู้จักความรักของพระเจ้า หรือเป็นผู้ที่ยังหาวิธีเติมเต็มหัวใจของตนด้วยสิ่งทดแทนที่ไร้สาระ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอันเร่งด่วนที่เราจะต้องเป็นประจักษ์พยานยืนยันความรักที่เราเพ่งพิศในพระคริสตเจ้า เพื่อนรักทั้งหลาย สำหรับท่านที่ยังไม่ได้รับศีลล้างบาป หรือท่านที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของพระ    ศาสนจักร ท่านได้รับเชิญให้มาร่วมงานวันเยาวชนนี้ด้วยเช่นกัน บางทีท่านอาจกำลังโหยหาพระผู้สัมบูรณ์ (Absolute) และกำลังแสวงหา “บางสิ่ง” ที่จะทำให้ชีวิตของท่านมีความหมาย จงหันไปหาพระคริสตเจ้าเถิด และท่านจะไม่ผิดหวัง

  7. เยาวชนที่รักทั้งหลาย พระศาสนจักรต้องการประจักษ์พยานที่แท้จริงในการประกาศพระวรสารแบบใหม่ คือบรรดาบุรุษและสตรีที่ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อได้พบกับพระเยซูเจ้า และสามารถบอกเล่าประสบการณ์นี้แก่ผู้อื่น พระศาสนจักรต้องการนักบุญ เราทุกคนได้รับเรียกไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ และบุคคลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่สามารถฟื้นฟูมนุษยชาติขึ้นใหม่ได้ คนจำนวนมากได้เดินล่วงหน้าเราไปตามทางแห่งวีรกรรมเพื่อยืนยันพระวรสาร และข้าพเจ้าขอให้ท่านภาวนาขอความช่วยเหลือจากบุคคลเหล่านี้บ่อย ๆ  ในการชุมนุมที่โคโลญน์ ท่านจะได้ทำความคุ้นเคยกับนักบุญเหล่านี้บางองค์ เช่นนักบุญโบนีฟาส อัครสาวกแห่งประเทศเยอรมนี และนักบุญทั้งหลายแห่งเมืองโคโลญน์ โดยเฉพาะนักบุญเออร์ซูลา นักบุญอัลเบิร์ตผู้ยิ่งใหญ่ นักบุญเทเรซา เบเนดิคตา แห่งไม้กางเขน (หรือเอดิธ สไตน์) และบุญราศี อดอล์ฟ คอลปิง ในจำนวนบุคคลเหล่านี้ ข้าพเจ้าใคร่ขอเอ่ยถึงนักบุญอัลเบิร์ต และนักบุญเทเรซา เบเนดิคตา แห่งไม้กางเขน เป็นพิเศษ ท่านทั้งสองมีทัศนคติภายในเช่นเดียวกับบรรดาโหราจารย์ คือเป็นผู้ที่แสวงหาความจริงอย่างจริงจัง พวกท่านไม่ลังเลใจที่จะมอบความสามารถทางสติปัญญาเพื่อรับใช้ความเชื่อ และด้วยวิธีนี้ ท่านได้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อ และเหตุผลเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงสอดคล้องกัน และค้นหาซึ่งกันและกัน

    เยาวชนที่รักทั้งหลาย ขณะที่จิตของท่านมุ่งหน้าไปสู่โคโลญน์ พระสันตะปาปาจะร่วมทางกับท่านในคำภาวนา ขอให้พระนางมารีย์ ผู้เป็น “สตรีแห่งศีลมหาสนิท” และพระมารดาแห่งปรีชาญาณ ทรงช่วยเหลือท่านตลอดทาง และประทานความสว่างแก่ท่านในการตัดสินใจ และสอนท่านให้รู้จักความรักแท้ ดีและงดงาม ขอให้พระนางนำทางท่านทุกคนไปสู่พระบุตรของพระนาง เพราะพระองค์ผู้เดียวทรงสามารถตอบสนองความกระหายในส่วนลึกที่สุดในความคิด และดวงใจของมนุษย์ได้

    ข้าพเจ้าขออวยพรทุกท่าน

ณ กัสเตล กันดอลโฟ

วันที่ 6 สิงหาคม 2004

ยอห์น ปอล ที่ 2