สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2017 ครั้งที่ 32
“พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า” (ลก. 1: 49)
ลูกๆ เยาวชนที่รักทั้งหลาย
บัดนี้พวกเรากำลังจะเดินทางกันอีกแล้วโดยปฏิบัติตามมติการประชุมที่ยิ่งใหญ่ที่ผ่านมา ณ เมือง คราครูฟ ซึ่งพวกเราทำการเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกครั้งที่ 31 พร้อมกับปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับเยาวชนอันเป็น ส่วนหนึ่งแห่งปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตา พวกเราได้วอนขอนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปา และ นักบุญโฟสตีนา โกวัลสกา อัครสาวกแห่งพระเมตตาของพระเจ้าเป็นผู้นำทางเราเพื่อพวกเราจะได้สามารถ ตอบสนองต่อการท้าทายแห่งกาลเวลาของเรา พวกเรามีประสบการณ์ยอดเยี่ยมแห่งมิตรภาพและความชื่น ชมยินดี และพวกเราก็ได้มอบเครื่องหมายแห่งความหวังให้กับโลกนี้ ผืนธงและภาษาที่แตกต่างของเรา ไม่ใช่เหตุผลแห่งการเป็นอริและการแตกแยก แต่เป็นโอกาสเปิดประตูหัวใจของเราเพื่อสร้างสะพานเชื่อมต่อกัน
ในวันปิดการประชุมเยาวชนโลกที่เมืองคราครูฟ พ่อประกาศว่าการเดินทางแสวงบุญของพวกเรา ครั้งต่อไปซึ่งอาศัยความช่วยเหลือของพระเจ้าจะนำเราไปพบกันที่ประเทศปานามาในปี ค.ศ. 2019 ในการ เดินทางนี้จะมีพระแม่มารีย์พรหมจารีซึ่งทุกชาติทุกภาษาขานพระนามพระแม่ว่าเป็นผู้มีบุญ (เทียบ ลก. 1: 48) ร่วมเดินทางไปกับพวกเรา ในช่วงของการเดินทางใหม่นี้พวกเราจะใช้หัวข้อที่ต่อเนื่องมาจากครั้งที่แล้ว โดยที่เราจะไตร่ตรองกันถึงมหาบุญลาภหรือความสุขแท้ พร้อมกับเชื้อเชิญพวกเราให้ก้าวไปข้างหน้าต่อไป ไม่ยึดติดพอใจอยู่กับเพียงความทรงจำในอดีตเท่านั้น แต่ว่าพวกเราต้องมีความกล้าหาญในปัจจุบันและมี ความหวังในอนาคตด้วย แน่นอนว่าทัศนคติดังกล่าวมีอยู่ในเยาวนารีมารีย์แห่งนาซาเร็ธซึ่งได้แสดงออกมา อย่างชัดเจนในหัวข้อที่พวกเราเลือกสำหรับการไตร่ตรองเป็นเวลา 3 วันในการประชุมเยาวชนโลก ในปีนี้ (ค.ศ. 2017) เราจะทำการไตร่ตรองเกี่ยวกับความเชื่อของมารีย์ผู้ทรงกล่าวในบทเพลงสรรเสริญของแม่พระ (Magnificat) ว่า: “พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า” (ลก. 1: 49) ส่วน หัวข้อสำหรับปีหน้า (ค.ศ. 2018) – “มารีย์ อย่ากลัวเลย ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราณ” (ลก. 1: 30) หัวข้อ นี้จะนำเราไปสู่การไตร่ตรองเกี่ยวกับความรักเมตตาที่กล้าหาญซึ่งพระแม่มารีย์พรหมจารียินดีตอบรับสาส์น แห่งทูตสวรรค์ ส่วนวันเยาวชนโลกในปีค.ศ. 2019 พวกเราจะได้รับแรงบันดาลใจจากคำที่ว่า “ข้าพเจ้าเป็น ผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด” (ลก. 1: 38) นี่เป็นคำตอบที่เปี่ยมด้วย ความหวังของมารีย์ต่อทูตสวรรค์
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2018 พระศาสนจักรจะทำการประชุมสภาซีน็อดแห่งบรรดาพระสังฆราช ภายใต้หัวข้อ “เยาวชน ความเชื่อ และการไตร่ตรองกระแสเรียกของตน” พ่อและบรรดาพระสังฆราชจะพูด กันเกี่ยวกับพวกเธอในฐานะที่เป็นเยาวชนผู้ที่กำลังมีประสบการณ์ชีวิตแห่งความเชื่อท่ามกลางการท้าทาย ต่างๆในยุคของเรา เราจะอภิปรายกันถึงประเด็นที่ว่าพวกเธอจะสามารถพัฒนาโครงการชีวิตโดยการ ไตร่ตรองกระแสเรียกส่วนตัวของเธอได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของการแต่งงาน วิชาชีพ หรือชีวิตการ ถวายตัว และเป็นพระสงฆ์ พ่อหวังว่าการเดินทางสู่การประชุมเยาวชนโลกที่ประเทศปานามาและ กระบวนการเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสมัชชาซีน็อดของบรรดาพระสังฆราชจะขับเคลื่อนไปด้วยดี
ยุคของเราไม่ต้องการเยาวชนที่ “เกียจคร้าน”
ตามคำบอกเล่าของพระวรสารโดยนักบุญลูกา ขณะที่มารีย์ได้รับสาส์นจากทูตสวรรค์และตอบรับที่ จะเป็นมารดาของพระผู้ไถ่แล้ว เธอก็รีบออกเดินทางไปเยี่ยมลูกผู้พี่เอลิซาเบ็ธทันที ซึ่งตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน แล้ว (เทียบ 1: 36, 39) มารีย์ยังเป็นสาวน้อยอยู่ สิ่งที่เธอได้การบอกเล่านั้นเป็นพระพรยิ่งใหญ่ แต่นี่ หมายถึงการท้าทายที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน พระเจ้าทรงประทานความมั่นใจกับเธอว่าพระองค์จะประทับอยู่ กับเธอและคอยสนับสนุนเธอ แม้ว่ามีหลายสิ่งที่ไม่มีความชัดเจนในสมองและหัวใจของเธอ จะอย่างไรก็ ตามเธอมิได้ขังตัวเองอยู่ในบ้านหรือทำตนเป็นคนพิการเพราะความกลัวหรือความภูมิใจ มารีย์ไม่ใช่บุคคล ประเภทที่ชอบความสะดวกสบาย ต้องการเก้าอี้นั่งนิ่มๆซึ่งทำให้เธอสามารถรู้สึกว่าปลอดภัยปราศจากคน รบกวน เธอมิใช่คนเกียจคร้าน (เทียบ คำปราศรัยวันตื่นเฝ้า คราครูฟ วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 2016) หาก ลูกผู้พี่ของเธอต้องการความช่วยเหลือ เธอจะไม่รีรอ แต่รีบออกเดินทางโดยทันที
หนทางไปยังบ้านของเอลิซาเบ็ธนั้นไกลมาก ประมาณ 150 กิโลเมตร แต่สาวน้อยแห่งนาซาเร็ธซึ่ง นำโดยพระจิตไม่ย่นย่อต่ออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น แน่นอนว่าหลายวันแห่งการเดินทางนั้นช่วยเธอให้รำพึง ไตร่ตรองถึงเหตุการณ์อัศจรรย์ซึ่งเธอเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นั้น สำหรับพวกเราก็เช่นเดียวกัน ทุก ครั้งที่เราออกเดินทางไปจาริกแสวงบุญ ตลอดเวลาแห่งการเดินทางนั้นเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตของเราจะ ปรากฏขึ้นในสมอง พวกเราเรียนรู้ที่จะชื่นชอบความหมายของแต่ละเหตุการณ์ แล้วนำมาแยกแยะกระแส เรียกของเราซึ่งจะมีความชัดเจนในการสัมผัสกับพระเจ้าและในการรับใช้ผู้อื่น
พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า
การพบปะกันระหว่างสตรีสองคน คนหนึ่งยังสาว อีกคนหนึ่งชราแล้ว เปี่ยมด้วยการประทับอยู่ของ พระจิต ความชื่นชมยินดีและความพิศวง (เทียบ ลก. 1: 40-45) คุณแม่ทั้งสองเช่นเดียวกับทารกในครรภ์ ต่างกระโดดโลดเต้นด้วยความชื่นชมยินดี เนื่องจากความประทับใจในความเชื่อของมารีย์ นางเอลิซาเบ็ธ จึงร้องด้วยเสียงดังว่า “เธอเป็นสุขที่เชื่อว่า พระวาจาที่พระเจ้าตรัสแก่เธอไว้จะเป็นจริง” (ข้อ 45) พระพร อันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งที่มารีย์ได้รับอย่างแน่นอนคือความเชื่อ ความเชื่อในพระเจ้าคือของขวัญอันล้ำค่าที่สุด นี่เป็นของขวัญที่พวกเราต้องได้รับ เอลิซาเบ็ธอวยพรมารีย์เพราะของขวัญประการนี้ และมารีย์ก็ ตอบด้วยบทเพลงสรรเสริญมักญีฟีกัต (Magnificat – เทียบ ลก. : 46-55) ซึ่งเราพบคำว่า “พระผู้ทรงสรรพา นุภาพทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า” (ข้อ 49)
คำภาวนาของมารีย์เป็นการปฏิรูป บทเพลงของหญิงสาวที่เปี่ยมด้วยความเชื่อนั้นหยั่งรู้ถึงข้อจำกัด ของตน แต่เธอก็วางใจในพระเมตตาของพระเจ้า เธอโมทนาคุณพระองค์ที่เล็งเห็นความต่ำต้อยของเธอ และสำหรับผลงานที่ช่วยให้รอดซึ่งพระองค์ทรงกระทำเพื่อมวลมนุษย์ที่ยากจนน่าสงสาร ความเชื่อเป็น ศูนย์กลางในดวงใจสำหรับเรื่องราวทุกอย่างของมารีย์ บทเพลงของเธอช่วยให้พวกเราเข้าใจพระเมตตา ของพระเจ้าที่เป็นพลังขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของพวกเราแต่ละคนและของมนุษย์ ทั้งปวง เมื่อพระเจ้าทรงสัมผัสดวงใจของคนหนุ่มหรือหญิงสาว พวกเขาจะสามารถกระทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้ “สิ่งยิ่งใหญ่” ที่พระผู้ทรงสรรพานุภาพกระทำในชีวิตของมารีย์ยังหมายถึงการเดินทางในชีวิตของเราด้วย ซึ่งใช่ว่าจะไม่มีความหมาย แต่จะเป็นการเดินทางซึ่งท่ามกลางความไม่แน่นอนและความทุกข์ยากก็สามารถที่ จะพบกับความสำเร็จในพระเจ้าได้ (เทียบ คำปราศรัยเย็นวันตื่นเฝ้า คราครูฟ วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 2016) พวกเธออาจบอกพ่อว่า “แต่สันตะบิดาครับ ผมมีข้อจำกัด ผมเป็นคนบาป ผมต้องทำอย่างไร?” เมื่อ พระเจ้าทรงเรียกเรา พระองค์ไม่ได้คำนึงว่าเราเป็นใครหรือเราได้ทำอะไรไปแล้ว ตรงกันข้าม ณ วินาทีที่ พระองค์ทรงเรียกเราพระองค์ทรงมองไปข้างหน้าเพื่อมองทุกสิ่งที่เราสามารถกระทำได้ เฉกเช่นสาวน้อย มารีย์ เธอสามารถทำให้ชีวิตของเธอกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้โลกเป็นสถานที่น่าอยู่มากขึ้นกว่าเดิม พระ เยซูกำลังเรียกพวกเธอให้ทิ้งสิ่งที่ผ่านมาแล้วไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้อดีตเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องราวของเธอเองหรือของคนอื่น (เทียบ คำปราศรัยเย็นวันตื่นเฝ้า คราครูฟ วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 2016)
การเป็นคนหนุ่มสาวไม่ได้หมายความตนไม่มีความเชื่อมโยงกับอดีต
มารีย์เป็นสาวที่โตกว่าสาววัยรุ่นเล็กน้อยก็เหมือนกับพวกเธอหลายคนนั่นแหละ แต่ในบทเพลงมักญี ฟักัต (Maginificat) เธอร้องเพลงสรรเสริญของประชากรและประวัติศาสตร์ของพวกเขา นี่เป็นการแสดง ให้พวกเราเห็นว่าการเป็นคนหนุ่มสาวไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้ไม่มีการเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ส่วนตัวของเราเป็นส่วนหนึ่งแห่งความหลังยืดยาว ซึ่งเป็นการเดินทางร่วมกันกับผู้ที่เดินทาง ก่อนหน้าเรานับหลายชั่วอายุคน เช่นเดียวกับมารีย์ พวกเราคือส่วนหนึ่งแห่งประชากรของพระเจ้า ประวัติศาสตร์สอนเราว่า แม้เมื่อพระศาสนจักรต้องแล่นเรือออกสู่ทะเลที่มีพายุ พระหัตถ์ของพระเจ้าจะ นำพาและช่วยพระศาสนจักรให้เอาชนะในยามที่เกิดความยุ่งยาก ประสบการณ์แท้จริงของพระศาสนจักร ไม่เหมือนกับม็อบประชาชนที่พร้อมใจมาร่วมชุมนุมกัน พอเสร็จเรื่องราวแล้วต่างคนต่างก็กลับบ้านไป พระศาสนจักรเป็นทายาทแห่งขนบธรรมเนียมประเพณียาวนานที่ส่งต่อจากชนรุนหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่งพร้อม กับได้รับความมั่งคั่งจากประสบการณ์ของแต่ละปัจเจกบุคคล ประวัติศาสตร์ส่วนตัวของพวกเธอมีจุดยืนใน ประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักร
การตระหนักถึงเรื่องราวในอดีตจะช่วยพวกเราเปิดประตูสู่สิ่งซึ่งเราไม่คาดหวังที่พระเจ้าทรงกระทำ ในตัวเราและอาศัยเรา นอกนั้นยังช่วยเราให้เปิดใจกว้างในฐานะที่เป็นเครื่องมือซึ่งพระเจ้าจะทรงทำให้บัง เกิดขึ้นเกี่ยวกับแผนการไถ่กู้ของพระองค์ ในฐานะที่เป็นเยาวชนพวกเธอก็สามารถกระทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้ เช่นเดียวกันและมีความรับผิดชอบให้มากยิ่งขั้น เพียงแต่พวกเธอต้องยอมรับพระเมตตาและพระพลานุภาพ ของพระองค์ที่ทรงกระทำการในชีวิตของเธอ
พ่ออยากถามเธอสักสองสามคำถาม เธอ “เก็บ” ความทรงจำของเหตุการณ์และประสบการณ์แห่ง ชีวิตของเธออย่างไร? เธอบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยเจอกับความเจ็บช้ำในสถานการณ์บางอย่าง ในชีวิตอาจอยากที่จะ “จัดการ” กับเรื่องราวในอดีต เพื่อรักษาสิทธิของตนเพื่อที่จะลืมเหตุการณ์ในอดีต แต่ พ่อใคร่ที่จะเตือนพวกเธอว่า ไม่มีนักบุญองค์ใดที่ไม่มีอดีต หรือไม่มีคนบาปคนใดที่ไม่มีอนาคต ไข่มุกเกิดจาก แผลในหอยเชลล์! อาศัยความรักพระเยซูสามารถเยียวยาดวงใจและเปลี่ยนชีวิตของเราให้เป็นไข่มุกที่ สวยงามได้ เฉกเช่นที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า พระเจ้าทรงสามารถแสดงพระพลานุภาพของพระองค์โดย อาศัยความอ่อนแอของเรา (เทียบ 2 คร. 12: 9)
กระนั้นความทรงจำของเราไม่ควรจะไปกระจุกรวมอยู่ในที่เดียวกัน เช่นเหตุการณ์ของการขับรถที่ แสนลำบาก หรือเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถทำทุกอย่างจนสำเร็จท่ามกลาง “หมอกเมฆ” บางระยะเวลา พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะทำให้เหตุการณ์ในอดีตเป็นความจริงอันทรงพลังสำหรับการไตร่ตรองแล้วหาบทเรียน และความหมายสำหรับเวลาปัจจุบันหรืออนาคต นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะค้นพบกับ สายใยแห่งความรักของพระเจ้าที่หลั่งไหลสู่พวกเราทั้งชีวิต
นอกนั้นยังมีหลายคนพูดว่าคนหนุ่มสาวมักจะขาดสมาธิและทำอะไรแบบผิวเผิน นี่ไม่เป็นความจริง เราควรตระหนักถึงความจำเป็นที่เราต้องหมั่นทบทวนชีวิตของเราและนำชีวิตเราไปสู่อนาคต การมีอดีตไม่ เหมือนกับการมีประวัติศาสตร์ ในชีวิตเราสามารถมีความทรงจำมากมาย แต่มีกี่ความทรงจำที่เป็นส่วนหนึ่ง อย่างแท้จริงแห่งความทรงจำของเรา? มีกี่ความทรงจำที่มีความสำคัญสำหรับหัวใจของเราและมี ความหมายต่อชีวิตของเรา? ผ่านทางสื่อสังคมเราเห็นใบหน้าเยาวชนในภาพต่างๆที่บอกเล่าเกี่ยวกับเหคุ การณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือสร้างมันขึ้นมา ซึ่งเราไม่ทราบว่าภาพเหล่านั้นเป็นภาพ “ประวัติศาสตร์” จริงมากน้อย แค่ไหน หรือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สามารถนำมาออกสื่อสังคมโดยทำให้มีเป้าหมายและมีความหมายได้ โทรทัศน์นั้นเต็มไปด้วยการจัดฉากเหมือนจริง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการแสดงของนักแสดงที่ เจริญชีวิตไปวันๆโดยที่ไม่มีแผนการใดๆ พวกเธอจงอย่าถูกชักให้หลงทางด้วยภาพลวงตาเหล่านี้ แต่จงเป็น ตนเองในประวัติศาสตร์ของเธอ จงตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของเธอด้วยตัวตนเอง
เราจะเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โดยการเลียนแบบฉบับของมารีย์ได้อย่างไร?
ได้มีการกล่าวถึงมารีย์ว่าเป็นผู้ที่เก็บเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดไว้ในพระทัยและยังคงคำนึงถึงอยู่ (เทียบ ลก. /: 19, 51) หญิงสาวผู้ถ่อมตนแห่งนาซาเร็ธสอนเราด้วยแบบฉบับในการเก็บความทรงจำแห่งเหตุการณ์ ในชีวิตของเรา แต่ให้ร้อยเรียงมันเข้าด้วยกันพร้อมกับสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของเหตุการณ์ต่างๆ หาก นำมาเรียงอย่างดีแล้วมันจะกลายเป็นภาพโมเสก ในทางปฏิบัติเราจะเรียนรู้สิ่งนี้ได้อย่างไร? ขอให้ข้าพเจ้า นำเสนอสักสองสามอย่าง
เมื่อสิ้นสุดแต่ละวันเราอาจหยุดสักสองสามนาทีเพื่อจดจำเวลาดีๆ และการท้าทาย จำทั้งสิ่งที่เราทำ ได้ดีและไม่ดี อาศัยวิธีนี้ทั้งต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าและต่อตัวเราเองเราสามารถแสดงความขอบคุณ การ เสียใจ และความหวังของเรา หากเธอชอบเธอสามารถเขียนมันลงไปในสมุดบันทึกเหมือนกับเป็นบันทึก ประจำวัน นี่หมายถึงการภาวนาในชีวิต พร้อมกับชีวิต และเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งแน่นอนว่ามันจะช่วยให้เธอ ทราบถึงสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงกระทำสำหรับเธอแต่ละคน เฉกเช่นที่นักบุญเอากุสตีโนกล่าวไว้ว่า เรา สามารถพบพระเจ้าได้ในสนามกว้างใหญ่แห่งความทรงจำของเรา (เทียบ Confessions, x, 8, 12)
เมื่อพวกเราอ่านบทเพลงมักญีฟีกัต (Magnificat) เราทราบดีว่ามารีย์ทราบอย่างดีถึงพระวาจาของ พระเจ้า ทุกประโยคแห่งบทเพลงของเธอล้วนคู่ขนานกับพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม มารดาสาวของ พระเยซูเจ้าหยั่งรู้จนขึ้นใจได้เกี่ยวกับบทภาวนาแห่งประชากรของเธอ แน่นอนว่าพ่อแม่และปู่ย่าตายายได้ สอนเธอไว้ซึ่งมีความสำคัญจริงๆที่ความเชื่อจะต้องถูกส่งมอบต่อจากชนรุ่นหนึ่งไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง อันมี ขุมทรัพย์ซ่อนเร้นอยู่ในบทภาวนาที่ชนรุ่นก่อนสอนไว้ในการดำเนินชีวิตจิตของสามัญชนซึ่งเราพากันเรียกว่า ศรัทธาประชานิยม มารีย์รับมรดกความเชื่อของประชากรแล้วแต่งเป็นบทเพลงของตนเอง และใน ขณะเดียวกันก็เป็นบทเพลงของพระศาสนจักรทั้งมวลด้วยซึ่งขับร้องพร้อมกับเธอ ถ้าพวกเธอที่เป็นเยาวชน อยากร้องเพลงสรรเสริญของแม่พระหรือมักญีฟีกัต (Magnificat) แล้วให้เป็นบทเพลงของตนเองและมอบ ชีวิตของพวกเธอเป็นของขวัญสำหรับมนุษยชาติ นี่เป็นสิ่งจำเป็นที่พวกเธอต้องเชื่อมโยงกับขนบธรรมเนียม ประเพณีแห่งประวัติศาสตร์รวมถึงบทภาวนาของผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเรา เพื่อที่จะกระทำสิ่งนี้ได้เป็น สิ่งจำเป็นที่พวกเธอจะต้องคุ้นเคยกับพระคัมภีร์และพระวาจาของพระเจ้า พวกเธอต้องอ่านทุกวัน และ ปล่อยให้พระวาจาเหล่านั้นพูดกับชีวิตของพวกเธอ ต้องอ่านเหตุการณ์ทุกวันในแสงสว่างแห่งสิ่งที่พระเจ้า ทรงตรัสกับพวกเธอในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ในการสวดภาวนาและการอ่านพระคัมภีร์อย่างศรัทธา (lectio divina) พระเยซูจะทรงทำให้หัวใจเธออบอุ่นและส่องสว่างให้กับรอยเท้าของเธอในช่วงเวลาแห่งความมืด แห่งชีวิต (เทียบ ลก. 24: 13-35)
ความซื่อสัตย์ที่สร้างสรรค์สำหรับการสร้างอนาคต
นี่เป็นความจริงว่าพวกเธอยังเป็นคนหนุ่มสาว เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งค่อนข้างยากที่เธอจะชื่นชอบ ความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ขอให้รู้ไว้ด้วยว่านี่ไม่เหมือนกับการเป็นคนที่ยึดติดอยู่กับธรรม เนียมประเพณี เปล่าเลย.. เมื่อมารีย์ในพระวรสารกล่าวว่า “พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำกิจการ
ยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้า” เธอต้องการที่จะพูดว่า “กิจการยิ่งใหญ่” เหล่านั้นยังทำไม่เสร็จ แต่ยังคงเกิดอยู่ใน ปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับเวลาในอดีต การรำลึกถึงอดีตไม่ได้หมายความว่าเป็นการฝันร้ายหรือยึดติดอยู่กับบาง ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ตรงกันข้าม นี่เป็นความสามารถรับรู้ว่าพวกเรามาจากไหน เพื่อที่เราจะได้ สามารถมองย้อนหลังไปดูเรื่องที่มีความสำคัญเพื่อที่จะทุ่มเทความซื่อสัตย์ที่สร้างสรรค์ในการสร้างอนาคต ประเด็นนี้คงจะเป็นปัญหาและไร้ประโยชน์ในที่สุดที่จะสร้างความทรงจำพิการซึ่งทำให้เราทำสิ่งเหมือนเดิม ในวิธีการแบบเดิมๆ นี่เป็นของขวัญของพระเจ้าที่จะเห็นว่ามีพวกเธอกี่คนซึ่งตั้งคำถาม มีความฝัน และ เผชิญความไม่แน่นอน ขอให้ปฏิเสธที่จะฟังผู้ที่กล่าวว่าสิ่งต่างๆ ไม่สามารถเปลี่ยนได้
สังคมมักให้คุณค่าเพียงแนวโน้มปัจจุบัน และไม่ยอมรับสิ่งใดที่ติดมาจากอดีต เช่นสถาบันการ แต่งงาน ชีวิตผู้ถวายตัว และพันธกิจของสงฆ์ สิ่งเหล่านี้ลงเอยด้วยการถูกมองว่าไร้ความหมายและเป็น รูปแบบที่ล้าสมัย ผู้คนพากันคิดว่าเป็นการดีกว่าที่จะดำเนินชีวิตในเหตุการณ์ที่ “เปิด” ใช้ชีวิตไปแบบการจัด ฉากดูเหมือนว่าจริง โดยไม่ต้องมีเข็มทิศหรือเป้าหมายใดๆ พ่อขอเตือนจงอย่ายอมถูกหลอกเป็นอันขาด!
พระเจ้าเสด็จมาเพื่อขยายขอบฟ้าแห่งชีวิตของเราในทุกมิติ พระองค์ทรงช่วยเราให้มอบคุณค่าที่คู่ควรแก่ อดีตเพื่อที่เราจะได้สามารถสร้างอนาคตแห่งความสุขได้ดียิ่งขึ้น แต่ว่านี่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเรามีประสบ การถ่องแท้แห่งความรักซึ่งจะช่วยเราอย่างเป็นรูปธรรมในการแยกแยะการเรียกของพระเจ้าและตอบสนอง ต่อพระกระแสเรียกของพระองค์ เพราะมีแต่สิ่งนี้เท่านั้นที่จะนำซึ่งความสุขแท้จริงแก่เราได้
ลูกๆ เยาวชนที่รัก พ่อขอมอบการเดินทางของเราไปยังกรุงปานามาและกระบวนการเตรียมประชุม สมัชชาซีน็อดของบรรดาพระสังฆราชครั้งต่อไปไว้กับการวิงวอนเยี่ยงมารดาของพระแม่มารีย์พรหมจารี พ่อขอให้พวกเธอจำวันฉลองครบรอบของสองโอกาสที่มีความสำคัญยิ่งในปีค.ศ. 2017 หนึ่งในนั้นคือครบ 300 ปีแห่งการพบรูปแม่พระแห่งอาปาราชิดาในประเทศบราซิล และอีกหนึ่งนั้นเป็นการฉลองครบร้อยปีแห่ง การประจักษ์ของแม่พระ ณ ฟาติมาในประเทศปอร์ตุเกส ซึ่งหากพระเจ้าทรงพอพระทัย พ่อตั้งใจที่จะจาริก แสวงบุญไปในเดือนพฤษภาคม ศกนี้ นักบุญมาร์ตินแห่งปอร์เรส ซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์องค์หนึ่งของประเทศ ลาตินนอเมริกาและของวันเยาวชนโลก ปีค.ศ. 2019 ในการทำหน้าที่ต่ำต้อยประจำวันของท่านมักถวาย ดอกไม้ที่สวยงามที่สุดแด่แม่พระเป็นดุจเครื่องหมายแห่งความรักเยี่ยงบุตรของท่าน เช่นเดียวกันขอให้พวก เธอปลูกฝังความสัมพันธ์แห่งความคุ้นเคยและมิตรภาพกับแม่พระ มอบความชื่นชมยินดีของพวกเธอแก่พระ แม่ มอบปัญหาและความกังวลของพวกเธอไว้กับพระแม่ พ่อขอให้สัญญาว่าเธอจะไม่มีวันผิดเหวังเลย
ขอให้หญิงสาวแห่งนาซาเร็ธซึ่งมีพระนามและพระพักตร์นับพันทั่วโลกเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับ บรรดาบุตรธิดาของพระแม่โปรดวิงวอนเพื่อพวกเราทุกคนและช่วยพวกเราให้ขับร้องผลงานอันยิ่งใหญ่ที่ พระเจ้าทรงกระทำสำเร็จไปในตัวเราและอาศัยเราด้วยเทอญ
ฟรังซิส
จากนครรัฐวาติกัน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2017
วันระลึกถึงนักบุญคาเบรียลแห่งแม่พระมหาทุกข์