Resources

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2010 ครั้งที่ 25

โดย เพื่อนคู่คริสต์ | 2 นาที

“พระอาจารย์เจ้าผู้ทรงความดี ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร”
(มก. 10: 17-22)

เยาวชนที่รัก

ปีนี้เป็นปีที่ 25 ของวันเยาวชนโลกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นโดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงปรารถนาที่จะนำเยาวชนจากทั่วโลกให้ได้มาพบกัน  ซึ่งเป็นความพยายามที่ก่อให้เกิดผลดีมากมาย ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่มีโอกาสมาพบปะกัน รับฟังพระวาจา ค้นพบความสวยงามของพระศาสนจักร  มีประสบการณ์ในความเชื่อ ซึ่งช่วยนำให้เยาวชนจำนวนมากอุทิศตนทั้งครบแด่พระคริสตเจ้า 

วันเยาวชนครั้งที่ 25 ปีนี้เป็นอีกขั้นหนึ่งของการเตรียมเข้าร่วมงานวันเยาวชนโลกที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมที่มาดริด ซึ่งพ่อหวังว่าพวกเธอจะมาเข้าร่วมโอกาสแห่งพระหรรษทานนี้

เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองดังกล่าว พ่อขอเสนอให้พวกเธอทำการไตร่ตรองหัวข้อสำหรับปีนี้ นั่นคือ “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร” (มก. 10: 17) เป็นการนำเอาข้อความพระวรสารตอนที่พระเยซูทรงพบกับชายหนุ่มมาไตร่ตรองกันอีกครั้ง ซึ่งหัวข้อนี้สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงเคยบรรยายไว้อย่างน่าฟังในจดหมายฉบับแรกที่พระองค์ทรงเขียนถึงเยาวชนเมื่อปี 1985

1.  พระเยซูทรงพบกับชายหนุ่ม

พระวรสารโดยนักบุญลูกาเล่าว่า ขณะที่พระเยซูกำลังทรงพระดำเนินอยู่ระหว่างทาง  ชายหนุ่มคนหนึ่งรีบเข้ามาคุกเข่าลง ทูลถามว่า “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี  ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร”  พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ทำไมเรียกเราว่าผู้ทรงความดี  ไม่มีใครทรงความดีนอกจากพระเจ้าเท่านั้น  ท่านรู้จักบทบัญญัติแล้ว คือ อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ อย่าฉ้อโกง จงนับถือบิดามารดา”  ชายผู้นั้นทูลว่า  “พระอาจารย์  ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านี้ทุกข้อมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว”  พระเยซูทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดู ตรัสกับเขาว่า  “ท่านยังขาดสิ่งหนึ่ง  จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน และท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์  แล้วจงติดตามเรามาเถิด”  เมื่อได้ฟังพระวาจานี้  ชายผู้นั้นหน้าสลดลง เพราะเขามีทรัพย์สมบัติมากมาย จึงจากไปด้วยความทุกข์” (มก. 10: 17-22)

เรื่องเล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความห่วงใยของพระเยซูต่อเยาวชน ต่อเธอ ต่อความคาดหวังของเธอ ต่อความหวังของเธอ  อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของพระองค์ที่จะพบกับเธอเป็นการส่วนตัว และทรงปรารถนาที่จะเสวนากับเธอแต่ละคน  ความจริงพระคริสตเจ้าทรงหยุดเดินทางเพื่อที่จะตอบสนองต่อคำถามของผู้ที่ตั้งใจถามพระองค์  แสดงว่าพระองค์พร้อมที่จะให้เวลากับชายหนุ่มผู้นั้น ซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสนทนากับ “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี” เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าจะต้องดำเนินชีวิตอย่างไร  ด้วยข้อความจากพระวรสารตอนนี้ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ต้องการที่จะแนะนำ สนับสนุนเธอแต่ละคนให้  “สนใจที่จะสนทนากับพระคริสตเจ้า … ซึ่งเป็นการสนทนาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนหนุ่มสาว” (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 2)

2.  พระเยซูทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดู

ในพระวรสารนักบุญลูกาเน้นว่า “พระเยซูทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดู” (เทียบ มก. 10-20) ในการทอดพระเนตรของพระเยซูนั้นหัวใจเป็นจุดใหญ่ที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรและหัวใจจะต้องเป็นประสบการณ์สำหรับคริสตชนทุกคน  อันที่จริงแล้ว ศาสนาคาทอลิกไม่ได้เป็แค่คำสอนด้านศีลธรรมเท่านั้น แต่เป็นการมีประสบการณ์กับพระเยซูคริสตเจ้าเอง ผู้ทรงรักเราเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะยากดีมีจน พระองค์ทรงรักเราแม้กระทั่งตอนที่เราหันหลังให้กับพระองค์

เมื่อดูข้อคิดเห็นเข้าไปอีกสักหน่อย พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงบรรยายเพิ่มเติมโดยหันไปยังเยาวชนว่า “พ่อหวังว่าพวกเธอคงจะมีประสบการณ์กับการทอดพระเนตรดังกล่าว  พ่อหวังว่าเธอคงจะมีประสบการณ์กับความจริงที่ว่าพระคริสตเจ้าทรงรักเธอ (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 7)  ความรักสมบูรณ์แบบที่แสดงให้เห็นบนไม้กางเขนทำให้นักบุญเปาโลต้องเขียนด้วยความตื่นตระหนกว่า “พระองค์ทรงรักข้าพเจ้าและทรงมอบพระองค์เองให้แก่ข้าพเจ้า” (กท. 2: 20)  “การตระหนักว่าพระบิดาทรงรักเราในองค์พระบุตรของพระองค์ ว่าพระคริสตเจ้าทรงรักทุกคนอย่างสม่ำเสมอ จะกลายเป็นเสาค้ำยันสำหรับการมีชีวิตอยู่ของเรา” (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 7)  มันจะช่วยเราให้สามารถเอาชนะต่อการประจญทุกรูปแบบ ทำให้เราสามารถสู้ได้กับความบาป ความทุกข์ และความสิ้นหวังของเรา

ในความรักดังกล่าวเราจะได้พบกับต้นกำเนิดแห่งชีวิตคริสตชนที่ครบบริบูรณ์รวมถึงเหตุพื้นฐานที่ต้องมีการประกาศพระวรสาร  หากเราได้พบกับพระเยซูเจ้าอย่างจริงจัง เราไม่อาจเป็นอื่นได้นอกจากจะเป็นพยานต่อผู้ที่ยังไม่เคยได้รับการทอดพระเนตรจากพระองค์

3.  การค้นพบแผนการของชีวิต

สำหรับชายหนุ่มในพระวรสารเราจะพบสภาพคล้ายๆกันกับเรื่องราวที่เธอกำลังเผชิญอยู่  เธอเองก็มีความร่ำรวยเช่นเดียวกันในเรื่องของคุณสมบัติ พลัง ความฝัน ความหวัง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทรัพยากรที่เธอมีอยู่อย่างเหลือล้น  แม้อายุของเธอเองก็เป็นความมั่งคั่งมหาศาล ไม่ใช่สำหรับตัวเธอเองเท่านั้น แต่สำหรับผู้อื่น สำหรับพระศาสนจักร และสำหรับโลกด้วย 

ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยถามพระเยซูว่า “ข้าพเจ้าต้องทำอะไร?”  วัยชีวิตของเธอในขณะนี้อยู่ใน ช่วงแห่งการค้นหา  ต้องค้นหาให้พบพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้เธอ รวมถึงความรับผิดชอบต่างๆ ของเธอ  มันเป็นเวลาที่เธอต้องทำการเลือกที่จะสร้างแผนในการดำเนินชีวิต  เพราะฉะนั้น เวลานี้จึงเป็นเวลาที่จะต้องถามตัวเองเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตโดยถามตัวเองว่า “ข้าพเจ้าพอใจกับชีวิตของข้าพเจ้าแล้วหรือยัง?  ยังมีอะไรที่ขาดหายไปบ้างไหม?”

บางทีเธออาจตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันกับชายหนุ่มในพระวรสาร คือขาดความมั่นใจ มีเรื่องกวนใจ หรือมีความทุกข์ ซึ่งทำให้เธออยากจะมีชีวิตที่ไม่ใช่ชีวิตแบบครึ่งๆกลางๆ จนอยากถามตัวเองว่า ชีวิตที่ประสบกับความสำเร็จนั้นกอปรด้วยอะไรบ้าง?  ข้าพเจ้าต้องทำอะไร?  ข้าพเจ้าควรที่จะมีโครงการชีวิตอย่างไร?  “ข้าพเจ้าต้องทำอะไรสำหรับชีวิตเพื่อที่จะให้มันมีคุณค่าและมีความหมาย?” (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 3)

จงอย่ากลัวที่จะเผชิญหน้ากับคำถามเหล่านี้  มันไม่ใช่ปัญหาที่หนักจนทับถมตัวเธอ มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความทะเยอทะยานที่สิงอยู่ในหัวใจเธอ  เพราะฉะนั้นต้องใส่ใจกับคำถามเหล่านั้น  มันกำลังรอคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบแบบขอไปที แต่จะต้องสามารถตอบสนองต่อความตั้งใจและความคาดหวังในชีวิตที่ต้องการความสุขด้วย

การได้พบกับแผนการชีวิตที่สามารถทำให้เธอมีความสุขอย่างแท้จริง สามารถฟังพระเจ้า ผู้ทรงมีแผนการแห่งความรักสำหรับเธอทุกคน   ขอให้เธอถามพระองค์ด้วยความวางใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า แผนการของพระองค์ ของพระผู้สร้างและของพระบิดาสำหรับชีวิตข้าพเจ้านั้นคืออะไร?  ข้าพเจ้าใคร่ที่จะปฏิบัติตามให้ลุล่วงไป” ขอให้เธอมั่นใจได้เลยว่า พระองค์จะตอบสนอง อย่ากลัวคำตอบของพระองค์ “พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าหัวใจของเรา พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่าง” (1 ยน. 3: 20)

4.  จงติดตามเรามาเถิด

พระเยซูทรงเชิญชายหนุ่มคนนั้นให้ไปไกลกว่าความตั้งใจและแผนการของเขา พระองค์

ตรัสกับเขาว่า “จงติดตามเรามาเถิด”  กระแสเรียกคริสตชนเกิดจากข้อเสนอจากความรักของพระเจ้า “พระเยซูทรงเชิญศิษย์ให้มอบตนเองทั้งครบเป็นของขวัญโดยมิต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์อันใดแล้ววางใจในพระเจ้าโดยไม่มีข้อแม้ บรรดานักบุญต่างตอบสนองต่อการเชื้อเชิญดังกล่าว แล้วติดตามพระผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพจากความตายด้วยความด้วยใจสุภาพและถ่อมตน  ความครบครันของพวกเขา ซึ่งบ่อยครั้งมนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้นั้นอยู่ที่การไม่เอาตนเป็นศูนย์กลาง แต่เลือกที่จะทวนกระแสของการเจริญชีวิตทั่วไปตามแบบฉบับของพระวรสาร” (คำเทศน์ของพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ในบูชามิสซาแต่งตั้งนักบุญ วันที่ 12 ตุลาคม 2009)

เยาวชนที่รัก  จงดูแบบฉบับของศิษย์พระเยซูเป็นอันมาก  เธอเองก็เช่นเดียวกัน ขอให้ยอมรับการเชื้อเชิญของพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดีที่จะติดตามพระองค์ไป ที่จะเจริญชีวิตอย่างเอาจริงเอาจังและทำให้มันบังเกิดผลเต็มที่ในโลกนี้  โดยศีลล้างบาปพระองค์ทรงเรียกร้องเราทุกคนให้ติดตามพระองค์ด้วยการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ให้รักพระองค์เหนือสิ่งใด และให้รับใช้พระองค์โดยทางพี่น้อง แต่โชคร้ายที่ชายหนุ่มร่ำรวยผู้นั้นไม่ได้ยอมรับคำเชิญของพระเยซู เขาเดินจากไปด้วยความเศร้าใจ  เขาไม่มีความกล้าพอที่จะตัดขาดจากสมบัติที่เป็นวัตถุเพื่อที่จะได้พบกับสิ่งยิ่งใหญ่ว่าที่พระเยซูทรงเสนอให้

ความเศร้าใจในตัวชายหนุ่มร่ำรวยผู้นั้นมีอยู่ในจิตใจทุกคนเมื่อคนๆ นั้นไม่มีความกล้าที่จะติดตามพระเยซู ไม่มีความกล้าที่จะเลือกสิ่งที่ถูกต้อง  แต่ก็ยังไม่สายเกินที่จะตอบสนองต่อการเรียกของพระองค์

พระเยซูไม่เคยหน่ายที่จะทอดพระเนตรแห่งความรักและการเรียกมายังบรรดาศิษย์ของพระองค์  แต่พระองค์ทรงเสนอให้กับบางคนซึ่งการเลือกแบบพิเศษ  ในปีพระสงฆ์นี้พ่อขอสนับสนุนบรรดาหนุ่มสาวให้สนใจเป็นพิเศษ หากพระเจ้าทรงเชื้อเชิญพวกเธอด้วยพระพรที่ยิ่งใหญ่ในกระแสเรียกแห่งการเป็นพระสงฆ์ ขอให้เธอตอบสนองด้วยใจกว้างและกระตือรือร้นสำหรับเครื่องหมายแห่งความรักพิเศษนี้  ขอให้ปรึกษากับพระสงฆ์หรือผู้นำวิญญาณในการแยกแยะแสวงหาหนทางชีวิต  จงอย่าได้กลัว หากพระเจ้าทรงเรียกเธอให้เป็นนักบวช ให้เจริญชีวิตในอาศรม เป็นธรรมทูต หรือดำเนินชีวิตแบบผู้ถวายตัว  พระองค์สามารถมอบความสุขอย่างล้ำลึกแก่ผู้ที่ตอบสนองต่อกระแสเรียกด้วยความกล้าหาญ

นอกจากนี้ พ่อขอเชิญทุกคนที่รู้สึกว่าตนมีกระแสเรียกในการแต่งงานก็ขอให้ยอมรับกระแสเรียกดังกล่าวด้วยความเชื่อ พร้อมกับปวารณาตนเองที่จะยึดมั่นดำรงอยู่ในความรักที่ยิ่งใหญ่ ขอให้ซื่อสัตย์และเปิดใจกว้างให้กับพระพรแห่งชีวิต ซึ่งเป็นความมั่งคั่งและเป็นพระหรรษทานสำหรับสังคมและสำหรับพระศาสนจักร  

5.  มุ่งสู่ชีวิตนิรันดร

“ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร?”  คำถามของชายหนุ่มในพระวรสารดูเหมือนจะเป็นคำถามไกลตัวสำหรับคนหนุ่มสาวร่วมสมัยไปเสียแล้ว  เพราะอย่างที่พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงตั้งข้อสังเกตไว้ “เรามิได้อยู่ในยุคที่ความเจริญทางโลกาวัตถุครอบงำจนหมดสิ้นดอกหรือ? (จดหมายถึงเยาวชน ข้อ 5)  แต่ประเด็นของ “ชีวิตนิรันดร” จะผุดขึ้นมาทันทีเมื่อเราประสบกับความเจ็บปวด หรือเมื่อเราต้องสูญเสียคนใกล้ชิด หรือเมื่อเราประสบกับความล้มเหลว”

แต่ “ชีวิตนิรันดร” ที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดถึงคืออะไร?  พระเยซูทรงให้ความกระจ่างเองเมื่อพระองค์ทรงหันพระพักตร์ไปหาศิษย์พลางตรัสว่า “เราจะเห็นท่านอีก และใจของท่านจะยินดี ไม่มีใครนำความยินดีไปจากท่านได้” (ยน. 16: 22)  นี่เป็นพระวาจาที่แสดงให้เห็นถึงความสุขสูงส่งที่ไม่มีวันจบสิ้น  แสดงให้เห็นถึงความชื่นชมยินดีที่เติมเต็มด้วยความรักของพระเจ้าตลอดกาล

การถามตัวเองถึงความแน่นอนของอนาคตที่รออยู่ข้างหน้าจะช่วยเราให้ตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิต  เพระว่ามันช่วยเราให้มีแผนการชีวิตสำหรับสิ่งที่ไม่ถูกจำกัดและไม่เพียงแค่ผ่านไป แต่คู่ควรและล้ำลึก ซึ่งนำเราให้รักโลก ซึ่งเป็นที่รักของพระเจ้า  นำเราให้รู้จักอุทิศตนเพื่อพัฒนาโลก  แต่ทั้งนี้ด้วยความอิสรเสรีและด้วยความชื่นชมยินดีอันเกิดจากความเชื่อและความหวัง  มันเป็นสิ่งที่ช่วยเราไม่ให้ถือเอาความจริงในโลกนี้เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ด้วยตระหนักว่าพระเจ้าทรงเตรียมอนาคตที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้เรา โดยกล่าวเช่นเดียวกับนักบุญเอากุสตินว่า  “เราพร้อมใจกันปรารถนาสวรรค์บ้านของเรา  เราอยากไปสวรรค์บ้านเรา  เรารู้ตัวว่าเราเป็นคนเดินทางในโลกนี้”  ด้วยการพิศเพ่งชีวิตนิรันดรอยู่เป็นนิจ บุญราศี ปีแอร์ ยีออร์ยีโอ ฟราสเซตตี ซึ่งเสียชีวิตไปตอนที่ท่านมีอายุเพียง 24 ปี กล่าวว่า “ข้าพเจ้าต้องการมีชีวิต ไม่ใช่เพียงเพื่อมีชีวิตเฉยๆ”  บนรูปภาพพระเยซูเจ้ากำลังเสด็จขึ้นสวรรค์ที่ส่งไปให้เพื่อนคนหนึ่งเขาเขียนว่า “เสด็จสู่เบื้องบน” ซึ่งเขาหมายถึงไม่เพียงแต่ “สู่ความครบครัน” เท่านั้น แต่หมายถึง “สู่ชีวิตนิรันดร” ด้วย

เยาวชนที่รัก  พ่อขอสนับสนุนเธอจงอย่าได้ลืมวางแผนสำหรับชีวิต  เราทุกคนถูกเรียกให้ไปสู่ชีวิตนิรันดร พระเจ้าทรงสร้างเรามาเพื่อที่จะไปเสวยสุขกับพระองค์ตลอดกาล  ความจริงนี้จะช่วยเธอให้มอบความหมายที่เต็มเปี่ยมกับการเลือกและการมอบคุณค่าแก่การมีชีวิตของเธอ

6.  พระบัญญัติคือหนทางแห่งความรักที่แท้จริง

พระเยซูทรงเตือนหนุ่มร่ำรวยผู้นั้นเกี่ยวกับบัญญัติสิบประการว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่จะ “ได้ชีวิตนิรันดร”  บัญญัติสิบประการเป็นพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตในความรัก ในการที่จะช่วยแยกแยะว่าอะไรชั่วอะไรดี อีกทั้งจะช่วยสร้างแผนการมั่นคงยั่งยืนสำหรับชีวิตด้วย  แน่นอน  พระเยซูทรงถามเราด้วย… ว่า… เรารู้จักบทบัญญัติของพระองค์ไหม  เราตระหนักที่จะสร้างมโนธรรมของเราตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าไหม  และเราจะนำมันไปปฏิบัติไหม

แน่นอนว่าปัญหาที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้เป็นเรื่องทวนกระแสความนึกคิดของสังคมปัจจุบัน ซึ่งสาละวนอยู่แต่เสรีภาพที่ไม่คำนึงถึงคุณค่า กฎระเบียบ เป้าหมายหลัก อีกทั้งสลัดทิ้งซึ่งข้อจำกัดทั้งปวงที่จะมาขวางกั้นแรงปรารถนาแห่งตน  แต่ความคิดเช่นนี้แทนที่จะนำไปสู่อิสรเสรีภาพกลับจะนำมนุษย์ไปสู่ความเป็นทาสของตัวเอง ของแรงปรารถนาที่นอกลู่นอกทาง เช่น อำนาจ เงินทอง ความสุขสำราญที่ไร้ขอบเขต และสิ่งล่อลวงต่างๆ ของโลกอันจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาไม่สามารถที่จะติดตามกระแสเรียกดั้งเดิมที่สอนให้เขา รู้จักรัก

พระเจ้าทรงมอบพระบัญญัติให้เราเพราะพระองค์ทรงต้องการสอนเราให้ทราบถึงเสรีภาพที่แท้จริง  เพราะพระองค์ต้องการที่จะสร้างพระอาณาจักรแห่งความรัก ความยุติธรรม และสันติร่วมกันกับเรา  การรับฟังบทบัญญัติเหล่านั้นและการนำไปปฏิบัติมิได้สิ่งใดอื่น นอกจากจะช่วยให้เราพบหนทางแห่งเสรีภาพและความรักที่แท้จริง  เพราะพระบัญญัติมิได้จำกัดขอบเขตความสุข แต่ชี้ให้เห็นว่าจะพบกับความสุขได้อย่างไร  ตั้งแต่เริ่มการสนทนากับเด็กหนุ่มร่ำรวย พระเยซูทรงเตือนเขาว่า กฎระเบียบที่พระเจ้าทรงประทานให้นั้นเป็นสิ่งดี เพราะว่า “พระเจ้าคือองค์แห่งความดี”

7.  เราต้องการเธอ

หนุ่มสาวมักจะต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการอันสืบเนื่องมาจากการตกงาน ขาดอุดมการณ์ และไม่มีความมั่นคงสำหรับอนาคต  บางครั้งใครบางคนอาจรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถท่ามกลางวิกฤตและปัญหาของปัจจุบัน  แม้ต้องเผชิญกับความยุ่งยากต่างๆ เธอต้องไม่ท้อแท้และจะต้องไม่เลิกที่จะฝัน  ตรงกันข้ามเธอจะต้องสร้างความปรารถนาแห่งภราดรภาพ ความยุติธรรม และสันติในดวงใจ  อนาคตอยู่ในกำมือของเธอ  เพราะพระเจ้าทรงฝังพระพรและความมั่งคั่งไว้ในดวงใจของเธอ ซึ่งดวงใจของเธอจะต้องถูกหล่อหลอมด้วยการพบกับพระคริสตเจ้า  ประสบการณ์เช่นนี้แหละที่จะนำความหวังมาสู่โลกได้  เป็นความเชื่อในความรักของพระเจ้าที่จะทำให้เธอเข้มแข็งและใจกว้าง  ความเชื่อจะทำให้เธอกล้าที่จะจัดการกับการเดินทางในชีวิตด้วยความสงบ รวมถึงจะช่วยให้เธอมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและต่อหน้าที่การงานด้วย  จงมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตด้วยการศึกษาและการฝึกฝนตนเองเพื่อรับใช้ความดีส่วนรวมด้วยหนทางที่ถูกต้องและด้วยใจกว้าง

ในสมณสาสน์ “ความรักในความจริง” (Caritas in Veritate) ในด้านที่เกี่ยวกับพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม  พ่อได้กำหนดสิ่งท้าทายในยุคปัจจุบันไว้หลายข้อด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งเร่งด่วนและจำเป็นสำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน  เช่นการใช้ทรัพยากรโลก  การให้ความเคารพต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  การแบ่งความร่ำรวยที่ชอบธรรม  การควบคุมกลไกเรื่องเงินทุน  ความเอื้ออาทรต่อประเทศยากจนในฐานะที่เป็นครอบครัวเดียวกัน  การต่อสู้กับความหิวโหยในโลก  การส่งเสริมศักดิ์ศรีแรงงานมนุษย์  การรับใช้วัฒนธรรมแห่งชีวิต  การสร้างสันติระหว่างประชาคม การเสวนาระหว่างศาสนา  และการใช้เทคโนโลยีสื่อสารอย่างถูกต้องเป็นต้น

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้คือการท้าทายที่เธอถูกเรียกร้องให้ตอบสนองเพื่อที่จะช่วยกันสร้างโลกที่มีความชอบธรรมและมีความเป็นพี่น้องกันมากขึ้น  มันเป็นการท้าทายที่เรียกร้องให้ต้องมีการวางแผนชีวิตที่ดี ซึ่งเธอจะต้องทุ่มเทความสามารถทั้งหมดให้กับแผนการที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ไว้แต่ละคน  นี่ไม่ใช่เรื่องของการประกอบวีรกรรมหรือกิจกรรมที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษใดๆ แต่เป็นการใช้ความสามารถและศักยภาพของตนอย่างเต็มที่โดยมุ่งที่จะเจริญก้าวหน้าไปในความเชื่อและความรักอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับปีพระสงฆ์นี้ พ่อขอเชิญชวนพวกเธอให้ทราบถึงชีวิตของบรรดานักบุญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักบุญที่เป็นพระสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์  เธอจะเห็นว่าพระเจ้าทรงนำทางพวกเขา และพวกเขาก็ได้พบหนทางดังกล่าววันแล้ววันเล่าโดยอาศัยความเชื่อ ความไว้ใจ และความรัก  พระเจ้าทรงเรียกร้องเธอแต่ละคนให้ร่วมมือกันอย่างจริงจังกับพระองค์ให้รับผิดชอบในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความรัก  หากเธอปฏิบัติตามพระวาจาของพระองค์ หนทางเดินของเธอจะได้รับความสว่างอันจะนำเธอไปสู่เป้าหมายที่สุดประเสริฐ ซึ่งจะนำความชื่นชมยินดีและความหมายที่สมบูรณ์มาสู่ชีวิต

ขอพระแม่มารีย์พรหมจารีพระมารดาของพระศาสนจักรโปรดเดินทางไปพร้อมกันกับเธอ และพร้อมกับการคุ้มครองของพระแม่  พ่อจะระลึกถึงพวกเธอในคำภาวนาและขออวยพรมาด้วยความรัก

วาติกัน  วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2010

พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16