Resources

สาสน์วันเยาวชนโลก
ปี 1985 ที่กรุงโรม

โดย เพื่อนคู่คริสต์ | < 1 นาที

ในจดหมายฉบันนี้พระสันตะปาปา ได้เชื้อเชิญเยาวชนให้รำพึงเกี่ยวกับบทสนทนาของพระเยซูเจ้า ที่มีกับชายหนุ่มคนนั้น จากพระวรสาร
นักบุญมารโก 10,17-22 มัทธิว 19,16-22 ลูกา 18,18-23 และในบทสนทนานี้เองได้กลายเป็น แนวทางสำหรับสาสน์ที่พระองค์เขียนถึงบรรดาเยาวชนและ ก็จะมีความคิดที่สำคัญบางอย่างดังต่อไปนี้

เยาวชนที่รักพระคริสต์เจ้าได้พูดกับพวกเธอถึงความจริงเกี่ยวกับ เยาวชน พระคริสต์เจ้าได้พบกับชายหนุ่มคนนั้นและก็ได้พูดกับเขา และในการสนทนานั้นเองก็ได้มีคำที่น่าสนใจ ก็คือว่าจงยึดสิ่งที่ดีงามไว้สิ่งที่คงทนถารและสิ่งที่ยั่งยืนต่อไป แม้ว่าช่วงกาลเวลา และชนชาติทั้งหลายจะผ่านพ้นไปพระเยซูเจ้าได้พูดอย่างนี้กับชายหนุ่มคนนั้น และก็ได้พูดกับตัวเยาวชนเอง ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และในบทสนทนาของพระองคืที่ได้เกิดขึ้นนั้นเอง พระองค์ได้พูดถึงเยาวชนทุกคนในส่วนต่างๆ ของโลก และในท่ามกลางความแตกต่างของบรดานานาชาติของวัฒนธรรม คือให้เยาวชนยึดสิ่งที่ดีงามไว้ สิ่งที่คงทนถาวร และคงอยู่ต่อไป และในคำที่ พระเยซูเจ้าได้พูดกับชายหนุ่มก็คือว่า จงพยายามแสวงหาความจริง และชีวิตของท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงและที่สำคัญที่สุดก็คือความจริงเกี่ยวกับตัวเยาวชน

สิ่งเหล่านี้ก็คือความจริงที่เกี่ยวกับตัวเยาวชน

  • เยาวชนเป็นบุคคลที่มีอิสระ มีเสรีภาพในตัวเอง และเป็นบุคคลที่มีขุมทรัพย์อันล้ำค่า
  • ช่วงระยะเวลาของเยาวชนในปัจจุบันนี้เอง เป็นช่วงเวลาที่เขาได้ค้นพบ ความเป็นมนุษย์ ความเป็นตัวของเขา ความเป็นบุคคลของเขา และก็ได้ค้พบขุมทรัพย์ ความสามารถที่อยู่ในความเป็นบุคคลของเขา
  • พระเป็นเจ้าเท่านั้นเองที่เป็นพื้นฐานสำคัญสูงสุดของเราทุกอย่าง และพระองค์เท่านั้นเองให้ความหมายและความเป็นอยู่ของชีวิตมนุษย์

พระเยซูได้เรียกร้องให้พวกเราแต่ละคนวางแผนสำหรับชีวิตของเรา พระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์มองดูชายหนุ่มด้วยความรักชายหนุ่มก็ตอบสนองพระองค์ด้วยความปรารถนาที่จะทำอะไรมากกว่านั้นพระเยซูเจ้าจึงเสนอแผนการณ์สำหรับชีวิตให้ชายหนุ่มคนนั้น และเราก็ค้นพบสิ่งหนึ่งในกระแสเรียก คือการเรียกที่พระเยซูเจ้ามีกับชายหนุ่มคนนั้นก็คือว่า บรรดาเยาวชนทั้งชายและหญิง ขอให้เธอได้คิดถึงแผนการณืแห่งกระแสเรียกที่พระเป็นเจ้าได้เรียกพวกเธอแต่ละคนพระองค์ก็ใช้คำเปรียบเทียบ เพื่อให้เราแต่ละคน สามารถค้นพบกระแสเรียกของเราเพื่อจะได้สามารถที่จะเห็นอย่างชัดเจนว่าชีวติกระแสเรียกของเราแต่ละคนก็คือ กระแสเรียกของคริสตชนนั่นเอง การเรียกพิเศษ หากการเรียกให้เป็นพระสงฆ์ นักบวช เข้ามายังหัวใจของเรา อย่างนิ่งเฉยแต่จะทำให้เสียงเรียนนั้นเองเติบโตขึ้น และเราก็ต้องพร้อมที่จะตอบสนองเสียงเรียกของพระเป็นเจ้าให้เป็นพระสงฆ์ นักบวชด้วยการภาวนา และในการซื่อสัตย์ต่อการถือพระบัญญัติ

กระแสเรียกแห่งการแต่งงาน
การที่เราจะเลือกชีวิตแห่งการแต่งงานก็หมายความว่า เราเรียนรู้ที่จะแต่งงาน โดยมีความรักในแต่ละวันของชีวิตในแต่ละปีที่ผ่านไป และความรักนี้เองก็เป็นสิ่งที่แสดงออกทั้งร่างกาย และจิตใจของเราว่า ความรักที่จะต้องอดทน ความรักที่จะต้องมีใจดีนั้นไม่ได้หมายความว่าอยู่ในหนทางของ ตัวเองเท่านั้น แต่ว่ามันจะต้องเป็น ความยินดี ไม่ใช่เป็นความพอใจของตัวเอง และก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ความรักนี้เองที่บรรดาเยาวชนทั้งหลายก็ต้องการ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะต้องแต่งงานในอนาคตก็ขอให้เราได้ผ่านการทดสอบว่า มีความรักที่แท้จริงไหม และสิ่งที่มีคุณค่าในการทดสอบ ความรักก็เป็นเหมือนกับกระแสเรียกที่ทำให้เธอได้มั่นใจว่า โดยอาศัยชีวิตแต่งงานนี้เอง เธอพร้อมที่จะทำให้ความรักเติบโตขึ้น
และเธอได้เตรียมแผนสำหรับอนาคตของเธอ ซึ่งเป็นเหมือนขุนทรัพย์อันมีค่าในชีวิตของเธอแต่ละคนนั้น ได้ออกไปจากชีวิตของเธอ อย่าให้การแต่งงานของเธอ เป็นเพียงแค่รูปแบบที่จะต้องทำ เพราะสังคมเรียกร้อง หรือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เธอพบความล้มเหลว หรือทำให้เธอรู้สึกว่าเธอไม่มีคุณค่า เพราะความจริงแล้วชีวิตแต่งงานเป็นชีวิตที่เราได้พบความจริงแห่งความรัก และการพบความจริงนี้เองก็จะทำให้เราสามารถที่จะเป็นตัวตนอย่างสมบูรณ์ และทำให้คู่ครองของเราได้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ด้วย

พระเยซูคริสเจ้าได้ท้าทายพวกเธอทุกคน
บรรดาเยาวชนทั้งหลาย ในการท้าทายอันนี้เอง คือ เหมือนขุมทรัพย์สมบัติประการหนึ่งที่เรามนุษย์ได้รับมาจากครอบครัว ได้รับมาจากวัฒนธรรมและได้รับมาจากศาสนา โดยการที่เราได้รับความเชื่อเป็นมรดรสำหรับชีวิต และค่านิยมที่จะทำให้วัฒนธรรมในสังคมของเราแต่ละคน ชนชาติของเราแต่ละคนด้วยเป็นอยู่ และสามารถต่อเนื่องได้ก็โดยอาศัยชีวิตจิตของเราแต่ละคนในความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราต้องทำทุกอย่างที่เราสามารถทำให้เราได้รับมรดกแห่งพระพรของพระจิต และทำให้เรามั่นคงขึ้น และก็สามารถจะทำให้เราอยู่และก็อยู่อย่างเปิดเผย และในการท้าทายนี้เองก็เป็นการทำให้เราแต่ละคน ตระหนักถึงความปรีชาฉลาดที่เขามี และก็ใช้มันเพื่อจะได้เสริมสร้างหนทางเพื่อความดีของส่วนรวม

มันเป็นความจริงที่ว่า โรงเรียนได้เตรียมบรรดาเยาวชนเพื่อเข้าสู้ชีวิตการงาน และพูดในความหมายที่ชัดเจน คือวางานนี้เองเป็นเหมือนกับโรงเรียนแรก และสำคัญ ที่จะทำให้เยาวชนได้เรียนรู้ค่านิยมของชีวิต และก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เขาได้สร้างวัฒนธรรมสำหรับมนุษย์ชาติโดยอาศัยการงาน การท้าทายที่จะต้องเติบโตขึ้นเยาวชนจะต้องเติบโตขึ้นในชีวิตของเขา และโดยอาศัยความจริง ความดี และความสวยงาม เพราะฉะนั้นการเติบโตโดยผ่านทางการติดต่อสัมพันธ์กับโลกที่เห็นได้กับธรรมชาติ กับผู้อื่น และจะต้องทำให้การติดต่อนั้นเอง นำเราไปสู่การติดต่อกับพระเป็นเจ้า การท้าทายนี้เอง ก็ยังเป็นการต่องานแพร่ธรรมของพระศาสนจักร วันนั้นเยาวชนที่รัก พวกเธอนั้นหมดเป็นความหวังของพระศาสนจักร และทำงานแพร่ธรรมของพระศานจักรในโลกนี้ ในหนทางที่มีคุณค่า ฉะนั้นพระศาสนจักรก็ได้พูดกับพวกเธอถึงงานแพร่ธรรม