Resources

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2014 ครั้งที่ 29

โดย เพื่อนคู่คริสต์ | 2 นาที

“ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ. 5:  3)

เพื่อนเยาวชนที่รัก

พ่อยังจำได้ดีถึงวันที่เราพบปะกันที่รีโอ เดจาเนโรในวันเยาวชนโลกครั้งที่ 28  ช่างเป็นวันฉลองความเชื่อและมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่เพียงใด!  ชาวบราซิลที่น่ารักให้การต้อนรับเราด้วยใจกว้าง  เหมือนพระรูปพระเยซูพระผู้ไถ่ ที่ทอดสายพระเนตรจากยอดเขาคอร์โควาโดผ่านหาดโคปากาบานา บนชายหาดนั้น พระเยซูทรงเรียกร้องมายังเราอีกครั้งหนึ่งให้เป็นศิษย์ที่เป็นธรรมทูต  ขอให้เราถือว่าการเรียกร้องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเรา และขอให้เราแบ่งปันพระพรนี้กับผู้อื่นที่อยู่ทั้งใกล้และไกล แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ไกลสุดกู่ในโลกของเรา

การเดินทางแสวงบุญของเยาวชนระดับนานาชาติครั้งต่อไปจะเป็นที่กรากุฟในปี 2016  สำหรับ3 ปี ข้างหน้านี้พ่ออยากไตร่ตรองด้วยกันกับลูกเกี่ยวกับมหาบุญลาภในพระวรสารของนักบุญมัทธิว (5:1-12) เราจะเริ่มต้นปีนี้ด้วยมหาบุญลาภประการแรก คือ “ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ. 5:3)  สำหรับปี 2015 พ่อขอเสนอบุญลาภ “ผู้มีใจบริสุทธิ์ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า” (มธ. 5:8)  และในปี 2016 หัวข้อไตร่ตรองของเราจะเป็น “ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา” (มธ. 5:7)  

1.  พลังแห่งการปฏิวัติ ของ “มหาบุญลาภ”

เป็นประสบการณ์ที่น่าชื่นชมเสมอ สำหรับเราที่จะอ่านและไตร่ตรองเกี่ยวกับมหาบุญลาภอันยิ่งใหญ่ที่พระเยซูทรงประกาศเป็นครั้งแรก ทรงเทศนาบนฝั่งทะเลกาลิลี  วันนั้นมีฝูงชนจำนวนมาก  พระเยซูจึงขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อสอนบรรดาศิษย์ของพระองค์  เราเรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “บทเทศน์บนภูเขา”  ในพระคัมภีร์ถือกันว่าภูเขาเป็นสถานที่ที่พระเจ้าทรงเผยแสดงพระองค์  โดยการเทศน์บนภูเขาพระเยซูทรงแสดงให้เราเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์เจ้า  เป็นโมเสสคนใหม่  พระองค์ทรงสอนอะไรเรา?  พระองค์ทรงชี้นำหนทางแห่งชีวิตให้กับเรา  หนทางที่พระองค์เองทรงเคยเดินมาก่อน พระเยซูเจ้าเองทรงเป็นหนทาง และทรงบอกว่าหนทางนี้เป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความสุขแท้จริง ตลอดชีวิตตั้งแต่ประสูติในคอกสัตว์แห่งเบ็ธเลเฮ็มจนกระทั่งสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและเสด็จกลับฟื้นพระชนม์ชีพ พระเยซูทรงดำรงไว้ซึ่งบุญลาภทุกประการ  คำสัญญาทุกอย่างเกี่ยวกับพระอาณาจักรของพระเจ้าทรงสำเร็จบริบูรณ์ไปในพระองค์

ในการประกาศมหาบุญลาภ พระเยซูทรงขอให้เราเอาแบบอย่างของพระองค์ ให้เดินไปกับพระองค์ในหนทางแห่งความรัก  ซึ่งมีแต่หนทางนี้เท่านั้นที่จะนำไปสู่ชีวิตนิรันดร  การเดินทางนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งง่าย ๆ เลย แต่พระองค์ทรงสัญญาที่จะประทานพระหรรษทานแก่เราและพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา  เราต้องเผชิญกับการท้าทายมากมายในชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นความยากจน  ความสิ้นหวัง  การถูกกดขี่  การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม  การถูกเบียดเบียน  ความลำบากที่ต้องกลับใจทุกวัน  ความพยายามที่ต้องซื่อสัตย์ในกระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์  และอื่นๆ อีกมากมาย  แต่หากเราเปิดประตูให้กับพระเยซูและยอมให้พระองค์เป็นส่วนหนึ่งแห่งชีวิตของเรา แบ่งปันความชื่นชมยินดีและความเศร้ากับพระองค์  เมื่อนั้นแหละเราจะได้รับประสบการณ์แห่งสันติและความชื่นชมยินดีที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้นผู้เป็นองค์ความรักอันหาขอบเขตมิได้จะทรงประทานให้

มหาบุญลาภของพระเยซูเป็นสิ่งใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง  แสดงให้เห็นถึงรูปแบบใหม่แห่งความสุขที่อยู่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่สื่อและสังคมส่วนใหญ่นำมาเสนอกัน  วิธีคิดแบบโลกถือว่าผิดวิสัยที่พระเจ้าจะเสด็จมากลายเป็นคนหนึ่งท่ามกลางพวกเรา แล้วสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน!  ตามวิธีคิดแบบโลก คนที่พระเยซูประกาศว่าเป็นผู้มีบุญลาภนั้นล้วนถูกถือว่าเป็น “คนขี้แพ้” ไร้ประโยชน์  สิ่งที่พวกเขาสรรเสริญคือความสำเร็จ ไม่ว่าจะอาศัยวิธีใด การเป็นผู้ที่มีอิทธิพล  อำนาจยิ่งใหญ่  และความมั่งคั่งของตนในความยากลำบากของผู้อื่น

เพื่อนเยาวชนที่รัก  พระเยซูทรงท้าทายเราให้จริงจังกับชีวิต  และให้ตัดสินใจว่าหนทางไหนเป็นหนทางที่ถูกต้องสำหรับเราและที่จะนำเราไปสู่ความชื่นชมยินดีที่แท้จริง นี่เป็นการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ต่อความเชื่อ พระเยซูไม่กลัวที่จะถามบรรดาศิษย์ของพระองค์ว่าพวกเขาต้องการที่จะติดตามพระองค์อย่างจริงจังหรืออยากที่จะเลือกทางอื่น (เทียบ ยน. 6:67)  ซีโมนเปโตรกล้าตอบพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า  พวกเราจะไปหาใครเล่า  พระองค์มีพระวาจาแห่งชีวิตนิรันดร” (ยน. 6:68) หากเธอเองสามารถตอบได้เหมือนกันว่า “ได้ครับ/ค่ะ” กับพระเยซู ชีวิตของเธอจะมีทั้งความหมายและบังเกิดผล

2.  กล้าที่จะเป็นคนที่มีความสุข

การเป็น “ผู้มีบุญ” (ภาษากรีกใช้คำว่า makarioi) หมายความว่าอะไร?  การเป็นผู้มีบุญลาภหรือผู้มีบุญ หมายถึงการเป็นคนที่มีความสุข บอกพ่อหน่อยซิว่า จริงๆ แล้วเธออยากมีความสุขไหม?  ในยุคที่เราทุกคนต่างถูกหลอกล่อด้วยภาพมายาแห่งความสุขจอมปลอม เราเสี่ยงต่อ “การคิดเล็ก ๆ  (thinking small)” หรือการไม่เอาจริงเอาจังเมื่อพูดถึงความหมายของชีวิต  ต้องคิดให้ใหญ่ไว้!  เปิดหัวใจของเธอออกมา!  เฉกเช่นที่บุญราศี ปีแอร์จีออร์จีโอ ฟรัสซาตี เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า “การมีชีวิตโดยปราศจากความเชื่อ  การไม่ยึดถือขนบธรรมเนียมเก่า  ความล้มเหลวเสมอที่จะปกป้องความจริง  นี่ไม่ใช่การเจริญชีวิต  แต่เป็นแบบการขอผ่านไปที  เราจะต้องไม่เป็นคนที่ขอผ่านไปที  แต่จะต้องดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง” (จดหมายถึง ไอ โบนีนี 27 กุมภาพันธ์ 1925)  ในคำเทศน์วันที่ปีแอร์จีออร์จีโอได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศี (20 พฤษภาคม 1990) สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงขานชื่อท่านว่าเป็น “บุรุษแห่งมหาบุญลาภ” (AAS 82 [1990], 1518)  

หากเธอเปิดใจอย่างจริงจังให้กับแรงปรารถนาอันล้ำลึกแห่งดวงใจของเธอ  เธอจะทราบว่า เธอกระหายความสุขอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  และนี่จะทำให้เธอปฏิเสธข้อเสนอที่ไร้ราคาและสิ่งต่างๆที่ยั่วยวนกวนใจรอบข้าง  หากเรามัวแต่จ้องมองหาแต่ความสำเร็จ  ความสุข และการมีแล้ว บูชานับถือสิ่งเหล่านี้เป็นพระเจ้า  เราอาจประสบกับความตื่นตาตื่นใจชั่วครู่  รู้สึกพอใจสิ่งหลอกลวงดังกล่าว  แต่ที่สุดแล้วเราจะกลายเป็นทาสของมัน  ไม่เคยพอใจ  อยากได้เพิ่มขึ้นอีก  เป็นหายนะที่เห็นเยาวชนที่ “มีทุกสิ่ง” แต่กลายเป็นคนอ่อนล้าและอ่อนแอ

นักบุญยอห์น ตอนที่เขียนถึงเยาวชนบอกว่า “เยาวชนทั้งหลาย  ท่านเป็นคนแข็งแรง และพระวาจาของพระเจ้าก็สถิตอยู่ในท่าน และท่านชนะมารร้ายแล้ว” (1 ยน. 2: 14)    เยาวชนที่เลือกพระคริสตเจ้าเป็นคนแข็งแรง  พวกเขาได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระวาจา และพวกเขาไม่ต้องการขวนขวายแสวงหาสิ่งต่างๆ สำหรับตัวเอง  จงกล้าหาญที่จะว่ายทวนกระแสน้ำ!  จงกล้าที่จะมีความสุขที่แท้จริง!  จงปฏิเสธและทิ้งวัฒนธรรมที่ฉาบฉวยผิวเผิน  วัฒนธรรมที่ถือว่าเธอไม่สามารถที่จะรับผิดชอบและไม่สามารถที่จะเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่แห่งชีวิต!

3.  ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข…

มหาบุญลาภประการแรกซึ่งเป็นหัวข้อไตร่ตรองสำหรับวันเยาวชนโลกของเราครั้งต่อไป บอกว่า ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข  เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา  ณ เวลาที่ผู้คนมากมายกำลังดิ้นรนต่อสู้อันเป็นผลของวิกฤตเศรษฐกิจ  มันอาจดูเป็นของแปลกที่เอาความยากจนมาเชื่อมโยงเข้ากับความสุข  เราจะถือความยากจนว่าเป็นความสุขได้อย่างไร?

ประการแรก  ให้เรามาทำความเข้าใจว่า “การมีจิตใจยากจน” หมายความว่าอะไร  เมื่อพระบุตรของพระเจ้าเสด็จมารับสภาพมนุษย์  พระองค์ทรงเลือกเอาหนทางแห่งความยากจนและการทำตนเป็นคนว่างเปล่า  อย่างที่นักบุญเปาโลกล่าวในจดหมายถึงชาวฟิลิปปีว่า “แม้ว่าพระองค์ทรงมีธรรมชาติพระเจ้า  พระองค์ก็มิได้ทรงถือว่าศักดิ์ศรีเสมอพระเจ้านั้น เป็นสมบัติที่จะต้องหวงแหน  แต่ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น  ทรงรับสภาพดุจทาสเป็นมนุษย์ดุจเรา  ทรงแสดงพระองค์ในธรรมชาติมนุษย์” (2:  5-7)  พระเยซูเป็นพระเจ้าที่ทรงสละพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์  ตรงนี้เราเห็นการเลือกของพระเจ้าที่ต้องการเป็นผู้ยากจน  แม้ทรงร่ำรวย พระองค์ก็ทรงยอมกลายเป็นคนยากจนเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้ร่ำรวยเพราะความยากจนของพระองค์ (เทียบ 2  คร. 8:  9)  นี่เป็นรหัสธรรมที่เราไตร่ตรองเมื่อเราเห็นพระกุมาร พระบุตรของพระเจ้านอนอยู่ในรางหญ้า และที่สุดบนไม้กางเขน จากชีวิตที่ว่างเปล่า จนถึงจุดสูงสุด

คำคุณศัพท์ภาษากรีก ptochos (ยากจน) ไม่ได้มีความหมายเชิงวัตถุล้วนๆ  แต่หมายถึง “ขอทาน”   และอาจจะนำไปเชื่อมโยงกับความเข้าใจของชาวยิวที่ใช้คำว่า anawim  ที่แปลว่า “คนจนของพระเจ้า”  ซึ่งหมายถึงความต่ำต้อย  หมายถึงข้อจำกัดของเราและความจนในความเป็นอยู่ที่ยากจนของเรา anawim  คือคนที่วางใจในพระเจ้า พวกเขาทราบว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาพระองค์ได้

ดังที่นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูเห็นอย่างชัดเจนว่า อาศัยการอวตารเป็นมนุษย์ พระเยซูทรงเสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางเราแบบคนขอทานคนหนึ่งที่ทรงขอความรักของเรา  หนังสือคำสอนของพระศาสนจักรบอกว่า “มนุษย์คือขอทานต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า” (ข้อ 2559)  และกล่าวว่าการสวดภาวนาเป็นการเผชิญกับความกระหายของพระเจ้าและเป็นความกระหายของเราเองด้วย (ข้อ 2560)

นักบุญฟรังซิส อัสซีซีเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับมหาบุญลาภของผู้ที่มีจิตใจยากจน อันที่จริงตอนที่พระเยซูทรงตรัสกับเขาทั้งผ่านคนโรคเรื้อนและจากไม้กางเขน ฟรังซิสรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและความต้อยต่ำของตน  ในการสวดภาวนาผู้ยากจนแห่งอัสซีซีมักจะใช้เวลานานเป็นชั่วโมงถามพระเยซูว่า “พระองค์เป็นใคร?”  “ข้าพเจ้าเป็นใคร?”  เขาสละชีวิตที่ร่ำรวยและสะดวกสบายเพื่อที่จะแต่งงานกับ “สุภาพสตรียากจน” เพื่อเลียนแบบฉบับของพระเยซู และเพื่อปฏิบัติตามพระ วรสารแบบคำต่อคำ  ฟรังซิสดำเนินชีวิตโดยเจริญรอยตามแบบฉบับความยากจนของพระเยซูและในความรักต่อคนยากไร้  สำหรับท่านแล้วความรักสองอย่างนี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกเหมือนสองด้านบนเหรียญเดียวกัน

เธออาจถามพ่อว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะสามารถทำอะไรได้เป็นพิเศษเพื่อที่จะทำให้ตนเองเป็นคนที่มีจิตใจยากจน ให้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต?  พ่อขอตอบโดยกล่าวถึง 3 สิ่งด้วยกัน

ประการแรก  พยายามเป็นอิสระจากวัตถุสิ่งของ  พระเจ้าทรงเรียกให้เราดำเนินชีวิตตามแนวทางของพระวรสาร สำคัญอยู่ที่ความพอเพียงโดยปฏิเสธที่จะยอมแพ้กับวัฒนธรรมแห่งบริโภคนิยม ซึ่งหมายถึงพอใจอยู่กับสิ่งจำเป็นและเรียนรู้ที่จะเจริญชีวิตโดยไม่ต้องมีสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นที่จะทำให้เราเผลอตัว  ให้เราเรียนรู้ที่จะสละจากการเป็นเจ้าของ  จากการบูชาเงินทอง  และจากการใช้จ่ายฟุ่ยเฟือย  ให้เรายอมรับพระเยซูเป็นสิ่งแรก  พระองค์สามารถทำให้เราเป็นอิสระจากการหลงผิดทุกชนิดที่จะทำให้เราตกเป็นทาส  เพื่อนเยาวชนที่รัก! จงวางใจในพระเจ้า   พระองค์รู้จักเราดีและทรงรักเรา  พระองค์ไม่เคยลืมเรา  เฉกเช่นที่พระองค์ทรงดูแล ดอกซ่อนกลิ่นในท้องทุ่ง (เทียบ มธ. 6: 28)  พระองค์จะทรงสร้างหลักประกันว่าเราก็จะไม่ขาดสิ่งที่จำเป็นเช่นเดียวกัน  หากเราจะให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ  เราเองก็ต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา พร้อมกับหลีกเลี่ยงการทำให้หลายสิ่งต้องสูญเสียไป  เฉกเช่นที่เราต้องการความกล้าหาญที่จะเป็นผู้ที่มีความสุข  เราก็จำเป็นต้องกล้าที่จะเจริญชีวิตอย่างเรียบง่ายด้วย

ประการที่สอง  หากเราเจริญชีวิตตามวิถีของมหาบุญลาภ  เราทุกคนต้องมีประสบการณ์กับการกลับใจในมุมมองที่เราเห็นคนจน  เราต้องดูแลพวกเขาและรู้สึกไวต่อความต้องการฝ่ายกายและฝ่ายจิตของพวกเขา  พ่อขอมอบพวกเขาไว้กับพวกเธอเยาวชนเป็นพิเศษสำหรับหน้าที่ที่จะต้องรื้อฟื้นความเอื้ออาทรต่อแก่นแห่งวัฒนธรรมของความเป็นมนุษย์  เมื่อต้องเผชิญกับความยากจนทั้งแบบเก่าแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการตกงาน  การอพยพย้ายถิ่น  การติดยาเสพติดประเภทต่างๆ  เรามีหน้าที่ต้องตื่นตัวและเป็นคนที่คิดเป็น  แล้วต้องหลีกเลี่ยงการประจญที่จะอยู่แบบทองไม่รู้ร้อน  เราต้องนึกถึงทุกคนที่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความรัก  คนที่ไม่มีความหวังในอนาคต  คนที่ยอมแพ้ชีวิตเพราะหมดกำลังใจ และผิดหวังเพราะความกลัว  เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ข้างคนจน  ไม่ใช่ดีแต่พูดเรื่องคนจน  ให้เราออกไปพบพวกเขา  มองตาเขาแล้วฟังเขาพูด  คนจนเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับพระคริสตเจ้าเองและได้สัมผัสกับพระกายที่กำลังเจ็บปวดของพระองค์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ประการที่สาม  คนจนไม่ได้เป็นเพียงคนที่เราต้องให้อะไรบางอย่าง  คนจนมีอะไรมากมายที่จะมอบให้เราและสอนเรา  มีปรีชาญาณมากมายเหลือเกินที่เราต้องเรียนรู้จากคนจน!  ลองคิดดูให้ดี  หลายร้อยปีมาแล้วมีนักบุญองค์หนึ่งที่ชื่อเบเนดิกต์ โจเซฟ ลาเบร  ซึ่งอาศัยอยู่ตามถนนในกรุงโรมและอาศัยทานที่เขาได้รับ  เขาได้กลายเป็นผู้แนะนำฝ่ายจิตวิญญาณให้ผู้คนทุกชนิดรวมถึงผู้มีสกุลรุนชาติและผู้นำฝ่ายศาสนาด้วย  อันที่จริงแล้วคนจนคืออาจารย์ของเรา  พวกเขาแสดงให้เราเห็นว่า คุณค่าของคนไม่ได้วัดกันด้วยความมั่งมี หรือว่าเขามีเงินฝากในธนาคารมากเท่าไร  คนจนหรือคนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในข้าวของมักจะถือความมีศักดิ์ศรีของตน คนจนสามารถสอนเราได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับความสุภาพและความวางใจในพระเจ้า  ในนิทานเปรียบเทียบเรื่องชาวฟาริสีและคนเก็บภาษี (เทียบ ลก. 18: 9-14)  พระเยซูทรงเอาคนเก็บภาษีเป็นแบบฉบับเพราะความสุภาพของเขาและการยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป  หญิงหม้ายที่ถวายเงินสองเหรียญสุดท้ายให้แก่พระวิหารเป็นแบบฉบับของความใจกว้างของทุกคนที่แทบไม่มีอะไรเลย แต่ก็เต็มใจให้ทานทุกสิ่งที่ตนมี (ลก. 21: 1-4)

4.  … เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา

เรื่องใหญ่ใจความของพระวรสารคือพระอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้า  พระเยซูทรงเป็นพระอาณาจักรของพระเจ้าในตัวพระองค์เอง  พระองค์ทรงเป็นเอมมานูแอล หรือ ‘พระเจ้าสถิตกับเรา’  ทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงประทับอยู่กับเรา  และพระอาณาจักรหรือความเป็นใหญ่ของพระเจ้านั่นเองที่ทรงหยั่งรากและเจริญเติบโตขึ้นในจิตใจมนุษย์    พระอาณาจักรจึงเป็นทั้งของขวัญและเป็นพันธสัญญา  มันถูกมอบให้เราแล้วในองค์พระเยซู  แต่มันจะต้องถูกทำให้เป็นจริงบริบูรณ์  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราสวดบทข้าแต่พระบิดาทุกวัน “พระอาณาจักรจงมาถึง”

มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดระหว่างความยากจนกับการประกาศพระวรสาร  และระหว่างหัวข้อของวันเยาวชนโลกครั้งหลังสุด “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (มธ. 28:  19)  และหัวข้อสำหรับปีนี้ “ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ. 5:  3)  พระคริสตเจ้าทรงต้องการพระศาสนจักรยากจน ที่ประกาศพระวรสารให้แก่คนจน  ตอนที่พระเยซูทรงส่งอัครสาวกทั้งสิบสององค์ออกไป พระองค์ทรงตรัสว่า “อย่าหาเหรียญทองเหรียญเงินหรือเหรียญทองแดงใส่ในไถ้  เมื่อเดินทางอย่ามีย่าม อย่ามีเสื้อสองตัว  อย่าสวมรองเท้า  อย่าถือไม้เท้า เพราะคนงานย่อมมีสิทธิ์ได้รับอาหารอยู่แล้ว” (มธ. 10: 9-10)  ความยากจนตามจิตตารมย์ของพระวรสารคือเงื่อนไขพื้นฐานในการขยายพระอาณาจักรของพระเจ้า  การแสดงออกซึ่งความชื่นชมยินดีอย่างทันทีทันใดที่พ่อพบในชีวิตคือตอนที่เห็นคนจนยิ้มซึ่งคนจนเหล่านั้นแทบจะไม่มีอะไรเหลือเลย  การประกาศพระวรสารในยุคของเราจะเกิดขึ้นก็ด้วยผลแห่งความชื่นชมยินดีที่สืบต่อจากกัน

ดังนั้น เห็นแล้วว่า  บุญลาภของคนที่มีจิตใจยากจนจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า  กับสิ่งของที่เป็นวัตถุ  และกับคนจน  อาศัยพระวาจาของพระเยซู เราตระหนักดีว่าเราต้องกลับใจขนาดไหน เพื่อตรรกะแห่ง ‘การเป็นมากกว่า’ จะมาก่อน ‘การมีมากกว่า’  บรรดานักบุญจะสามารถช่วยเราได้มากที่สุดที่จะเข้าใจความหมายที่ล้ำลึกของมหาบุญลาภ  เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งยอห์น ปอล ที่ 2 เป็นบุญราศีที่มีขึ้นในสัปดาห์ที่สองแห่งปัสกาจะเป็นเหตุการณ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นชมยินดี  พระองค์จะทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ที่ยิ่งใหญ่ของวันเยาวชนโลกที่พระองค์ทรงเริ่มประเดิมและให้การสนับสนุนเรื่อยมา  ในสหพันธ์นักบุญพระองค์จะยังทรงเป็นบิดาและมิตรสหายของพวกเธอทุกคน

เดือนเมษายนปีนี้ถือเป็นการครบ 30 ปีแห่งการมอบไม้กางเขนแห่งการไถ่กู้กับเยาวชน  การกระทำที่เป็นสัญลักษณ์ของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2  คือจุดเริ่มต้นแห่งการเดินทางแสวงบุญที่ยิ่งใหญ่ของเยาวชนซึ่งเดินทางไปทั้ง 5 ทวีป  พระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาในวันปัสกาปี 1984 ยังน่าจดจำเสมอ “เยาวชนที่รัก  ในวันจบปีศักดิ์สิทธิ์ พ่อขอมอบเครื่องหมายแห่ง  ปีศักดิ์สิทธิ์นี้แก่พวกเธอ มันคือไม้กางเขนของพระเยซู!  จงแบกไปทั่วโลกในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของพระเยซูเจ้าที่มีต่อมนุษย์  จงประกาศให้ทุกคนทราบว่า มีแต่ในองค์พระคริสตเจ้าผู้ทรงสิ้นพระชนม์และเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพเท่านั้นที่เราจะพบได้กับความรอดและการไถ่กู้”

เพื่อนเยาวชนที่รัก  มักนีฟีกัต อันเป็นบทเพลงของแม่พระผู้มีจิตใจยากจนยังเป็นบทเพลงของทุกคนด้วยที่เจริญชีวิตตามมหาบุญลาภ  ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสารเกิดจากดวงใจที่ในความยากจนนั้นมีความชื่นชมและอัศจรรย์ใจในพระดำรัสของพระเจ้า ดุจดวงหทัยของแม่พระซึ่งทุกชาติทุกภาษาขนานนามว่าเป็น “ผู้มีบุญ”  (เทียบ ลก. 1:  48)  ขอให้แม่พระ พระมารดาของคนจนและดาราแห่งการประกาศพระวรสารใหม่ จงช่วยให้เราเจริญชีวิตตามแนวของพระวรสาร  ให้เป็นผู้ที่มีบุญลาภในการดำเนินชีวิต และให้มีความกล้าหาญเสมอไปที่จะเป็นผู้ที่มีความสุข

จากนครวาติกัน วันที่ 21 มกราคม 2014
วันฉลองนักบุญอักแนส พรหมจารีและมรณสักขี


                                              ฟรังซิส

แปล: ว.วรรณประทีป
เรียบเรียง: คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส แผนกเยาวชน