Resources

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2013 ที่รีโอเดจาเนโร (บราซิล)

โดย เพื่อนคู่คริสต์ | 2 นาที

“จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (เทียบ มธ. 28: 19)

เยาวชนที่รัก

ขอกล่าวสวัสดีพวกเธอทุกคนด้วยความรักและด้วยความชื่นชมยินดี  พ่อมั่นใจว่าหลังจากกลับจากการเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกที่มาตริด หลายคนในพวกเธอคงจะ “หยั่งรากลึกในพระคริสตเจ้า เสริมสร้างขึ้นในพระองค์และมีความเชื่ออย่างมั่นคง” (เทียบ คส. 2: 7) มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ปีนี้ ตามสังฆมณฑลต่างๆ ของเราทำการเฉลิมฉลองความชื่นชมยินดีที่เราเป็นคริสตชนภายใต้หัวข้อ “จงชื่นชมในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา” (ฟป. 4: 4) และเวลานี้ เรากำลังเตรียมตัวเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกซึ่งจะมีขึ้นที่รีโอ เด จาเนโร ในเดือนกรกฎาคม 2013

ก่อนอื่น พ่อขอเชิญพวกเธออีกครั้งให้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญยิ่งนี้  รูปปั้นของพระคริสตเจ้าที่หันพระพักตร์ไปยังนครบราซิลคงจะเป็นสัญลักษณ์ได้อย่างชัดเจนสำหรับเรา  พระหัตถ์ที่กางออกของพระคริสตเจ้าเป็นเครื่องหมายแห่งความพร้อมของพระองค์ที่จะโอบกอดทุกคนที่เข้ามาหาพระองค์  และดวงพระทัยที่แสดงให้เห็นถึงความรักอันเปี่ยมล้นของพระองค์ต่อทุกคนและต่อพวกเธอแต่ละคน  ขอให้พวกเธอจงเข้าไปหาพระองค์เถิด!  จงไปสัมผัสกับประสบการณ์นี้พร้อมกับเพื่อนเยาวชนอื่นๆ ที่มุ่งหน้าเดินทางสู่รีโอ ในงานวันเยาวชนโลกครั้งถัดไป  จงรับความรักของพระคริสตเจ้า แล้วเธอจะกลายเป็นประจักษ์พยานที่โลกกำลังกระหายหาอย่างยิ่ง

พ่อขอเชิญชวนพวกเธอเตรียมตัวสู่วันเยาวชนโลกที่รีโอ เด จาเนโร โดยรำพึงไตร่ตรองหัวข้อของการประชุม “จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” นี่เป็นพระบัญชางานธรรมทูตยิ่งใหญ่ที่พระคริสตเจ้าทรงมอบให้ไว้กับพระศาสนจักรทั้งมวล และมาถึงวันนี้ซึ่งล่วงเลยมา 2 พันปีแล้ว พระบัญชานี้ก็ยังคงเป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นเดิม  พระบัญชาดังกล่าวควรที่จะต้องเป็นพระ สุรเสียงที่ทรงพลังอยู่ในหัวใจของพวกเธอ  ปีแห่งการเตรียมตัวเพื่อการชุมนุมกันที่รีโอ เด จาเนโร ซึ่งตรงกับ ปีแห่งความเชื่อ ที่เริ่มต้นด้วยการประชุมสมัชชาซีนอดของพระสังฆราชภายใต้หัวข้อ “การประกาศพระวรสารแนวใหม่เพื่อการถ่ายทอดความเชื่อของคริสตชน”  พ่อสุขใจมากที่พวกเธอต่างก็มีส่วนร่วมในงานธรรมทูตซึ่งเป็นงานของพระศาสนจักรสากลเช่นเดียวกัน  การทำให้ผู้คนรู้จักพระคริสตเจ้าเป็นของขวัญล้ำค่ามากที่สุดที่พวกเธอสามารถจะนำไปมอบให้กับผู้อื่น

1.  การเรียกร้องเร่งด่วน

ประวัติศาสตร์เผยให้เห็นว่า อาศัยการมอบตนเองให้เป็นของขวัญด้วยใจกว้าง เยาวชนจำนวนมากมีส่วนเสริมสร้างพระอาณาจักของพระเจ้า และช่วยพัฒนาโลกใบนี้ด้วยการประกาศพระวรสาร  พวกเขานำข่าวดีแห่งความรักของพระเจ้าที่แสดงออกในองค์พระคริสตเจ้าไปสู่ผู้อื่นด้วยความกะตือรือร้น  พวกเขาใช้เครื่องมือและความเป็นไปได้ต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้น ซึ่งเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน  เช่น ตัวอย่างที่นึกขึ้นได้ในขณะนี้คือบุญราศี โฮเซ่ เด อาเนธีเอตา (José de Anchieta) เขาเป็นหนุ่มเยซูอิตชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 ไปเป็นธรรมทูตที่ประเทศบราซิลก่อนที่จะมีอายุครบ 20 ปีด้วยซ้ำไป แต่เขาก็ได้กลายเป็นอัครสาวกผู้ยิ่งใหญ่ของโลกใหม่  แต่พ่อก็คิดถึงพวกเธอบางคนด้วยเหมือนกันที่อุทิศตนด้วยใจกว้างสำหรับพันธกิจของพระศาสนจักร  พ่อได้เห็นประจักษ์พยานอันน่าพิศวงใจในวันเยาวชนโลกแล้วที่มาดริด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มีการประชุมกับบรรดาอาสาสมัคร  

ทุกวันนี้เยาวชนหลายคนตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าชีวิตนี้มีอะไรดีบ้างไหม  พวกเขาลำบากใจมากในการค้นหาหนทางเดินของตน  แต่โดยทั่วไปแล้วเยาวชนมองไปที่ปัญหาต่างๆ ของโลก แล้วถามตัวเองว่า มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้บ้างไหม?  แสงสว่างแห่งความเชื่อจะทำให้ความมืดนี้เกิดประกายขึ้นได้  ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจว่า ชีวิตมนุษย์ทุกชีวิตมีคุณค่าจนไม่สามารถจะประเมินได้ เพราะเราทุกคนคือผลแห่งความรักของพระเจ้า  พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคน แม้คนที่ทอดทิ้งพระองค์ไปหรือไม่สนใจพระองค์  พระเจ้าทรงรอคอยเราอย่างอดทน  อันที่จริงแล้วพระองค์ทรงมอบพระบุตรของพระองค์ให้สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ เพื่อที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากความชั่วช้าทั้งหลาย  พระคริสตเจ้าทรงส่งศิษย์ของพระองค์ออกไปเพื่อนำสารแห่งความรอดและชีวิตใหม่ไปยังทุกคนทุกหนทุกแห่ง

ในพันธกิจแห่งการประกาศพระวรสารนี้ พระศาสนจักรต้องอาศัยพวกเธอด้วยเช่นกัน   เยาวชนที่รัก..  เธอต้องเป็นธรรมทูตคนแรกในหมู่เพื่อนร่วมยุคสมัยของเธอ  หลังจากที่การประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่สองสิ้นสุดลง ซึ่งเรากำลังทำการเฉลิมฉลองครบ 50 ปีในปีนี้  สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 ข้ารับใช้ของพระเจ้า ได้ทรงมอบสาส์นให้กับบรรดาเยาวชนโลก สาส์นดังกล่าวเริ่มต้นว่า “เยาวชนชายหญิงของโลกทั้งหลาย สังคายนานี้ใคร่ที่จะมอบสาส์นนี้มายังพวกเธอทุกคน เพราะเป็นพวกเธอ นี่แหละที่จะต้องรับเอาคบเพลิงจากมือของบรรดาผู้ใหญ่ของเธอไปดำเนินชีวิตในโลก ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยิ่งชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์  พวกเธอต้องเอาแบบฉบับและคำสั่งสอนที่ดีที่สุดของพ่อแม่และครูบาอาจารย์ แล้วนำเอาไปหล่อหลอมสังคมของวันพรุ่งนี้ เธอจะรอดหรือพินาศไปพร้อมกันกับสังคม”  สาส์นดังกล่าวสรุปด้วยคำว่า “จงช่วยกันสร้างโลกให้ดีกว่าปัจจุบันด้วยความกะตือรือล้น!” (สาส์นถึงเยาวชน 8 ธันวาคม 1965)

เยาวชนที่รัก..  การเชื้อเชิญนี้ทันกับกาลเวลา  เรากำลังผ่านกาลเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะพิเศษจำเพาะ  ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเปิดประตูให้มีความเป็นไปได้สารพัดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และชนชาติต่างๆ  ทว่าโลกาภิวัตน์แห่งสัมพันธภาพเหล่านี้จะเป็นเชิงบวกและช่วยทำให้โลกพัฒนาขึ้นในความเป็นมนุษย์ก็ต่อเมื่อมันมีพื้นฐานอยู่ในความรักแทนที่จะตั้งอยู่บนฐานของวัตถุนิยม  รักคือสิ่งเดียวที่จะทำให้หัวใจมนุษย์เต็มเปี่ยมและทำให้มนุษย์หันหน้ามาเป็นพี่น้องกัน  พระเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก  เมื่อเราลืมพระองค์ เราก็สิ้นความหวังและทำให้เราไม่สามารถรักผู้อื่นได้  นี่คือเหตุผลจำเป็นที่จะต้องมีพระเจ้าประทับอยู่เพื่อที่คนอื่นจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ดังกล่าว  ความรอดของมนุษย์ขึ้นอยู่กับประเด็นนี้รวมถึงความรอดของเราแต่ละคนด้วย  ใครที่เข้าใจประเด็นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถกล่าวออกมาพร้อมกันกับนักบุญเปาโลว่า “หากข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวดี ข้าพเจ้าย่อมได้รับความวิบัติ” (1 คร. 9: 16)  

2.  เป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้า

กระแสเรียกการเป็นธรรมทูตตกทอดมาถึงเธอด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่ง  และนั่นเพราะเป็นความจำเป็นสำหรับการเดินทางส่วนตัวในความเชื่อของเรา  บุญราศีสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงลิขิตไว้ว่า “ความเชื่อจะมีความเข้มแข็งขึ้นเมื่อมันถูกมอบต่อไปยังผู้อื่น” (Redemptoris Missio, 2)  เมื่อเธอทำการประกาศพระวรสาร เธอเองก็เจริญก้าวหน้าขึ้นในขณะที่เธอกำลังหยั่งรากลึกลงในพระคริสตเจ้า และเกิดมีวุฒิภาวะมากขึ้นในฐานะที่เป็นคริสตชน  การทำหน้าที่เป็นธรรมทูตเป็นมิติสำคัญแห่งความเชื่อ  เราไม่สามารถที่จะเป็นผู้เชื่อที่แท้จริงได้ หากเราไม่ทำการประกาศพระวรสาร  การประกาศพระวรสารคือผลแห่งความชื่นชมที่เกิดจากการที่ได้พบกับพระคริสตเจ้าแล้ว พบพระองค์ดุจศิลาที่เราจะสร้างชีวิตของเราบนศิลานี้ได้ เมื่อเธอกระทำการใดๆ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ประกาศพระวรสารให้กับพวกเขา เมื่อนั้นแหละชีวิตของเธอเอง ที่บ่อยครั้งไม่เป็นโล้เป็นพายเพราะกิจกรรมหลายอย่าง จะพบกับเอกภาพในองค์พระคริสตเจ้า อีกอย่าง นี่จะเป็นการสร้างตัวเธอเองด้วย แล้วเธอจะเจริญเติบโต มีวุฒิภาวะในความเป็นมนุษย์

การเป็นธรรมทูตหมายถึงอะไร? ก่อนอื่นมันหมายถึงการเป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้า  นั่นคือ การฟังการเชื้อเชิญให้ติดตามพระคริสตเจ้าใหม่อีกครั้ง แล้วเงยหน้าขึ้นหาพระองค์ผู้ทรงตรัสว่า “จงเรียนจากเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน” (มธ. 11: 29) ศิษย์คือผู้ที่สนใจและเอาใจใส่ในพระวาจาของพระเยซู (เทียบ ลก. 10: 39)  เป็นผู้ที่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระอาจารย์ที่รักเรามากจนกระทั่งมอบชีวิตให้กับเรา เพราะฉะนั้นเธอแต่ละคนควรที่จะยอมให้พระวาจาของพระองค์หล่อหลอมชีวิตของเธอทุกวัน  พระวาจาจะทำให้เธอเป็นสหายของพระเยซูและทำให้เธอสามารถนำเยาวชนคนอื่นให้เป็นมิตรสหายของพระองค์ด้วย

พ่ออยากให้เธอคิดถึงพระพรต่างๆ ที่เธอได้รับจากพระเจ้าเพื่อที่เธอจะได้สามารถส่งพระพรเหล่านั้นไปยังผู้อื่นต่อไป  จงเรียนรู้จากการกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ชีวิตส่วนตัวของเธอ จงตระหนักให้ดีถึงสิ่งดีงามต่างๆ ที่ตกทอดมาถึงเธอจากชนรุ่นก่อน  ผู้คนที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมากมายมีความกล้าในการถ่ายทอดความเชื่อไปยังผู้อื่นท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ ขอจงอย่าได้ลืมว่าเราเป็นเสมือนสายโซ่ที่เชื่อมโยงมนุษย์ชายหญิง ที่ถ่ายทอดความจริงแห่งความเชื่อและผู้ที่อาศัยเราในการถ่ายทอดความเชื่อดังกล่าวไปยังผู้อื่น  การเป็นธรรมทูตหมายถึงต้องเป็นผู้มีความรู้ ซึ่งได้แก่ความเชื่อของพระศาสนจักร  เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรู้ถึงสิ่งที่เธอเชื่อ เพื่อเธอจะได้สามารถป่าวประกาศได้  ดังที่พ่อเขียนไว้ในหนังสือคำสอนสำหรับเยาวชนที่พ่อมอบให้เธอในวันเยาวชนโลกที่มาดริด “เธอจำเป็นต้องเข้าใจความเชื่อของเธออย่างแม่นยำ เช่นเดียวกันกับที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีรู้ถึงการทำงานภายในของคอมพิวเตอร์  เธอต้องเข้าใจมันดุจนักดนตรีเข้าใจเครื่องดนตรีที่ตนเล่น  เธอต้องหยั่งรากให้ลึกลงไปในความเชื่อมากกว่าชนรุ่นพ่อแม่ เพื่อที่เธอจะได้สามารถสู้กับการท้าทายและหลุมพรางแห่งยุคนี้ด้วยพลังและความตั้งใจเด็ดขาดเข้มแข็ง”

3.  จงออกไป

พระเยซูทรงส่งศิษย์ของพระองค์ออกไปทำพันธกิจพร้อมกับมีพระบัญชาว่า “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง  ผู้ที่เชื่อและรับศีลล้างบาปก็จะรอดพ้น” (มก. 16: 15-16)  การประกาศหมายถึงการนำข่าวดีแห่งความรอดไปสู่ผู้อื่นและทำให้พวกเขาทราบว่า ข่าวดีนี้คือองค์พระเยซูคริสตเจ้าเอง เมื่อข้าพเจ้าได้พบพระองค์  เมื่อข้าพเจ้าทราบว่าพระเจ้าทรงรักข้าพเจ้ามากและพระองค์ทรงช่วยให้ข้าพเจ้ารอดพ้น  ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าไม่ใช่เพียงแต่อยากเท่านั้น แต่มันเป็นความจำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักสำหรับผู้อื่นด้วย  ในบทต้นๆของพระวรสารโดยนักบุญยอห์นเราจะพบว่า ทันที่ที่ได้พบกับพระเยซูอันดรูว์ก็วิ่งไปตามซีมอนผู้น้องทันที (เทียบ 1: 40-42)  การประกาศพระวรสารจะเริ่มต้นด้วยการพบปะกับพระเยซูคริสตเจ้าก่อนเสมอ  ผู้ที่เข้ามาพบกับพระเยซูและมีประสบการณ์กับความรักของพระองค์จะเกิดความอยากทันทีที่จะแบ่งปันความงดงามแห่งการที่ได้พบและความชื่นชมยินดีอันเกิดจากมิตรภาพนี้  ยิ่งเรารู้จักพระคริสตเจ้ามากขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งอยากที่จะพูดถึงพระองค์  ยิ่งเราจะพูดกับพระองค์มากเท่าใด  เราก็ยิ่งอยากที่จะพูดเกี่ยวกับพระองค์  ยิ่งเรายอมจำนนให้กับพระองค์มากเท่าใด  เราก็ยิ่งอยากที่จะดึงคนอื่นให้เข้ามาหาพระองค์มากขึ้นเท่านั้น

อาศัยศีลล้างบาปซึ่งทำให้เรามีชีวิตใหม่  พระจิตเจ้าทรงประทับอยู่ในตัวเราและทรงจุดประกายไฟลงไปในชีวิตจิตใจของเรา  พระจิตทรงชี้นำให้เรารู้จักพระเจ้าเพื่อที่เราจะได้มีมิตรภาพที่ล้ำลึกกับพระคริสตเจ้า  เป็นพระจิตนั้นเองที่ทรงคอยผลักดันให้เราทำความดี  ให้รับใช้ผู้อื่น และให้เรามอบตนเองเพื่อผู้อื่น  อาศัยศีลกำลังเราถูกทำให้มีความเข้มแข็งขึ้นด้วยพระพรแห่งพระจิตเพื่อที่เราจะได้สามารถเป็นประจักษ์พยานต่อพระวรสารอย่างผู้ที่มีวุฒิภาวะ  ดังนั้นพระจิตทรงเรียกร้องให้เราละตัวเองและ “ออกไป” เพื่อทำการประกาศพระวรสาร เยาวชนที่รัก จงปล่อยให้พลังแห่งความรักของพระเจ้านำทางเธอ  ให้ความรักนั้นเอาชนะความโน้มเอียงที่อยากอยู่แต่ในโลกลำพังของเธอ กับปัญหาของเธอ และกับนิสัยเดิมๆของเธอ  จงกล้าที่จะ “ก้าวออก” จากตนเองเพื่อที่จะ “ออกไป” หาผู้อื่น เพื่อที่จะแสดงให้ผู้อื่นเห็นหนทางที่จะได้พบปะกับพระเจ้า

4.  จงไปประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งมวล

พระคริสตเจ้าผู้เสด็จกลับฟื้นพระชนม์ชีพได้ทรงส่งบรรดาศิษย์ของพระองค์ออกไปทั่วโลกเพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงการประทับที่ทรงช่วยให้รอดของพระองค์  เพราะว่าพระเจ้าด้วยความรักที่ล้นเหลือทรงต้องการให้มนุษย์ทุกคนรอดและไม่ต้องการให้มนุษย์ต้องพินาศไปแม้แต่คนเดียว  อาศัยการบูชาที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์บนไม้กางเขน พระเยซูทรงเปิดประตูให้มนุษย์ชายหญิงทุกคนมีโอกาสที่จะรู้จักและเข้ามาอยู่ในสายสัมพันธ์แห่งความรักกับพระองค์  พระองค์ทรงสร้างชุมชนศิษย์เพื่อที่จะให้พวกเขานำเอาสาส์นแห่งความรอดของพระวรสารไปทั่วทุกมุมโลก ไปสู่มนุษย์ชายหญิง ณ ทุกสถานที่และทุกกาลสมัย  ขอให้เราจงได้นำเอาความปรารถนาของพระเจ้ามาเป็นความปรารถนาของเราเถิด!

เยาวชนที่รัก จงเปิดตามองไปรอบตัว  เยาวชนมากมายเหลือเกินมองไม่เห็นความหมายของชีวิตต่อไปแล้ว  จงออกไป! พระคริสตเจ้าทรงต้องการเธอด้วยเช่นกัน  ขอให้เธอยอมจำนนเดินไปตามหนทางแห่งความรักของพระองค์  ขอให้พร้อมที่จะรับใช้ความรักอันยิ่งใหญ่นี้ เพื่อที่ความรักดังกล่าวจะได้แพร่ไปสู่ทุกคน  โดยเฉพาะพอย่างยิ่งผู้ที่ “อยู่ห่างไกลออกไป”  บางคนก็อยู่ไกลในเชิงภูมิศาสตร์  แต่บางคนอยู่ไกลเพราะไม่มีพระเจ้าในหนทางแห่งชีวิตของพวกเขา  บางคนก็ยังไม่ได้รับพระวรสารเลย ในขณะที่บางคนได้รับพระวรสารก็จริงแต่กลับดำเนินชีวิตราวกับว่าไม่มีพระเจ้า  ขอให้เราจงเปิดใจกว้างให้กับทุกคน  ขอให้เราดำเนินการสนทนากับพวกเขาแบบซื่อๆและให้ความเคารพต่อพวกเขา หากการสนทนาดำเนินไปในความเป็นมิตรภาพ มันจะบังเกิดผล  “นานาชาติ” ที่เราได้รับการเชื้อเชิญให้ไปหาไม่ใช่ประเทศต่างๆในโลกเท่านั้น  มันยังหมายถึงวงการต่างๆ ในชีวิตของเราด้วย เช่น ครอบครัว ชุมชน สถานที่เรียนที่ทำงาน กลุ่มมิตรสหาย และสถานที่ซึ่งเราใช้เวลายามย่าง  การประกาศข่าวดีแห่งพระวรสารต้องทำด้วยความชื่นชมยินดีและต้องทำในทุกเวทีแห่งชีวิตของเราโดยไม่มีข้อยกเว้น 

พ่ออยากเน้นสองบริบทด้วยกันที่การทำหน้าที่เป็นธรรมทูตของเธอมีความจำเป็นมากเป็นพิเศษ  เยาวชนที่รัก บริบทแรกคือเวทีแห่งการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของอินเตอร์เน็ต  ดังที่พ่อเคยพูดไว้ในโอกาสอื่นมาแล้ว “พ่อขอให้เธอนำเอาคุณค่าที่พวกเธอสร้างชีวิตขึ้นมาเข้าสู่วัฒนธรรมแห่งบรรยากาศใหม่ในการสื่อสารและระบบไอที ….  มันตกเป็นหน้าที่ของพวกเธอที่ชื่นชอบกับกระบวนการสื่อสารระบบดิจิตอลสมัยใหม่นี้” (สาส์นวันสื่อสารมวลชนโลกครั้งที่ 43 วันที่ 24 พฤษภาคม 2009)  จงเรียนรู้ในการใช้สื่อเหล่านี้อย่างเฉลียวฉลาด  ระวังภัยแอบแฝงของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยของการเสพติด ของการสับสนระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลกมายา และต้องไม่ลืมการสัมผัสตรงเป็นการส่วนตัวและการเสวนาโดยการติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ต  บริบทที่สองได้แก่การเดินทางและการอพยพย้ายถิ่น  ทุกวันนี้ยิ่งวันเยาวชนยิ่งจะเดินทางกันมากขึ้น บางครั้งก็เพื่อการศึกษาหรือเพื่อการทำงาน บางครั้งก็เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ นอกนั้นพ่อยังคิดถึงการอพยพย้ายถิ่นที่หมายถึงคนนับล้านๆคน บ่อยครั้งรวมถึงเยาวชนด้วย ต่างพากันอพยพไปยังภูมิภาคหรือประเทศอื่นด้วยเหตุผล เพราะการเงินหรือเหตุการณ์ทางสังคม ตรงนี้ก็เช่นเดียวกันเราสามารถถือเป็นโอกาสที่พระเจ้าทรงประทานให้เราแบ่งปันพระวรสารกับพวกเขาได้  เยาวชนที่รัก… จงอย่าได้กลัวที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อความเชื่อของเธอในบริบทดังกล่าว  มันเป็นพระพรพิเศษสำหรับผู้ที่เธอพบเมื่อเธอถ่ายทอดความชื่นชมยินดีแห่งการที่เธอได้สัมผัสกับพระคริสตเจ้า

5.  ทำให้พวกเขาเป็นศิษย์

พ่อคาดไว้ว่า บางครั้งพวกเธอจะพบว่าเป็นการยากที่จะเชิญเพื่อนร่วมสมัยให้ได้สัมผัสกับความเชื่อ  เธอก็เห็นแล้วว่าคนหนุ่มสาวไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ จุดหนึ่งในการเดินทางแห่งชีวิต ปรารถนาที่จะรู้จักกับพระคริสตเจ้าเพื่อที่จะดำเนินชีวิตไปตามคุณค่าแห่งพระวรสาร แต่พากันรู้สึกว่าตนเองยังอยู่ห่างไกลและไร้ซึ่งความสามารถ  แล้วเราจะทำอย่างไร?  ประการแรก ความใกล้ชิดและการดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานของเธอเองจะเป็นหนทางซึ่งพระเจ้าจะไปสัมผัสกับดวงใจของพวกเขา การประกาศพระคริสตเจ้ามิได้เป็นแค่เรื่องของวาจา แต่เป็นอะไรที่หมายถึงชีวิตทั้งครบของเธอที่ต้องเปลี่ยนเป็นเครื่องหมายแห่งความรัก มันเป็นความรักที่พระคริสตเจ้าทรงประทานแก่ดวงใจของเราซึ่งทำให้เราเป็นผู้ประกาศพระวรสาร ผลที่ตามมาคือ ความรักของเรายิ่งวันยิ่งจะต้องละม้ายคล้ายกันกับความรักของพระคริสตเจ้าเอง เราควรที่จะเตรียมพร้อมเสมอดุจชาวซามาริตันผู้ใจดี นั่นคือ ให้ความสนใจกับผู้ที่เราพบ ตั้งใจฟังเขา เข้าใจเขา และช่วยเหลือเขา  อาศัยวิธีเหล่านี้เราสามารถนำผู้ที่กำลังแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิตสู่บ้านของพระเจ้า ซึ่งได้แก่พระศาสนจักร ณ ที่ซึ่งทุกคนสามารถมีความหวังและความรอด (เทียบ ลก. 10: 29-37) เยาวชนที่รัก…อย่าลืมว่ากิจกรรมแรกแห่งความรักที่เธอสามารถทำต่อผู้อื่นก็คือการแบ่งปันบ่อเกิดแห่งความหวัง หากเราไม่มอบพระเจ้าให้เขา เราก็ให้เขาน้อยเกินไป!  พระเยซูมีพระบัญชากับอัครสาวกของพระองค์ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต  จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกข้อที่เราให้แก่ท่าน” (มธ. 28: 19-20)  วิธีหลักที่เราต้อง “ทำให้พวกเขาเป็นศิษย์” คือศีลล้างบาปและการสอนคำสอน  นี่หมายถึงการนำประชากรที่เราทำการประกาศพระวรสารให้ได้พบกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงชีวิตในพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  โดยวิธีนี้พวกเขาก็จะเชื่อในพระองค์ พวกเขาต้องสามารถรู้จักพระเจ้าและดำเนินชีวิตในพระหรรษทาน  พ่ออยากให้เธอแต่ละคนถามตัวเองว่า ฉันเคยกล้าที่จะเสนอให้เยาวชนที่ไม่ได้รับศีลล้างบาปเข้ามารับศีลล้างบาปไหม?   ฉันเคยเชิญใครที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันให้ศึกษาค้นคว้าเพื่อที่จะได้พบกับพระคริสตเจ้าไหม? จงภาวนาขอความช่วยเหลือจากพระจิต พระจิตจะทรงเผยให้เธอเห็นหนทางที่จะได้รู้จักและรักพระคริสตเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งจะช่วยให้เธอมีความคิดริเริ่มต่างๆในการเผยแพร่พระวรสาร

6.  ยึดมั่นในความเชื่อ

เมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบากในพันธกิจแห่งการประกาศพระวรสาร บางทีเธออาจถูกประจญให้พูดเหมือนประกาศกเยเรมีห์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร เพราะข้าพเจ้าเป็นแค่เยาวชน” แต่พระเจ้าจะตรัสกับเธอเช่นกันว่า “อย่าพูดว่าข้าพเจ้าเป็นเพียงเยาวชน  เพราะเราสั่งให้เธอไปที่ใด เธอก็ต้องไป” (ยรม. 1: 6-7)  เมื่อใดที่เธอรู้สึกว่าตนยังขาดตกบกพร่อง ไม่มีความสามารถ  หรืออ่อนแอในการประกาศและการเป็นประจักษ์พยานต่อความเชื่อ จงอย่ากลัว  การประกาศพระวรสารมิได้เป็นความคิดของเราเอง และมันก็ไม่ขึ้นอยู่กับความเฉลียวฉลาดสติปัญญาของเรา  มันเป็นการตอบสนองด้วยความนบนอบและด้วยความซื่อสัตย์ต่อการเรียกของพระเจ้า เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีพื้นฐานมาจากพลังอำนาจของเรา แต่มาจากพลังอำนาจของพระเจ้า  นักบุญเปาโลทราบเรื่องนี้ดีจากประสบการณ์ของท่าน “เรามีสมบัตินี้เก็บไว้ในภาชนะดินเผา เพื่อแสดงว่าอานุภาพล้ำเลิศนั้นมาจากพระเจ้า มิใช่มาจากตัวเรา” (2 คร. 4: 7)

ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงอยากให้พวกเธอใช้การสวดภาวนาและศีลศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นฐานราก การประกาศพระวรสารที่แท้จริงเกิดจากการสวดภาวนา และได้รับการหล่อเลี้ยงทำนุบำรุงด้วยการสวดภาวนา เราต้องสนทนากับพระเจ้าเสียก่อนเพื่อที่จะได้สามารถพูดเรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์ ในการสวดภาวนาเราต้องมอบผู้คนที่เราจะถูกส่งไปพบแด่พระเจ้า วิงวอนพระองค์ให้ทรงเปิดใจพวกเขา  เราวิงวอนพระจิตทรงโปรดทำให้เราเป็นเครื่องมือเพื่อความรอดของพวกเขา เราสวดขอพระคริสตเจ้าให้ทรงเอาพระวาจาของพระองค์มาใส่ในปากของเราและทำให้เราเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระองค์ สำหรับทั่วไปแล้วเราสวดสำหรับพันธกิจของพระศาสนจักรทั้งมวลดังที่พระเยซูทรงขอร้องเราอย่างชัดเจนว่า  “ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย จงวอนขอเจ้าของนาให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด” (มธ. 9: 38)   ขอให้เธอแสวงหาชีวิตแห่งความเชื่อและการเป็นประจักษ์พยานในศีลมหาสนิท  ไปฟังมิสซาอย่างสม่ำเสมอทุกอาทิตย์หรือทุกครั้งที่เธอทำได้ในวันธรรมดา  ไปแก้บาปบ่อยๆ  มันเป็นการสัมผัสได้อย่างพิเศษถึงพระเมตตาของพระเจ้าผู้ทรงคอยต้อนรับเรา ให้อภัยเรา และทำให้หัวใจของเรามีความรักมากขึ้น พยายามที่จะรับศีลกำลังหากเธอยังไม่ได้รับ เตรียมตัวให้ดีเพื่อทำหน้าที่  ศีลกำลังก็เหมือนศีลมหาสนิท เป็นศีลแห่งพันธกิจ เพราะศีลนี้ประทานพลังและความรักของพระจิตให้เรากล้าแสดงความเชื่อได้อย่างกล้าหาญ  พ่ออยากให้พวกเธอฝึกการเฝ้าศีลมหาสนิท  เวลาที่ใช้ไปในการฟังและสนทนากับพระเยซูผู้ทรงประทับอยู่ในศีลมหาสนิทนั้นจะเป็นขุมพลังแห่งความกะตือรือล้นใหม่ในงานธรรมทูต

หากเธอเดินไปตามเส้นทางนี้  พระคริสตเจ้าเองจะทรงเป็นผู้ประทานความสามารถให้เธอเป็นผู้ที่สัตย์ซื่ออย่างสิ้นเชิงต่อพระวาจาของพระองค์และเป็นประจักษ์พยานที่กล้าหาญต่อพระองค์  บางครั้งพระองค์จะทรงเรียกร้องให้เธอพิสูจน์ถึงความยืนหยัดมั่นคงของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระวาจาของพระเจ้าไม่ได้รับการต้อนรับหรือถูกขัดแย้งในโลกบางแห่ง พวกเธอบางคนต้องรับทุกข์จากความจริงที่ว่า เธอไม่สามารถเป็นประจักษ์พยานแห่งความเชื่อในพระคริสตเจ้าได้ในที่สาธารณะเพราะขาดเสรีภาพทางศาสนา บางคนต้องเสียชีวิตไปเพราะเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร พ่อขอให้เธอจงยึดมั่นในความเชื่อ โดยมั่นใจว่าพระคริสตเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเธอในการประจลทุกชนิด  พระองค์ทรงตรัสกับเธอเช่นดียวกันว่า “ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุขเมื่อถูกดูหมื่น ข่มเหง และใส่ร้ายต่างๆนานาเพราะเรา จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก” (มธ. 5: 11-12) 

7.  ด้วยกันกับพระศาสนจักรทั้งมวล

เยาวชนที่รัก… หากเธอยึดมั่นอยู่ในความเชื่อ ไม่ว่าเธอจะถูกส่งไป ณ ที่ใด เธอก็จำเป็นต้องพึ่งพระศาสนจักร  ไม่มีผู้ใดสามารถที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อพระวรสารตามลำพังตนเองได้  พระเยซูทรงส่งศิศย์ของพระองค์ออกไปทำพันธกิจพร้อมกัน พระองค์ทรงตรัสกับพวกเขาด้วยคำพหูพจน์เมื่อทรงตรัสว่า “จงไปทำให้พวกเขาเป็นศิษย์ของเรา” การเป็นประจักษ์พยานของเราจะต้องทำไปในฐานะที่เราเป็นสมาชิกของชุมชนคริสตชนเสมอ และพันธกิจของเราจะบังเกิดผลก็ด้วยการที่เรามีสายสัมพันธ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระศาสนจักร เป็นความเอกภาพและความรักซึ่งกันและกันที่จะทำให้ผู้อื่นทราบว่าเราเป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้า (เทียบ ยน. 13: 35)  พ่อต้องขอบคุณพระเจ้าสำหรับงานประกาศพระวรสารน่าอัศจรรย์ที่ชุมชนคริสตชน วัด และกลุ่มต่างๆ ของเรากำลังดำเนินการอยู่ ผลของการประกาศพระวรสารดังกล่าวเป็นของพระศาสนจักรทั้งมวล  ดังที่พระเยซูทรงตรัสว่า “คนหนึ่งหว่าน อีกคนหนึ่งเก็บเกี่ยว” (ยน. 4: 37)

พ่อเว้นไม่ได้ที่จะต้องแสดงความกตัญญูสำหรับพระพรอันยิ่งใหญ่แห่งบรรดาธรรมทูต ที่อุทิศตนอย่างสิ้นเชิงในการประกาศพระวรสารไปจนสุดมุมโลก เช่นเดียวกัน พ่อต้องขอบคุณพระเจ้า สำหรับบรรดาพระสงฆ์และผู้ถวายตัวที่อุทิศตนเองอย่างสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน เพื่อที่พระเยซูคริสตเจ้าจะได้รับการประกาศและได้รับความรัก  พ่ออยากให้เยาวชนที่ได้รับกระแสเรียกจากพระเจ้าได้น้อมรับด้วยความกะตือรือล้น “การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ” (กจ. 20: 35)  สำหรับผู้ที่สละทุกอย่างเพื่อติดตามพระองค์ พระเยซูทรงสัญญาจะตอบแทนร้อยเท่าและชีวิตนิรันดร (เทียบ มธ. 19: 29)

พ่อ ต้องขอบใจบรรดาฆราวาสชายหญิงทุกคน ซึ่งพยายามจนสุดความสามารถที่จะดำเนินชีวิตประจำวันของตนแบบพันธกิจในทุกครั้งที่พวกเขามีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน เพื่อที่พระคริสตเจ้าจะได้รับความรักและเป็นที่ยกย่อง และเพื่อที่พระอาณาจักรจะได้เจริญเติบโตขึ้น  พ่อคิดถึงทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานในเวทีของการศึกษา สุขภาพอนามัย ธุรกิจ การเมือง การเงิน และเวทีอื่นๆที่เป็นบริบทการแพร่ธรรมของฆราวาส  พระคริสตเจ้าต้องการให้ท่านทำหน้าที่อย่างดีและเป็นประจักษ์พยาน  อย่าให้อะไรไม่ว่าจะเป็นความยากลำบากหรือการขาดความเข้าใจมาทำให้ท่านท้อถอยต่อการนำเอาพระวรสารของพระคริสตเจ้า ไปยังทุกแห่งที่ท่านปฏิบัติหน้าที่อยู่  ท่านแต่ละคนต่างเป็นชิ้นส่วนที่มีคุณค่าในแผ่นโมซาอิกแห่งการประกาศพระวรสาร

8.  “พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว!”

เยาวชนที่รัก… ที่สุดพ่ออยากให้เธอตั้งใจสดับฟังจากห้วงลึกของหัวใจซึ่งการเรียกร้องของพระเยซูให้เธอทำการประกาศพระวรสารของพระองค์  อย่างที่รูปปั้นของพระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ที่ รีโอ เด จาเนโรแสดงให้เราเห็น พระหฤทัยของพระองค์เปิดออกด้วยความรักต่อทุกคน และพระหัตถ์ของพระองค์กางออกกว้างเพื่อเอื้อมมายังทุกคน  ตัวเธอเองจงเป็นดวงใจและพระหัตถ์ของพระเยซู!  จงออกไปเป็นประจักษ์พยานต่อความรักของพระองค์  จงเป็นธรรมทูตรุ่นใหม่ที่ถูกบังคับด้วยความรักและด้วยใจเปิดกว้างสู่ทุกคน  จงเดินตามรอยเท้าของธรรมทูตผู้ยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักรเฉกเช่นนักบุญฟรังซิส ซาเวียร์และท่านอื่นๆอีกมากมาย

ตอนปิดการชุมนุมเยาวชนโลกที่มาดริด พ่ออวยพรเยาวชนจำนวนหนึ่งจากหลายทวีปที่กำลังจะเดินทางไปทำพันธกิจแห่งการประกาศพระวรสาร  พวกเขาคือผู้แทนคนหนุ่มสาวที่สะท้อนเสียงของประกาศกอิสยาห์ซึ่งกล่าวกับพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าพร้อมแล้วพระเจ้าข้า  โปรดส่งข้าพเจ้าไป!” (อสย. 6: 8)  พระศาสนจักรไว้ใจพวกเธอและขอบคุณเธอสำหรับความร่าเริงและพลังที่เธอมอบให้กับพระศาสนจักร จงใจกว้างที่จะใช้ความสามารถของเธอรับใช้การประกาศพระวรสาร  เราทราบดีว่าพระจิตจะถูกประทานให้กับผู้ที่เปิดใจกว้างสำหรับการประกาศนี้  แล้วก็จงอย่าได้กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น พระเยซูพระผู้ไถ่โลกจะอยู่กับเธอทุกวันจนกระทั่งสิ้นพิภพ (เทียบ มธ. 28: 20)

การเรียกนี้ที่พ่อมอบให้กับเยาวชนทั่วโลก มีเสียงดังเป็นพิเศษสำหรับเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนแห่งลาตินอเมริกา ระหว่างการประชุมสามัญของพระสังฆราชลาตินอเมริกาที่อาปาเรซีดาในปี 2007  บรรดาพระสังฆราชได้เริ่มโครงการ “พันธกิจแห่งทวีป” เยาวชนเป็นประชากรส่วนใหญ่ในอเมริกาใต้ พวกเขาจึงเป็นทรัพยากรที่มีค่าและสำคัญมากสำหรับพระศาสนจักรและสังคม  จงเป็นธรรมทูตแถวหน้า!  บัดนี้งานชุมนุมเยาวชนโลกจะกลับมาที่ลาตินอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง พ่อจึงใคร่ขอร้องพวกเธอที่เป็นเยาวชนจากทวีปนี้จงได้ถ่ายทอดความเชื่อของเธอด้วยความร้อนรนไปยังเพื่อนๆ จากทั่วโลกด้วย!

ขอให้แม่พระ ดาราแห่งการประกาศพระวรสารแบบใหม่ ซึ่งเราสวดภาวนาวิงวอนภายใต้พระนาม ‘พระมารดาแห่งอาปาเรชีดา’ และ ‘พระมารดาแห่งกัวดาลูป’ จงติดตามเธอไปในพันธกิจของเธอในฐานะที่เธอเป็นประจักษ์พยานต่อความรักของพระเจ้า พ่อขออวยพรพวกเธอทุกคนด้วยความรัก

จากนครวาติกัน วันที่ 18 ตุลาคม 2012
พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16