สาส์นพระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2016 ที่คราคุฟ (โปแลนด์)
“ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา” (มธ. 5: 7)
เยาวชนที่รัก
การเดินทางแสวงบุญของเราไปยังคราคูฟมาถึงช่วงสุดท้ายแล้วซึ่ง ณ ที่นั้นเราจะทำการเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกครั้งที่ 31 ในเดือนกรกฎาคม การเดินทางอันยาวไกลและท้าทายนี้เราได้รับการนำทางด้วยบทเทศน์บนภูเขาของพระเยซูเจ้า เราเริ่มออกเดินทางในปี 2014 โดยการรำพึงพร้อมกันในความสุขแท้ (มหาบุญลาภ) ประการแรก “ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ. 5: 3) หัวข้อไตร่ตรองสำหรับปี 2015 คือ “ผู้มีใจบริสุทธิ์ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า” (มธ. 5: 8) ในช่วงปีหน้านี้ขอให้เรายอมให้พระวาจานี้เป็นแรงบันดาลใจเราเถิด “ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา” (มธ. 5: 7)
- ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตา
อาศัยหัวข้อรำพึงไตร่ตรองนี้วันเยาวชนโลกปี 2016 ที่คราคูฟจะเป็นส่วนหนึ่งของปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาในระดับโลก และทำให้งานเยาวชนโลกปีนี้กลายเป็นการเฉลิมฉลองปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับเยาวชนด้วย แน่นอนทีเดียว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เยาวชนจากทั่วโลกมาชุมนุมกันในปีศักดิ์สิทธิ์ อันที่จริงปีศักดิ์สิทธิ์แห่งการไถ่กู้ (1983-1984) ซึ่งท่านนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 พระสันตะปาปา ได้ทรงขอเยาวชนทั่วโลกให้มาชุมนุมพร้อมหน้ากันในวันอาทิตย์ใบลาน หลังจากนั้นในปี 2000 ซึ่งเป็นปีศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน เยาวชนกว่า 2 ล้านคนจาก 165 ประเทศมาชุมนุมกันที่โรมเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันเยาวชนโลกครั้งที่ 15 พ่อมั่นใจว่าปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับเยาวชนที่คราคูฟจะเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญยิ่งในปีศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นสองครั้งที่ผ่านมา
พวกเธอบางคนอาจถามว่า ปีศักดิ์สิทธิ์ที่พระศาสนจักรทำการเฉลิมฉลองนี้คืออะไร? ข้อความจากหนังสือ เลวีนิติ บทที่ 5 ในพันธสัญญาเดิม จะสามารถช่วยให้เธอเข้าใจความหมายของ “ปีศักดิ์สิทธิ์” สำหรับชนชาติอิสราเอลได้ ทุกๆ 50 ปีประชากรอิสราเอลจะได้ยินเสียงแตร (jobel) เรียกร้องพวกเขา (jobil) ให้ทำการฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นเวลาแห่งการคืนดีกัน (jobal) กับทุกคน ในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขาต้องรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า กับเพื่อนบ้าน และกับสิ่งสร้าง และทำทุกอย่างด้วยจิตตารมณ์แห่งการให้เปล่า นอกเหนือไปจากการทำความดีต่างๆ แล้ว การยกหนี้ให้ผู้อื่น การช่วยผู้ที่ตกอยู่ในความยากจน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และการไถ่ทาสถือว่าต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุน
พระเยซูคริสตเจ้าทรงเสด็จมาประกาศและนำเวลาแห่งพระหรรษทานพิเศษมาให้ พระองค์ทรงนำข่าวดีมามอบให้กับคนจน ทรงปลดปล่อยนักโทษ ทำให้คนตาบอดมองเห็น ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ (เทียบ ลก. 4: 18-19) เราสามารถเข้าใจความหมายของคำว่าปีศักดิ์สิทธิ์ได้มากขึ้นในองค์พระเยซูเจ้าโดยเฉพาะในธรรมล้ำลึกปัสกาของพระองค์ เมื่อพระศาสนจักรประกาศปีศักดิ์สิทธิ์ในพระนามพระคริสตเจ้า เราทุกคนต่างได้รับการเชื้อเชิญให้มีประสบการณ์ในช่วงเวลาพิเศษแห่งพระหรรษทานนี้ พระศาสนจักรต้องมอบเครื่องหมายมากมายแห่งการประทับอยู่และความใกล้ชิดของพระเจ้า พร้อมทั้งปลุกเร้าดวงใจมนุษย์ให้รู้จักแสวงหาแต่สิ่งที่จำเป็นและสำคัญ ที่สำคัญเป็นพิเศษก็คือ ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาเป็น “เวลาที่พระศาสนจักรจะต้องค้นให้พบความหมายแห่งพันธกิจที่ตนได้รับมอบหมายจากพระคริสตเจ้าในวันปัสกา นั่นคือ การเป็นเครื่องหมายและเครื่องมือแห่งพระเมตตาของพระบิดาเจ้า” (บทเทศน์เวลาทำวัตรเย็นวันอาทิตย์ฉลองพระเมตตา วันที่ 11 เมษายน 2015)
- เมตตาเหมือนดั่งพระบิดาเจ้า
หัวข้อสำหรับปีศักดิ์สิทธิ์พิเศษนี้คือ “เมตตาเหมือนดั่งพระบิดาเจ้า” (เทียบ Misericordiae Vultus, 13) หัวข้อนี้เหมาะมากสำหรับวันเยาวชนโลกที่จะมาถึง ดังนั้นขอให้เราทำความเข้าใจให้ดีเกี่ยวกับความหมายพระเมตตาของพระเจ้า
พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมใช้ศัพท์หลายคำด้วยกันเมื่อพูดถึงความเมตตา ศัพท์ที่มีความหมายดีที่สุดสองคำคือ hesed และ rahamim ศัพท์คำแรกเมื่อใช้กับพระเจ้าแสดงถึงความซื่อสัตย์มั่นคงต่อพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชากรของพระองค์ที่พระองค์ทรงรักและให้อภัยความผิดเสมอ ส่วนศัพท์คำที่สอง rahamim ซึ่งตามอักขระอักษรแปลว่า “ส่วนลึกภายใน” หรือสามารถแปลได้ด้วยว่าเป็น “ความเมตตาอย่างจริงใจ” นี่ทำให้เราคิดถึงครรภ์มารดา เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่า ความรักของพระเจ้านั้นเป็นดุจความรักของมารดาที่มีต่อทารกของตน และนี่คือสิ่งที่ประกาศกอิสยาห์นำมาเสนอ “หญิงคนหนึ่งจะลืมบุตรที่ยังกินนมและจะไม่สงสารบุตรที่เกิดจากครรภ์ของนางได้หรือ” แม้หญิงเหล่านี้จะลืมได้ เราจะไม่มีวันลืมเจ้าเลย” (อสย. 49: 15) ความรักประเภทนี้หมายถึงการมีพื้นที่ในตัวเราสำหรับผู้อื่นเสมอ ความรักนี้ช่วยทำให้เราเห็นอกเห็นใจ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนบ้านของเรา
ความเข้าใจในพระคัมภีร์เกี่ยวกับความเมตตาหมายถึงการแสดงออกถึงความรักที่เป็นรูปธรรม ซื่อสัตย์ ให้เปล่า และสามารถที่จะให้อภัย ในข้อความของประกาศกโฮเชยา เราจะเห็นแบบฉบับที่สวยงามมากเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าซึ่งท่านประกาศกเปรียบเป็นดุจความรักของพ่อที่มีต่อลูก “เมื่ออิสราเอลยังเด็ก เราก็รักเขา เราได้เรียกบุตรของเราออกมาจากอียิปต์ เรายิ่งเรียกเขาทั้งหลายมากเท่าใด เขาก็ยิ่งเดินไปจากเรามากเท่านั้น (…) เราสอน เอฟราอิมให้เดิน เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้ แต่เขาไม่รู้ว่าเราเอาใจใส่เขา เราใช้เชือกแห่งมนุษยธรรม และใช้สายสะพายแห่งความรักจูงเขา เราเป็นเหมือนผู้ยกทารกมาจูบแก้ม และก้มลงป้อนอาหารให้เขา” (ฮชย. 11: 1-4) แม้นิสัยเด็กจะไม่ดีและควรได้รับโทษ ความรักของบิดาก็ยังคงสัตย์ซื่อ และพร้อมให้อภัยบุตรที่สำนึกผิดเสมอ ตรงนี้เราจะเห็นว่าการให้อภัยนั้นรวมอยู่ในความเมตตาด้วย “พระเมตตาของพระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงนามธรรม แต่นี่คือความจริงที่เป็นรูปธรรมซึ่งเผยให้เห็นถึงความรักเฉกเช่นผู้เป็นบิดาหรือมารดาที่รักบุตรจนสุดหัวใจ (…) ความรักที่อยู่ใน “สายเลือด” ที่ทะลักออกมาจากภายในโดยธรรมชาติ เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและความเห็นอกเห็นใจ เปี่ยมด้วยพระการุญและพระเมตตา” (Misericordiae Vultus, 6)
พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่บอกเราถึงความรักเมตตาของพระเจ้า (eleos) เป็นการสังเคราะห์ให้เห็นถึงงานของพระเยซูเจ้าที่เสด็จมาในโลกเพื่อทำให้สำเร็จในพระนามของพระบิดาเจ้า (เทียบ มธ. 9: 13) เราสามารถเห็นพระเมตตาของพระเจ้าได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงเมตตาต่อความทุกข์ยากลำเค็ญของมนุษย์ แล้วทรงแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่ต้องการความเข้าใจ ทรงให้การเยียวยารักษา ประทานการอภัย และรวมทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงพูดถึงพระเมตตา ซึ่งแท้ที่จริงแล้วพระองค์คือองค์แห่งความเมตตานั่นเอง
ในพระวรสารบทที่ 15 โดยนักบุญลูกาเราจะพบเรื่องเปรียบเทียบเกี่ยวกับพระเมตตา 3 เรื่อง คือ เรื่องแกะที่หายไป เรื่องเงินเหรียญที่หายไป และเรื่องลูกที่หายไป (ลูกล้างผลาญ) ในเรื่องเปรียบเทียบทั้งสามนี้เรารู้สึกทึ่งในความชื่นชมยินดีของพระเจ้าเมื่อพระองค์พบและให้อภัยคนบาป ใช่…เป็นความชื่นชมยินดีของพระเจ้าที่ทรงให้อภัย! และนี่คือการสรุปพระวรสารทั้งหมด “เราแต่ละคนเป็นแกะที่หายตัวไป เป็นเหรียญที่หายไป เป็นบุตรที่ผลาญเสรีภาพของตนด้วยการบูชาสิ่งเท็จเทียมและหลงละเมออยู่ในความสุขเหลวไหล เราสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป แต่พระเจ้าก็ไม่ลืมเรา พระบิดาเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา พระองค์ทรงเป็นบิดาที่อดทนรอคอยเราอยู่เสมอ พระองค์ทรงเคารพเสรีภาพของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์ตลอดกาล และเมื่อเรากลับมาหาพระองค์ พระองค์ทรงให้การต้อนรับพาเราเข้าบ้านดุจบุตรของพระองค์ เพราะพระองค์ไม่เคยพลาดแม้แต่วินาทีเดียวในการรอคอยเราด้วยความรัก ดวงพระทัยของพระองค์ชื่นชมยินดีกับลูกทุกคนที่กลับคืนมาหาพระองค์ พระองค์ทรงโสมนัสเพราะพระองค์เป็นองค์แห่งความชื่นชมยินดี พระเจ้าทรงชื่นชมยินดีเมื่อเราคนใดคนหนึ่งที่เป็นคนบาปกลับเข้าไปหาพระองค์และขออภัยโทษ” (Angelus 15 กันยายน 2013)
พระเมตตาของพระเจ้าเป็นของจริงและเราถูกเรียกร้องให้มีประสบการณ์ด้วยตัวเอง ตอนที่พ่ออายุ 16 ปี วันหนึ่งขณะที่จะออกไปกับเพื่อนๆ พ่อตัดสินใจแวะไปที่โบสถ์ก่อน พ่อพบพระสงฆ์องค์หนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้พ่อมาก จนพ่ออยากเปิดใจในที่ฟังแก้บาป การพบกันครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตพ่อ พ่อพบว่า เมื่อเราเปิดใจด้วยความสุภาพและโปร่งใส เราสามารถที่จะพบกับพระเมตตาของพระเจ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม พ่อเชื่อมั่นว่าในตัวพระสงฆ์องค์นั้นพระเจ้าทรงประทับอยู่รอพ่อก่อนที่พ่อจะก้าวเข้าไปในโบสถ์เสียด้วยซ้ำ เราทุกคนต่างพากันแสวงหาพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นก่อนหน้าเราแล้ว ทรงรอคอยเรา แล้วพระองค์จะเป็นผู้ที่รอพบเราก่อนเสมอ อาจเป็นได้ว่าใครบางคนในพวกเธอกำลังหนักใจ เธอคงกำลังคิดว่า ‘ข้าพเจ้าได้ทำสิ่งนี้ ทำสิ่งนั้น…’ จงอย่ากลัวเลย! พระเจ้ากำลังรอเธออยู่! พระเจ้าทรงเป็นบิดาและกำลังรอคอยเราอยู่เสมอ ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ ที่รู้สึกถึงการสวมกอดอันทรงเมตตาของพระบิดาในศีลแห่งการคืนดี และได้พบว่าที่ฟังแก้บาปคือสถานที่แห่งความเมตตา อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ยอมให้เราได้สัมผัสความรักเมตตาของพระเจ้าผู้ที่ทรงให้อภัยเราเสมอ
เยาวชนชายหญิงที่รัก เธอเคยรู้สึกถึงการจ้องมองเธอด้วยความรักนิรันดร์ จ้องมองข้ามบาปทั้งมวล มองข้ามข้อจำกัด ความผิดพลาดของเธอ เชื่อมั่นในตัวเธอสม่ำเสมอ พร้อมกับมองมาที่ชีวิตของเธอด้วยความหวังบ้างไหม? นักบุญเปาโลบอกเราว่า “พระเจ้าทรงพิสูจน์ว่าทรงรักเรา เพราะพระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อเราขณะที่เรายังเป็นคนบาป” (รม. 5: 8) เราเข้าใจถึงพลังของพระวาจา จริงๆ หรือเปล่า?
พ่อทราบดีว่าไม้กางเขนสำหรับวันเยาวชนโลกมีความหมายมากขนาดไหนสำหรับพวกเธอทุกคน ไม้กางเขนนี้เป็นของขวัญของนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ที่ได้มอบให้พวกเธอและอยู่กับพวกเธอนับตั้งแต่การชุมนุมเยาวชนโลกปี 1984 และทุกครั้งที่มีการชุมนุมเยาวชนโลก ซึ่งพบเห็นการเปลี่ยนแปลงและการการกลับใจมากมายในชีวิตเยาวชนที่ได้สัมผัสกับกางเขนไม้ที่เรียบง่ายนี้ บางทีเธออาจตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไรคือที่มาของพลังพิเศษของไม้กางเขนนี้? และนี่คือคำตอบ: ไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายของพระเมตตาของเจ้าที่คมชัดที่สุด ไม้กางเขนบอกเราว่าความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์เรานั้นไร้ขอบเขต อาศัยไม้กางเขนเราสามารถสัมผัสกับพระเมตตาของพระเจ้าและสามารถรับพระเมตตาจากพระองค์ได้ ตรงนี้ พ่ออยากเอ่ยถึงเหตุการณ์โจรสองคนที่ถูกตรึงไม้กางเขนข้างพระเยซูเจ้า คนหนึ่งยโสโอหังไม่ยอมรับว่าตนเป็นคนบาป เขาพูดเยาะเย้ยพระเยซูเจ้า ส่วนอีกคนยอมรับว่าตนทำผิด เขาร้องขอพระเยซูเจ้าว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดทรงระลึกถึงข้าพเจ้าด้วยเมื่อพระองค์จะเสด็จสู่พระอาณาจักของพะองค์” พระเยซูเจ้าทรงหันพระพักตรมองเขาด้วยพระเมตตาล้นพ้นพร้อมกับตรัสว่า “วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์” (อ้าง ลก. 23: 32, 39-43) ในสองคนนี้เธอเลือกอยู่ข้างไหน? กับคนยโสโอหังที่ไม่ยอมรับผิด? หรือกับอีกคนหนึ่งที่ยอมรับว่าตนต้องการพระเมตตาของพระเจ้าพร้อมกับทูลวิงวอนขอความเมตตาด้วยจริงใจ? เราสามารถพบความรักที่ปราศจากเงื่อนไขได้จากพระคริสตเจ้าผู้ทรงมอบชีวิตตนเองบนไม้กางเขนและมองเห็นว่าชีวิตของเราเป็นสิ่งมีค่า ทั้งยังให้โอกาสเราเริ่มต้นใหม่เสมอ
- ความชื่นชมยินดีน่าพิศวงของการเป็นเครื่องมือแห่งพระเมตตาของพระเจ้า
พระวาจาของพระเจ้าสอนเราว่า “การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ” (กจ. 20: 35) นี่คือ เหตุผลที่ความสุขแท้ (มหาบุญลาภ) ประการที่ห้าประกาศว่า ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุข เราทราบดีว่าพระคริสตเจ้าทรงรักเราก่อน แต่เราจะเป็นสุขได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเราเข้าไปอยู่ใน “ตรรกะ” แห่งพระพรและความรักที่ทรงให้เปล่านั้น เราค้นพบว่าความรักของพระเจ้าที่ทรงประทานให้เราอย่างเหลือล้นช่วยให้เราสามารถรักผู้อื่นอย่างไร้ขอบเขตได้เหมือนความรักของพระองค์ นักบุญยอห์นกล่าวว่า “ท่านที่รักทั้งหลาย เราจงรักกัน เพราะความรักมาจากพระเจ้าและย่อมบังเกิดจากพระเจ้าและรู้จักพระองค์ ผู้ไม่มีความรักย่อมไม่รู้จักพระเจ้าเพราะพระเจ้าเป็นความรัก… ความรักของพระเจ้าปรากฏให้เราเห็นดังนี้ คือ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรพระองค์เดียวมาในโลกเพื่อเราจะได้มีชีวิตโดยทางพระบุตรนั้น ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าพระเจ้าทรงรักเราเช่นนี้เราก็ควรจะรักกันด้วย” (1 ยน. 4:7-11)
หลังจากการสรุปสั้นๆ ว่าพระคริสตเจ้าทรงประทานพระเมตตาของพระองค์มายังเราเช่นไร พ่อขอนำเสนอบางสิ่งบางอย่างที่จะช่วยให้เราสามารถเป็นเครื่องมือแห่งพระเมตตานี้ต่อผู้อื่นได้
พ่อหวนคิดถึงแบบฉบับของ Pier Giorgio Frassati ท่านกล่าวว่า “พระเยซูเจ้าเสด็จมาเยี่ยมข้าพเจ้าทุกเช้าในศีลมหาสนิท แล้วข้าพเจ้าก็กลับไปหาพระองค์ด้วยการออกไปเยี่ยมคนยากจนด้วยวิธีอันต่ำต้อยของข้าพเจ้า Pier Giorgio เป็นชายหนุ่มซึ่งเข้าใจความหมายของการมีใจเมตตาโดยการตอบรับต่อผู้ที่มีความต้องการมากที่สุด เขาให้คนยากจนมากกว่าวัตถุสิ่งของ ด้วยการอุทิศตนเอง ด้วยการให้เวลา คำพูด และการฟัง เขาอุทิศตนช่วยเหลือคนยากจนอย่างเงียบๆ โดยไม่โอ้อวดผู้ใด เขาปฏิบัติอย่างจริงใจตามที่พระวรสารสอน “ส่วนท่านเมื่อให้ทาน อย่าให้มือซ้ายของท่านรู้ว่ามือขวากำลังทำสิ่งใด เพื่อทานของท่านจะเป็นทานที่ไม่เปิดเผย (มธ. 6: 3-4) พวกเธอลองคิดดูสิ วันก่อนเสียชีวิตเขาป่วยหนักมาก เขายังอุตส่าห์สั่งเสียว่าเพื่อนๆ ผู้ยากจนของเขาควรที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร ในงานศพ ทั้งครอบครัวและเพื่อนต่างพากันตกตะลึงเพราะมีคนจนที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาในงานศพจำนวนมากมาย ซึ่งล้วนเป็นคนยากจนที่ได้รับมิตรภาพและความช่วยเหลือจาก Pier Giorgio ทั้งสิ้น
พ่อชอบนำพระวรสารเรื่องความสุขแท้ (มหาบุญลาภ) มาเชื่อมโยงกับพระวรสารนักบุญมัทธิวบทที่ 25 ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นถึงงานเมตตาธรรม และตรัสว่าเราจะถูกพิพากษาด้วยวิถีปฏิบัติเหล่านี้ ดังนั้น พ่อจึงอยากให้พวกเธอปฏิบัติงานเมตตาธรรมกัน เช่น เลี้ยงคนที่หิวโหย ให้น้ำดื่มกับคนที่กระหาย ให้เสื้อผ้ากับคนที่ไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ ต้อนรับคนแปลกหน้า ช่วยเหลือคนป่วย เยี่ยมผู้ต้องขัง และช่วยฝังคนตาย เป็นต้น ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรมองข้ามงานเมตตาฝ่ายจิตด้วย เช่น ให้คำแนะนำแก่คนที่มีความสงสัย สอนคนที่ไม่รู้ ตักเตือนคนบาป ให้ความบรรเทาใจกับคนที่เป็นทุกข์ ให้อภัยต่อคนที่ผิดใจเรา อดทนกับคนที่ชอบก่อกวน และสวดภาวนาสำหรับผู้เป็นและผู้ตาย เธอคงจะเห็นแล้วว่าความเมตตาไม่ได้หมายถึงแค่เป็น “คนดี” หรือแค่เป็นคนที่มีความรู้สึกสงสารเท่านั้น แต่เป็นมาตรการวัดการเป็นศิษย์เที่ยงแท้ของพระเยซูเจ้า และการเป็นคริสตชนที่น่าเชื่อถือในโลกปัจจุบัน
หากเธอต้องการให้พูดอย่างเจาะจง พ่อขอเสนอว่าสำหรับ 7 เดือนแรกของปี 2016 ให้เธอเลือกปฏิบัติงานเมตตาฝ่ายกายและฝ่ายจิตเดือนละครั้ง เพื่อฝึกปฏิบัติ พร้อมทั้งให้หาแรงบันดาลใจจากคำภาวนาของนักบุญโฟสตินา อัครสาวกผู้ถ่อมตนแห่งพระเมตตาของพระเจ้าในยุคของเรา
“ข้าแต่พระคริสตเจ้า โปรดเสด็จมาช่วยข้าพเจ้า
เพื่อที่สายตาของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา เพื่อที่ข้าพเจ้าจะไม่สงสัยหรือตัดสินด้วยสิ่งที่ปรากฏภายนอก
แต่มองไปยังดวงวิญญาณของเพื่อนบ้านที่มีความสวยงามเสมอและคอยช่วยเหลือพวกเขา
… เพื่อที่หูของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา ในความตั้งใจฟังความเดือดร้อนของเพื่อนบ้าน ไม่นิ่งเฉยต่อความเจ็บปวดและการบ่นของพวกเขา
… เพื่อที่ลิ้นของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา ในการไม่พูดร้ายถึงผู้อื่น แต่ให้ความบรรเทาใจและให้อภัยทุกคน
… เพื่อมือของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตาและทำแต่กิจกรรมดี
… เพื่อเท้าของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา เพื่อข้าพเจ้าจะได้รีบไปช่วยเพื่อนบ้านถึงแม้ข้าพเจ้าจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
… เพื่อหัวใจของข้าพเจ้าจะได้มีเมตตา เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ของเพื่อนบ้าน” (Diary, 163)
สารพระเมตตาของพระเจ้าเป็นแผนการชีวิต ที่ระบุอย่างชัดเจนถึงการลงมือทำ หนึ่งในการลงมือปฏิบัติเมตตากิจที่ชัดเจนและยากที่สุดคือ การให้อภัยแก่ผู้อื่นที่รุกรานเรา แก่ผู้ที่กระทำผิดต่อเรา และแก่ผู้ที่เราถือว่าเป็นศัตรู “บางครั้งดูเหมือนเป็นสิ่งที่ยากมาก แต่การให้อภัยก็เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงมอบให้ไว้ในมือของเราเพื่อที่ได้มาซึ่งความสงบสุขของจิตใจ การสลัดทิ้งซึ่งความโกรธ โทสะ การใช้ความรุนแรงและการแก้แค้น เป็นเงื่อนไขจำเป็นที่จะทำให้เราเจริญชีวิตได้อย่างมีความสุข” (Misericordiae Vultus, 9)
พ่อพบเยาวชนจำนวนมากที่พูดว่าพวกเขาเบื่อโลกที่มีแต่ความแตกแยก มีการต่อสู้กันระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้ที่คิดเห็นแตกต่างที่อยู่คนละฟาก และเกิดสงครามขึ้นในหลายแห่ง ซึ่งบางแห่งใช้ศาสนาสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง เราต้องวอนขอพระเจ้าประทานพระหรรษทานให้เรามีใจเมตตาต่อผู้ที่ทำผิดต่อเรา พระเยซูเจ้าทรงภาวนาให้กับผู้ที่ตรึงพระองค์บนไม้กางเขน “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดแก่เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” (ลก. 23: 34) ความเมตตาเป็นหนทางเดียวที่จะเอาชนะความชั่วได้ ความยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นก็จริง แต่แค่ความยุติธรรมนั้นไม่เพียงพอ จำเป็นต้องควบคู่กันไปกับความเมตตาด้วย พ่อปรารถนาเหลือเกินที่เราจะมาพร้อมหน้ากันสวดภาวนาจากส่วนลึกแห่งดวงใจของเรา เพื่อวอนขอพระคริสตเจ้าให้ทรงมีพระเมตตาต่อเราและต่อโลกทั้งมวล
- คราคูฟกำลังรอคอยพวกเรา!
เหลือเพียงอีกไม่กี่เดือนเราก็จะได้พบกันที่คราคูฟ ประเทศโปแลนด์ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 และนักบุญโฟสตินา โควัลสกา ท่านกำลังรอคอยเราอยู่ด้วยแขนทั้งสองและดวงใจที่เปิดกว้าง พ่อเชื่อว่าพระญาณสอดส่องของพระเจ้าทรงนำเราให้ตัดสินใจเลือกการเฉลิมฉลองปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับเยาวชนที่นครนี้ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งพระเมตตาทั้งสองในยุคสมัยของเรา นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ทรงตระหนักดีว่านี่คือช่วงเวลาแห่งพระเมตตา เมื่อเริ่มสมณสมัยพระองค์ทรงลิขิตสมณสาส์น Dives in Misericordia และเมื่อปีศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 2000 พระองค์ทรงแต่งตั้งซิสเตอร์โฟสตินาเป็นนักบุญและทรงสถาปนาวันฉลองพระเมตตาขึ้น โดยกำหนดให้ทุกวันอาทิตย์ที่สองของเทศกาลปัสกาเป็นวันฉลองพระเมตตา ในปี 2002 พระองค์ทรงทำพิธีเสกสักการะสถานพระเมตตาที่คราคูฟด้วยพระองค์เองและทรงมอบโลกไว้ในความคุ้มครองของพระเมตตา ด้วยแรงปรารถนาว่าสารนี้จะไปถึงมนุษย์ทุกคนในโลกพร้อมกับสร้างความหวังให้กับดวงใจพวกเขา “ประกายไฟนี้จำเป็นต้องได้รับการจุดจากพระหรรษทานของพระเจ้า ไฟแห่งพระเมตตาจำเป็นต้องถูกส่งต่อไปยังโลก ในพระเมตตาของพระเจ้าโลกจะพบกับสันติและมนุษย์จะพบกันความสุข” (บทเทศน์วันเสกสักการะสถานพระเมตตา ที่คราคูฟ วันที่ 17 สิงหาคม 2002)
เยาวชนที่รัก ณ สักการะสถานพระเมตตา ที่คราคูฟ ซึ่งประดิษฐานรูปพระเมตตาของพระเยซูเจ้าอันเป็นที่เคารพของประชากรของพระเจ้า พระเยซูเจ้ากำลังรอคอยเธออยู่ พระองค์ทรงเชื่อใจเธอและหวังที่จะได้พบเธอ พระองค์ทรงมีหลายเรื่องที่จะตรัสกับเธอ จงอย่ากลัวที่จะเพ่งมองดวงตาอันเปี่ยมด้วยรักนิรันดร์ของพระองค์ เปิดใจรับพระเมตตาของพระองค์ที่พร้อมให้อภัยความผิดบาปทั้งมวลของเธอเสมอ เพราะการมองของพระองค์สามารถเปลี่ยนชีวิตและรักษาบาดแผลจิตวิญญาณของเธอได้ พระเนตรของพระองค์สามารถดับความกระหายที่อยู่ ณ ส่วนลึกแห่งดวงใจเธอซึ่งกระหายความรัก สันติ ความชื่นชมยินดีและความสุขแท้จริง จงไปหาพระองค์และจงอย่าได้กลัว จงไปเฝ้าพระองค์และพูดกับพระองค์จากส่วนลึกของหัวใจว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกวางใจในพระองค์” ขอให้เธอได้รับการสัมผัสจากพระเมตตาอันหาขอบเขตมิได้ของพระองค์ เพื่อที่เธอจะได้กลายเป็นอัครสาวกแห่งพระเมตตาด้วยการปฏิบัติ ด้วยคำพูด และด้วยการสวดภาวนาในโลกที่มีบาดแผลเพราะการเห็นแก่ตัว ความเกลียดชังและความสิ้นหวังต่างๆ นานา
จงถือโคมไฟแห่งความรักเมตตาของพระคริสตเจ้าไปกับตัว พ่อขอกล่าวเช่นเดียวกับที่นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 เคยตรัสไว้ว่า – ในทุกมิติแห่งชีวิตประจำวันของเธอในทั่วทุกหนแห่งจนสุดปลายโลกพ่อจะอยู่กับพวกเธอด้วยคำภาวนาและด้วยการให้กำลังใจ พ่อขอมอบพวกเธอไว้ในความอารักขาของพระมารดามารีย์ มารดาแห่งพระเมตตา สำหรับช่วงสุดท้ายแห่งการเดินทางเตรียมตัวฝ่ายจิตสำหรับวันเยาวชนโลกที่คราคูฟ พ่อขออวยพรพวกเธอจากใจจริง
จากนครวาติกัน วันที่ 15 สิงหาคม 2015
วันสมโภชแม่พระยกขึ้นสวรรค์
ฟรังซิส
ว.วรรณประทีป แปล
คณะกรรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส แผนกเยาวชน เรียบเรียง