Resources

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2000 ที่กรุงโรม (อิตาลี)

โดย เพื่อนคู่คริสต์ | 2 นาที

“พระวจนตถ์ทรงรับเอากาย  และมาประทับอยู่ท่ามกลางเรา” (ยน 1:14)

บรรดาเยาวชนที่รัก

  1. 15 ปีมาแล้ว โอกาสปิดปีศักดิ์สิทธิ์ของการไถ่กู้ พ่อได้มอบกางเขนไม้อันใหญ่ให้แก่พวกเธอ และได้ขอให้พวกเธอแบกไม้กางเขนนี้ไปทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความรักที่พระเยซูเจ้าได้ทรงมีต่อเรามนุษย์ และเพื่อประกาศแก่ทุกคนว่ามีแต่ในองค์พระคริสตเจ้าที่สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพแล้วเท่านั้นที่เราจะพบกับความรอดและการไถ่กู้ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กางเขนที่แบกด้วยมือและด้วยดวงใจที่กว้างขวางของพวกเธอ ก็ได้เดินทางแสวงบุญอันยาวนานข้ามน้ำข้ามทวีปต่าง ๆ อย่างไม่มีขาดช่วง เพื่อสาธิตให้เห็นว่ากางเขนนั้นได้เดินเคียงคู่ไปกับบรรดาเยาวชน และพวกเธอเยาวชนก็ได้เดินเคียงคู่ไปกับไม้กางเขนนั้น

    รอบ ๆ “กางเขนปีศักดิ์สิทธิ์” นี้ วันชุมนุมเยาวชนโลกก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา และได้พัฒนามาเป็น “ช่วงเวลาของการพักผ่อน”   ที่มีความหมาย ควบคู่ไปพร้อมกับการเดินทางของพวกเธอในฐานะที่เป็นเยาวชนคริสตชน เป็นการเชื้อเชิญที่หนักแน่นสม่ำเสมอเพื่อที่จะสร้างชีวิตบนศิลาอันได้แก่องค์พระคริสตเจ้า เราจะพลาดโอกาสที่จะสรรเสริญพระเจ้า สำหรับพระพรนานัปประการที่ก่อเกิดอยู่ในดวงใจของเราแต่ละคนและในพระศาสนจักรทั้งมวลได้อย่างไรกัน? ต้องขอบคุณวันชุมนุมเยาวชนโลก ซึ่งในภาคสุดท้ายของศตวรรษนี้ ได้ก่อให้เกิดการเดินทางของบรรดาเยาวชนผู้เชื่อศรัทธาในพระเจ้าเข้าสู่  สหัสวรรษใหม่

    หลังจากที่ได้เดินทางข้ามทวีปต่าง ๆ เวลานี้กางเขนนั้นก็ได้เดินทางกลับมาสู่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่งพร้อมด้วยคำภาวนาและข้อตั้งใจของบรรดาเยาวชนนับล้าน ๆ คนที่ตระหนักว่ากางเขนนี้เป็นดังเครื่องหมายที่เรียบง่ายและ ศักดิ์สิทธิ์แห่งความรักของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ เพราะว่ากรุงโรมดังที่พวกเธอก็รู้กันอยู่แล้ว ว่าจะเจ้าภาพในการจัดวันชุมนุมเยาวชนโลกในปี ค.ศ. 2000 ณ ใจกลางของปีปีติการุญนี้

    ฉะนั้น บรรดาเยาวชนที่รัก พ่อขอเชื้อเชิญพวกเธอให้ทำการบุญยาตราเข้าสู่กรุงโรมด้วยความชื่นชมยินดีสำหรับการนัดหมายทางพระศาสนจักรที่สำคัญนี้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วจะเป็น “ปีปีติการุญของเยาวชน” (Youth Jubilee) จงเตรียมตัวให้พร้อมที่จะก้าวเดินเข้าสู่ประตูศักดิ์สิทธิ์ โดยตระหนักว่าการเดินผ่านประตูนี้ก็เพื่อเป็นการเสริมความเชื่อในองค์พระเจ้าให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อที่จะเจริญชีวิตใหม่ที่พระองค์ได้ประทานให้แก่เรา (เทียบ Incarnationis Mysterium, 8)

  2. พ่อได้สรรเลือกถ้อยคำ ที่นักบุญยอห์นอัครสาวกได้พรรณาถึงรหัสธรรมการรับเอากายเป็นมนุษย์ของ
    พระเจ้าไว้อย่างลึกซึ้งว่า : “พระวจนะทรงรับเอากาย และมาประทับอยู่ท่ามกลางเรา” (ยน 1:14) ให้เป็นหัวข้อสำหรับวันชุมนุมเยาวชนโลกครั้งที่ 15 ของพวกเธอในครั้งนี้  สิ่งที่ทำให้ความเชื่อคริสตชนแตกต่างจากของศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมดก็ได้แก่ความแน่นอนที่ว่ามนุษย์ที่ชื่อเยซูชาวนาซาแรทนี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นพระวจนะที่ทรงรับเอากาย เป็นพระบุคคลที่สองในพระตรีเอกภาพผู้เสด็จลงมาบนโลก  “สิ่งนี้แหละคือความเชื่อมั่นที่น่ายินดีของพระศาสนจักรตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อไรก็ตามที่พระศาสนจักรขับร้อง ‘รหัสธรรมของศาสนาของเรา’ ที่ว่า ‘พระองค์ได้ทรงเผยแสดงพระองค์ในการรับเอากาย'” (Catechism of the Catholic Church, 463) พระเจ้าพระบุคคลที่มิอาจแลเห็นได้นั้น ก็ได้กลับมามีชีวิตและประทับอยู่ในพระบุคคลของพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระนางมารีย์พระมารดาของพระเจ้า(Theotokos) พระเยซูชาวนาซาแรทนั้นทรงเป็นเอมมานูเอลหรือพระเจ้าที่ประทับอยู่กับเรา : ใครที่รู้จักพระองค์ก็รู้จักพระเจ้า ใครที่เห็นพระองค์ก็เห็นพระเจ้า ใครที่ติดตามพระองค์ก็ติดตามพระเจ้า และใครที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า (เทียบ ยน 12:44-50) ในพระเยซูที่บังเกิดที่เบธเลแฮมนั้นเป็นองค์พระเจ้าที่ได้เข้าทำการสวมกอดสภาวะความเป็นมนุษย์ ได้ทำให้พระองค์เองเป็นพระบุคคลที่เข้าหาได้ และได้กระทำ        พันธสัญญากับมวลมนุษย์

    ในคืนก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ พ่ออยากจะขอร้องพวกเธออีกครั้งหนึ่งให้เปิดประตูให้กว้างสำหรับองค์ พระคริสตเจ้าผู้ที่ “จะประทานอำนาจให้แก่ผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ได้กลับกลายเป็นบุตรของพระเจ้า” (ยน 1:12) การต้อนรับพระเยซูคริสตเจ้านั้นหมายถึงการยอมรับคำสั่งจากพระบิดาเพื่อที่จะเจริญชีวิต ด้วยการรักพระองค์และเพื่อนพี่น้องชายหญิงของเรา โดยให้ความร่วมมือแบ่งปันกันแก่ทุก ๆ คน อย่างไม่มีการแบ่งแยก มันหมายถึงการเชื่อว่าในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแม้ว่าจะเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและการทนทุกข์ทรมานก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วคุณค่าที่เหลืออยู่ก็คือชีวิตและความรัก เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อที่จะประทับอยู่กับเรา เพื่อว่าเราจะได้อยู่ร่วมกับพระองค์

    โดยการรับเอากายพระคริสตเจ้าได้กลายเป็นคนยากจน เพื่อที่จะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นด้วยความยากจนของพระองค์ และพระองค์ก็ได้ประทานการไถ่กู้ให้กับเราซึ่งเป็นผลมาจากพระโลหิตที่พระองค์ได้ทรงหลั่งบนไม้กางเขน (เทียบ Catechism of the Catholic Church, 517) บนเนินกัลวารีโอ “พระองค์ทรงรับทนความทุกข์ทรมานแทนเรา…   พระองค์ถูกแทงทะลุด้วยความผิดบกพร่องของเรา” (อิสยาห์ 53:4-5) การเสียสละสูงสุดของชีวิตพระองค์ที่ประทานให้อย่างฟรี ๆ สำหรับความรอดของเรานั้น ได้แก่    การพิสูจน์ของความรักที่ไม่มีขอบเขตของพระเจ้าสำหรับเรา นักบุญยอห์นอัครสาวกได้บันทึกไว้ว่า “พระเจ้าทรงรักโลกมากจนถึงกับประทานพระบุตรแต่องค์เดียว เพื่อว่าทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะได้ไม่พินาศไปแต่กลับจะมีชีวิตนิรันดร์” (ยน 3:16) พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรมาแบ่งปันสภาพการเป็นมนุษย์ของเราทุกอย่างยกเว้นแต่บาป พระเจ้ายัง “มอบ” พระบุตรให้แก่มนุษย์อย่างสิ้นเชิง แม้จะมีการดื้อดึงและการปฏิเสธที่โอนเอียงไปในทางฆ่าคนของพวกเขาก็ตาม (เทียบ มธ21:33-39) เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งการกลับใจของพวกเขาโดยผ่านทางความตายของพระบุตร “องค์พระเจ้าแห่งสิ่งสร้างได้รับการเผยแสดงว่า เป็นพระเจ้าแห่งการไถ่กู้ เป็นพระเจ้าที่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อความรักที่พระองค์ทรงมีสำหรับมนุษย์และสำหรับโลก ซึ่งสิ่งนี้พระองค์ได้เผยแสดงให้รู้ตั้งแต่วันที่สร้างโลกแล้ว….มนุษย์ช่างประเสริฐยิ่งใหญ่สักเพียงไรหนอในสายพระเนตรของพระผู้สร้าง ถ้าเขาได้ครอบครองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ซึ่งได้แก่องค์พระผู้ไถ่เองมาเป็นกรรมสิทธิ์” (Redemptor Hominis, 9.10)

    พระเยซูได้เดินหน้าเข้าหาความตายของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ถอยออกจากผลที่ตามมาใด ๆ ของการ “อยู่กับเรา” (Emmanuel) เลย พระองค์ได้เข้ามาแทนที่เรา โดยการไถ่โทษเราจากความชั่วร้ายและบาปด้วยการตายบนกางเขน (เทียบ Evangelium Vitae, 50) เหมือนดังเช่นนายร้อยชาวโรมัน ที่เห็นลักษณะการตายของพระเยซูเจ้าก็ได้เข้าใจทันทีว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า (เทียบ มธ 15:39) ดังนั้นเราด้วยเช่นกัน โดยอาศัยการเห็นและรำพึงไตร่ตรองถึงองค์พระเจ้าผู้ถูกตรึง    เราก็เข้าใจได้ว่าพระเจ้านั้นแท้จริงแล้วเป็นใครกัน ดังที่พระองค์ได้ทรงเผยแสดงความรักของพระองค์อย่างลึกซึ้งต่อมนุษยชาติในองค์พระเยซูเจ้า (เทียบ Redemptor Hominis, 9) “Passion” หมายถึงความรักที่หลงใหลดูดดื่ม การให้ตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข ดังนั้นพระทรมาน(passion)ของพระคริสตเจ้านั้นจึงเป็นการมอบชีวิตทั้งครบให้แก่พี่น้องชายหญิงของพระองค์ เพื่อที่จะเผยแสดงให้เห็นถึงดวงหทัยของพระบิดา กางเขนซึ่งดูเหมือนที่จะลอยขึ้นมาจากแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการลอยลงมาจากสวรรค์ โดยห้อมล้อมจักรวาลไว้ในอ้อมกอดของพระเจ้า กางเขนได้แสดงให้เห็นว่า “เป็นศูนย์กลาง เป็นความหมาย และเป็นเป้าหมายของประวัติศาสตร์ทั้งมวลและของชีวิตมนุษย์ทุกชีวิต” (Evangelium Vitae, 50)

    “มนุษย์ผู้หนึ่งได้ตายสำหรับทุกคน” (2 คร 5:14) : พระคริสตเจ้า “ได้มอบตนเองเป็นดังเครื่องหอมบูชาและยัญบูชาแด่พระเจ้าแทนเรา” (อฟ 5:2) เบื้องหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้านั้นก็คือแผนการณ์แห่งความรัก ซึ่งความเชื่อทางพระศาสนจักรเรียกว่าเป็น “รหัสธรรมของการไถ่กู้” : ที่ซึ่งมนุษยชาติทั้งมวลได้รับการช่วยให้รอด นั่นก็คือ เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาปและได้รับการนำเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า พระคริสตเจ้าเป็นพระเจ้าของสวรรค์และแผ่นดิน ใครก็ตามที่ฟังพระวาจาของพระองค์และเชื่อในพระบิดาที่ส่งพระองค์มาจะได้รับชีวิตนิรันดร (เทียบ ยน 5:24) พระองค์คือ “ลูกแกะของพระเจ้าผู้ยกบาปของโลก” (ยน 1:29,36) เป็นพระมหาสมณะผู้ซึ่งได้รับความทุกข์ทรมานเช่นเดียวกันกับเรา ได้สามารถแบ่งปันความอ่อนแอ   บกพร่องของเรา (เทียบ ฮบ 4:14) และ “ถูกทำให้สมบูรณ์พร้อม” โดยอาศัยประสบการณ์ที่เจ็บปวดทรมานแห่งกางเขน ได้กลับกลายเป็น “ต้นกำเนิดของความรอดชั่วนิรันดร์สำหรับทุกคนที่นบนอบเชื่อฟังพระองค์” (ฮบ 5:9)

  3. เยาวชนที่รัก ในการเผชิญหน้ากับรหัสธรรมที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ให้เธอเรียนรู้ที่จะยกจิตใจขึ้นด้วยท่าทีแห่งการรำพึงไตร่ตรอง หยุดและพินิจดูด้วยความพิศวงในองค์พระกุมารที่พระนางมารีย์ได้นำมาสู่โลก ห่อหุ้มพระกายด้วยผ้าอ้อมและวางอยู่บนรางหญ้า : กุมารน้อยนั้นเป็นพระเจ้าเองที่เสด็จมาประทับท่ามกลางเรา  จงมองดูที่พระเยซูชาวนาซาแรทผู้ซึ่งบางคนก็ต้อนรับ บางคนก็ดูหมิ่น รังเกียจ และปฏิเสธ : พระองค์เป็นพระผู้ไถ่ของเราทุกคน      จงนมัสการองค์พระคริสตเจ้า พระผู้ไถ่ของเรา ผู้ซึ่งได้ไถ่เราให้เป็นไทและปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากบาปและความตาย :  พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงชีวิต และเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิต

    จงรำพึงและทบทวนไตร่ตรองดูว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างเราให้มาแบ่งปันในชีวิตของพระองค์เอง พระองค์ได้ทรงเรียกเราให้มาเป็นลูกของพระองค์ เจริญชีวิตเป็นสมาชิกในพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า เป็นพระวิหารที่สว่างช่วงโชติของพระจิตแห่ง  ความรัก พระองค์ทรงเรียกเราให้มาเป็นของพระองค์ : พระองค์ทรงต้องการให้เราทุกคนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ บรรดาเยาวชนที่รักขอให้เธอมีความเห่อเหิมที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ดังที่พระองค์ทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เถิด

    เธออาจจะถามพ่อว่า ยังมีความเป็นไปได้อีกหรือที่จะทำตนให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ในโลกปัจจุบันนี้? ถ้าเราต้องพึ่งพาอาศัยแค่พลังความเข้มแข็งของมนุษย์เท่านั้น การที่จะทำตนให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ที่จริงแล้วพวกเธอก็ตระหนักดีถึงภาระที่หนักที่ทับถมลงมายังมนุษย์ อันตรายมากมายที่เฝ้าคุกคามมนุษย์อยู่ และผลที่ตามมาอันเนื่องมาจากสาเหตุของบาปที่มนุษย์ได้กระทำ บางครั้งบางคราวเราอาจจะถูกเกาะกุมด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง และแม้แต่ที่จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะมาเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ว่าจะเป็นในโลกนี้หรือในตัวของเราเองก็ตาม


    ถึงแม้ว่าการเดินทางเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ดูจะยากลำบาก แต่เราก็สามารถที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ในพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระผู้ไถ่ของเรา ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่เราจะต้องหันไปหาใครอีกนอกจากองค์พระเยซูเจ้า และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปมองหาสิ่งใดที่ไหนอีกเพราะมีแต่พระองค์เท่านั้นที่สามารถประทานให้กับเธอได้ เพราะว่า “นามทุกนามในโลกนี้ที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์นั้น มีเพียงนามนี้เท่านั้นที่จะช่วยเราให้รอดได้” (กิจการ 4:12) พร้อมกับพระคริสตเจ้าองค์พระผู้ศักดิ์สิทธิ์แผนการณ์ของพระเจ้าสำหรับผู้ที่ได้รับศีลล้างทุกคนก็เป็นไปได้ จงวางไว้ใจในพระองค์ เชื่อมั่นในฤทธิ์อำนาจที่ไม่มีวันถูกทำลายลงได้ของพระวรสารและวางความเชื่อศรัทธาเป็นดังฐานแห่งความหวังของพวกเธอ พระเยซูดำเนินไปพร้อมกับพวกเธอ ทรงฟื้นฟูดวงใจของพวกเธอและทำให้เข้มแข็งขึ้นด้วยความกระปรี้กระเปร่าของพระจิตของพระองค์

    บรรดาเยาวชนจากทุกทวีป จงอย่ากลัวที่จะทำตนให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งสหัสวรรษใหม่ จงรำพึงไตร่ตรอง รักการภาวนา ยึดมั่นในความเชื่อของเธอ และมีใจกว้างในการรับใช้เพื่อนพี่น้องชายหญิงของพวกเธอ จงเป็นสมาชิกที่กระตือรือร้นของพระศาสนจักรและเป็นผู้สร้างสันติภาพ และเพื่อที่จะทำให้โครงการชีวิตที่เรียกร้องนี้สำเร็จไป พ่อขอให้พวกเธอเฝ้าฟังพระวาจาของพระองค์ต่อไป ดึงเอาพลังจากศีลศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีลมหาสนิทและศีลอภัยบาป พระเจ้าทรงต้องการให้เธอเป็นสาวกที่อดทนเข้มแข็งแห่งพระวรสารของพระองค์และเป็นผู้สร้างของมนุษยชาติใหม่ ที่จริงแล้วเธอจะพูดได้อย่างไรว่าเธอเชื่อในพระเจ้าที่บังเกิดเป็นมนุษย์ โดยที่ไม่ยึดมั่นในจุดยืนที่จะต่อต้านทุกสิ่งที่จ้องทำลายความเป็นมนุษย์และครอบครัว? ถ้าเธอเชื่อว่าพระคริสตเจ้าได้ทรงเผยแสดงความรักของพระบิดาสำหรับทุกคน เธอก็จะต้องไม่ล้มเลิกที่จะให้ความร่วมมือในการเสริมสร้างโลกใหม่ โลกที่ตั้งอยู่บนฤทธิ์อำนาจแห่งความรักและการให้อภัย บนการดิ้นรนต่อสู้กับความอยุติธรรมและความทุกข์ยากทางกายทางศีลธรรมและทางจิต บนการผลิกหันเหของการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ไปสู่การรับใช้มนุษย์และการพัฒนาตนทั้งครบ

  4. พ่ออยากให้ปีปีติการุญซึ่งเวลานี้ได้มาถึงที่ธรณีประตูแล้ว ได้เป็นโอกาสดีสำหรับการฟื้นฟูชีวิตฝ่ายจิตที่กล้าหาญ และเป็นการเฉลิมฉลองที่พิเศษสุดแห่งความรักของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์อย่างแท้จริง พระศาสนจักรทั้งมวลอยากให้มีการขับ       “บทเพลงสรรเสริญและโมทนาคุณต่อพระบิดาเจ้า ผู้ซึ่งในความรักอันหาที่เปรียบมิได้ของพระองค์ที่ประทานให้แก่เราในองค์พระคริสตเจ้าเพื่อเป็น ‘พลเมืองเดียวกับประชากรของพระเจ้าพร้อมกับบรรดานักบุญและสมาชิกของครอบครัวของพระเจ้า’    (อฟ 2:19)” (Incarnationis Mysterium, 6) ขอให้เราดึงการปลอบโยนออกมาจากความแน่นอนที่นักบุญเปาโลอัครสาวกได้แสดงออกมาว่า : ถ้าพระเจ้าไม่ได้หวงแหนพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ประทานให้แก่เรา แล้วพระองค์จะล้มเหลวที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่กับพระองค์แก่เราได้อย่างไรกัน? ใครเล่าที่จะสามารถแยกเราออกจากความรักของพระคริสตเจ้าได้? ในทุก ๆ    เหตุการณ์ของชีวิตแม้กระทั่งความตาย เราสามารถที่จะเป็นมากกว่าผู้ชนะ อาศัยฤทธิ์กุศลขององค์พระผู้ทรงรักเราจนยอมตายบนไม้กางเขนเพื่อเรา (เทียบ โรม 8:31-37)

    รหัสธรรมแห่งการรับเอากายของพระบุตรพระเจ้าและรหัสธรรมแห่งการไถ่กู้ที่พระองค์ได้ทรงกระทำสำหรับเรามุนษย์ทุกคน ได้ประกอบกันขึ้นเป็นศูนย์ข่าวสารแห่งความเชื่อของเรา พระศาสนจักรได้ประกาศสิ่งนี้มาเป็นศตวรรษแล้ว โดยการย่ำอยู่ “ท่ามกลางความเข้าใจผิด การเบียดเบียนของโลก และการปลอบประโลมของพระเจ้า” (S. Augustine, De Civ. Dei 18, 51, 2; PL 41, 614) และพระศาสนจักรได้ส่งมอบต่อให้กับลูก ๆ ของตนเป็นดังขุมทรัพย์อันประเสริฐที่จะต้องเฝ้ารักษาและแบ่งปัน

    เธอด้วยเช่นกัน บรรดาเยาวชนที่รัก เธอเป็นทั้งผู้รับและผู้พิทักษ์มรดกนี้ : “นี่คือความเชื่อของเรา นี่คือความเชื่อของพระศาสนจักร และเราก็ภูมิใจที่จะประกาศยืนยันความเชื่อนี้ในองค์พระเยซูคริสตเจ้าพระเจ้าของเรา” (Roman Pontifical, Rite of Confirmation) เราจะยืนยันข้อความเชื่อนี้ด้วยกันในโอกาสวันชุมนุมเยาวชนโลกที่จะมาถึงนี้ ซึ่งพ่อคาดหวังว่าพวกเธอหลายคนคงจะมาร่วมในงานชุมนุมครั้งนี้ กรุงโรมถือเป็น “เมืองวิหารของพระเจ้า” ที่ซึ่งความทรงจำเกี่ยวกับอัครสาวกเปโตรและเปาโลและมรณสักขีคนอื่น ๆ เป็นสิ่งช่วยเตือนใจนักแสวงบุญเกี่ยวกับกระแสเรียกของผู้ที่รับศีลล้างบาปทุกคน  เราจะกล่าวบทยืนยันความเชื่อของนักบุญเปโตรอัครสาวกต่อหน้าโลกในเดือนสิงหาคมปีหน้าอีกครั้งหนึ่งว่า “พระเจ้าข้าเราจะไปหาใครเล่า? พระองค์มีพระวาจาทรงชีวิตนิรันดร์” (ยน 6:68) เพราะว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (มธ 16:16)

    และสำหรับพวกเธอเด็กหญิงชายที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ในศตวรรษหน้าทุกคน พวกเธอได้รับมอบ “หนังสือทรงชีวิต” ซึ่งในคืนวันก่อนคริสต์มาสปีนี้พระสันตะปาปา ผู้ซึ่งจะเป็นบุคคลแรกที่จะก้าวเดินข้ามธรณีประตูศักดิ์สิทธิ์เข้าไป จะแสดงหนังสือนี้ต่อพระศาสนจักรและต่อโลกว่าเป็นดังบ่อน้ำพุทรงชีวิตและเป็นความหวังสำหรับสหัสวรรษที่สาม (Incarnationis Mysterium, 8)

    ขอให้หนังสือทรงชีวิตนี้ได้กลายเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุดของพวกเธอ : ในการศึกษาค้นคว้าด้วยความเอาใจใส่ และในการตอบรับพระวาจาพระเจ้าด้วยใจกว้าง เธอก็จะค้นพบความมั่งคั่งและพลังความเข้มแข็งสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันของเธอ    เธอจะพบกับแรงบันดาลใจสำหรับพันธกิจที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการสร้างอารยธรรมแห่งความรัก

  5. ให้เราเวลานี้ยกสายตาขึ้นหาพระนางพรหมจารีพระมารดาของพระเจ้า ผู้ซึ่งทางกรุงโรมได้สะสมไว้เป็นอนุสาวรีย์หนึ่งที่แรกเริ่มและได้รับเกียรติมากที่สุด ที่ซึ่งความศรัทธาภักดีของคริสตชนได้อุทิศให้แก่พระนาง อันได้แก่ วิหารแม่พระแห่งหิมะ (Basilica of Saint Mary Major) 

    การรับเอากายของพระวจนะและการไถ่กู้มนุษยชาตินั้น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับการแจ้งข่าวของอัครเทวดาคาเบรียล เมื่อพระเจ้าได้ทรงเผยแสดงแผนการณ์ของพระองค์กับพระนางมารีย์ และได้พบในพระนางซึ่งดวงใจดวงหนึ่งที่เปิดกว้างเต็มที่ต่อพระราชกิจแห่งความรักของพระองค์ พระนางซึ่งเป็นเยาวชนคนหนึ่งเหมือนกับพวกเธอ เป็นเวลาหลายศตวรรษทีเดียวที่ความศรัทธาภักดีของคริสตชนได้หวนรำลึกถึงการเข้ามาของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ของมนุษย์อยู่ทุก ๆ วัน ด้วยการขานบท “เทวฑูตถือสาร” (Angelus Domini) ขอให้บทภาวนานี้ได้กลายเป็นบทรำพึงอธิษฐานประจำวันของพวกเธอ

    พระนางมารีย์เป็นดังรุ่งอรุณที่นำหน้าการโผล่ขึ้นมาของดวงอาทิตย์แห่งความยุติธรรม ซึ่งได้แก่องค์พระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา และด้วยการตอบรับ “yes” ของพระนางในการแจ้งข่าวของเทวดา ในขณะที่พระนางได้เปิดตัวเองทั้งหมดให้แก่แผนการณ์ของพระบิดาเจ้า พระนางก็ได้ต้อนรับและได้ทำให้การรับเอากายของพระบุตรพระเจ้านั้นเป็นไปได้ ในฐานะศิษย์คนแรกของพระเยซูเจ้าพร้อมกับการปรากฎตัวอย่างสุขุมรอบคอบของพระนาง พระนางได้ติดตามพระเยซูเจ้าไปตลอดทางสู่เขากัลวารีโอ และยังได้สนับสนุนส่งเสริมความหวังให้แก่บรรดาอัครสาวกในขณะที่พวกเขากำลังรอคอยการกลับคืนชีพของพระเยซูและการเสด็จมาขององค์พระจิตเจ้า ในชีวิตของพระศาสนจักรเองพระนางก็ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้นำหน้าการเสด็จมาของพระเป็นเจ้าอย่างลับ ๆ ดังนั้นพ่อจึงขอมอบถวายการเตรียมการสำหรับวันชุมนุมเยาวชนโลกครั้งที่ 15 นี้ ไว้กับพระนางมารีย์ ผู้ซึ่งได้      ปฎิบัติภารกิจของพระนางในฐานะที่เป็นมารดาของพระศาสนจักรและของคริสตชนแต่ละคนโดยไม่มีขาดช่วง ขอพระนางมารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งได้สอนพวกเธอ บรรดาเยาวชนที่รัก ให้รู้จักที่จะไตร่ตรองแสวงหาน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้าสวรรค์ในชีวิตของเธอ ขอพระนางนำมาซึ่งพลังความเข้มแข็งและปรีชาญาณให้แก่พวกเธอ เพื่อที่จะเสวนากับพระเจ้าและเสวนาเกี่ยวกับพระองค์ โดยอาศัยตัวอย่างของพระนางขอพระนางประทานกำลังใจให้กับพวกเธอ เพื่อพวกเธอจะได้เป็นผู้ประกาศความหวัง ความรัก และสันติภาพในสหัสวรรษใหม่นี้

    ในขณะที่พ่อกำลังเฝ้ารอคอยที่จะพบกับพวกเธอมากมายในกรุงโรมปีหน้านี้ “พ่อ(ข้าพเจ้า)ขอฝากฝังเธอไว้กับองค์พระเป็นเจ้า และกับพระวาจาแห่งพระหรรษทานของพระองค์ ซึ่งสามารถกระทำให้เธอเจริญขึ้น และจะประทานมรดกของเธอท่ามกลางผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้กับเธอ” (กิจการ 20:32) พ่อขออวยพรพวกเธอทุกคน รวมทั้งครอบครัวและผู้ที่เป็นที่รักของพวกเธอทุกคน ด้วยความยินดีและด้วยความรักใคร่เป็นอย่างยิ่ง

จากสำนักวาติกัน วันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1999 โอกาสสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล