Resources

สาสน์พระสันตะปาปาถึงเยาวชน
ปี 2011 ที่มาดริด (สเปน)

โดย เพื่อนคู่คริสต์ | 3 นาที

“จงหยั่งรากลึกลงในพระองค์ และเสริมสร้างขึ้นในพระองค์
จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง” (คส. 2: 7)

มิตรสหายที่รัก

ความคิดของพ่อบ่อยครั้งหวนคืนไปยังวันเยาวชนโลกที่นครซิดนีย์เมื่อปี ค.ศ. 2008  ณ ที่นั้นเราได้มีประสบการณ์แห่งการเฉลิมฉลองความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งพระจิตเจ้าได้ทรงกระทำงานอย่างแข็งขันด้วยการสร้างสายสัมพันธ์ความเป็นหนึ่งเดียวที่ล้ำลึก ท่ามกลางเยาวชนผู้ที่มาร่วมชุมนุมกันจากทั่ว    ทุกมุมโลก  ในการชุมนุมครั้งนั้นเป็นเช่นครั้งก่อน ๆ ซึ่งได้ก่อผลอย่างอุดมในชีวิตเยาวชนและชีวิตของ     พระศาสนจักรทั้งหมดเป็นอันมาก  บัดนี้เรากำลังตั้งใจรอคอยวันเยาวชนโลกครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้น ณ กรุงมาดริดในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011  ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1989 หลายเดือนก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะถูกทำลายลงเป็นประวัติศาสตร์ กลุ่มเยาวชนผู้จาริกแสวงบุญนี้ได้แวะที่นครซันเตียโก เด กอมปอสเตลา ประเทศสเปน  มาบัดนี้ ณ เวลาที่ยุโรปมีความจำเป็นยิ่งที่จะต้องค้นหารากเหง้าแห่งความเป็นคริสตชนของตนอีกครั้ง การชุมนุมของเราจะจัดขึ้นที่กรุงมาดริดโดยใช้หัวข้อการชุมนุมว่า “จงหยั่งรากลึกลงในพระองค์และเสริมสร้างขึ้นในพระองค์ จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง  (คส. 2: 7)  พ่อขอสนับสนุนให้ลูกมีส่วนร่วมในงานชุมนุมครั้งนี้ ซึ่งมีความสำคัญมากทั้งสำหรับพระศาสนจักรในยุโรปและพระศาสน-จักรสากล พ่อปรารถนาให้เยาวชนคนหนุ่มสาวทุกคน ทั้งผู้ที่มีความเชื่อเดียวกันกับเราในองค์พระเยซู คริสตเจ้า รวมทั้งผู้ที่ยังลังเลสงสัย หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อในพระองค์ จงได้มีส่วนร่วมในประสบการณ์ครั้งนี้ ซึ่งสามารถเป็นเครื่องชี้นำชีวิตครั้งสำคัญของพวกเขา นี่เป็นประสบการณ์ที่จะได้สัมผัสพระเยซูพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพและยังดำรงชีวิตอยู่เป็นประสบการณ์แห่งความรักของพระองค์ที่มีต่อเราแต่ละคน 

1.  ณ แหล่งบันดาลความใฝ่ฝันสูงสุด 

ในประวัติศาสตร์ทุกกาลสมัยรวมทั้งยุคของเราด้วย เยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนมากต่างมีความปรารถนาอย่างมากที่จะมีความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ที่ประกอบด้วยความจริงและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  หลาย ๆ คนปรารถนาที่จะสร้างมิตรภาพที่แท้จริง ต้องการรู้จักความรักที่ถ่องแท้  ต้องการเริ่มชีวิตครอบครัวที่เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างยั่งยืนถาวร ต้องการที่จะประสบกับความสมหวังและความมั่นคงอย่างแท้จริงในชีวิต ทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนแล้วแต่จะเป็นหลักประกันถึงอนาคตที่มีความสงบสุข เมื่อหวนกลับไปนึกถึงวัยเยาว์ของพ่อเอง พ่อทราบดีว่าความมั่นคงยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความคิดของเยาวชนส่วนใหญ่ จริงอยู่การมีงานทำเป็นเรื่องสำคัญซึ่งทำให้เรายืนได้อย่างมั่นคง แต่ในช่วงเวลาของวัยหนุ่มสาวนั้นยังเป็นเวลาที่เราแสวงหาการดำเนินชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อพ่อหวนคิดถึงเวลานั้น พ่อจำได้ดีว่าเราไม่พอใจที่จะมีชีวิตเพียงแบบชนชั้นกลาง เราต้องการอะไรที่ยิ่งใหญ่อะไรที่ใหม่ เราต้องการที่จะค้นให้พบชีวิตเลยทีเดียวทั้งในความยิ่งใหญ่และความสง่างามของมัน เป็นธรรมดาที่เหตุผลส่วนหนึ่งของความคิดเช่นนั้นเป็นเพราะยุคสมัยที่เราอาศัยอยู่ในขณะนั้น  ในยุคเผด็จการนาซีและสงคราม อาจกล่าวได้ว่าเราถูกทำให้ “จนมุม” โดยโครงสร้างอำนาจเผด็จการ เพราะฉะนั้นเราจึงอยากหนีออกไปสู่ที่โล่งแจ้ง เพื่อที่จะได้มีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์พึงอาจมีได้   พ่อคิดว่าแรงกระตุ้นที่จะดิ้นให้หลุดพ้นจากชีวิตธรรมดานั้นมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ส่วนหนึ่งของความเป็นหนุ่มสาวก็คือความปรารถนาสิ่งที่มากกว่าการดำเนินชีวิตแบบปกติประจำวันและการงานที่มั่นคง การโหยหาอะไรบางอย่างที่มีความยิ่งใหญ่กว่า  นี่เป็นเพียงความฝันที่ว่างเปล่าแล้วจางหายไปเมื่อเรามีอายุมากขึ้นหรือไม่เด็ดขาด  มนุษย์ชายหญิงถูกสร้างขึ้นเพื่อความยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นนิรันดร์ ไม่มีอะไรอื่นเลยที่จะเพียงพอ นักบุญออกุสตินกล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า “ดวงใจของเราจะไม่มีวันหยุดนิ่งจนกว่าจะได้พบที่พักพิงในพระองค์” การที่เราปรารถนาชีวิตที่มีความหมาย เป็นเครื่องหมายที่ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสร้างเรามา และเราได้รับพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ พระเจ้าคือชีวิต และนี่คือเหตุผลที่สิ่งสร้างทั้งหลายต่างมุ่งแสวงหาชีวิต  เพราะมนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้า เราจึงแสวงหาด้วยหนทางที่พิเศษและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เราต่างแสวงหาความรัก ความชื่นชมยินดีและสันติ  เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลที่จะคิดว่าเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างแท้จริง หากปราศจากพระเจ้า พระเจ้าเป็น   บ่อเกิดของชีวิต  การดำเนินชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า จึงเท่ากับเป็นการแยกตัวเราออกจากบ่อเกิดของชีวิต ซึ่งจะมีผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ การขจัดความสำเร็จและความชื่นชมยินดีออกไปจากชีวิตของเรานั่นเอง “ปราศจากซึ่งพระผู้สร้างสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ก็จะอันตรธารไปสู่ความว่างเปล่า” (สมณสาส์น Gaudium et Spes ข้อ 36 จากสังคายนาวาติกัน 2)  ในบางภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบตะวันตก วัฒนธรรมของทุกวันนี้ดำเนินไปโดยปราศจากพระเจ้าและถือว่าความเชื่อเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งไม่มีความสัมพันธ์อะไรต่อชีวิตและสังคม  แม้คุณค่าต่าง ๆ ที่คอยกำกับสังคมจะมาจากพระวรสารก็ตาม เช่นเรื่องศักดิ์ศรีของบุคคล  ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เรื่องการงานหรือเรื่องครอบครัว เราจะเห็นว่ามีปรากฏการณ์  “การบดบังรัศมีพระเจ้า” เกิดขึ้น หรือการหลงลืมพระเจ้า ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เป็นการปฏิเสธคริสตศาสนาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นการปฏิเสธไม่ยอมรับขุมทรัพย์แห่งความเชื่อ  ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความเป็นอัตลักษณ์อันล้ำลึกของเรา

มิตรสหายที่รัก  ด้วยเหตุนี้ พ่อขอให้พวกลูกเข้มแข็งในความเชื่อในพระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา  พวกลูกเป็นอนาคตของสังคมและของพระศาสนจักร  ดังที่นักบุญเปาโลอัครสาวกได้เขียนไว้ในจดหมายถึงชาวโคโลสีว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีรากเหง้าซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคง  เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับทุกวันนี้ คนเป็นจำนวนมากไม่มีจุดอ้างอิงที่เป็นฐานมั่นคงในการเสริมสร้างชีวิต  ดังนั้นพวกเขาจึงลงเอยด้วยความไม่แน่นอน ไม่มั่นคงในชีวิต  มีความคิดในเชิงคล้อยตามแบบลัทธิอนุโลมนิยม เพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าทุกอย่างดีเท่าเทียมกันหมด ถือว่าความจริงและจุดอ้างอิงสูงสุดนั้นไม่มีตัวตน  แต่ว่าความคิดเช่นนี้มิได้นำมนุษย์ไปสู่การมีเสรีภาพที่แท้จริง  กลับจะนำไปสู่ความไม่มั่นคง ความสับสน และการเดินตามกระแสสังคมไปอย่างมืดบอด  ในฐานะที่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาว พวกลูกมีสิทธิ์ที่จะได้รับจุดอ้างอิงที่เป็นจริงและมั่นคงจากชนรุ่นก่อน เพื่อที่จะช่วยลูกในการตัดสินใจและสร้างชีวิตบนฐานที่มั่นคง เหมือนกันกับต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ที่ต้องการปัจจัยในการช่วยเหลือจนกระทั่งมันสามารถหยั่งรากลึกลงไป กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง และสามารถที่จะเกิดดอกออกผลได้

2.  หยั่งรากลึกลงและเสริมสร้างขึ้นในพระเยซูคริสตเจ้า

เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความเชื่อในชีวิตคริสตชน  พ่อขอไตร่ตรองพร้อมกับพวกลูกถึงถ้อยคำที่ท่านนักบุญเปาโลใช้ในประโยค  “จงหยั่งรากลึกลงในพระองค์และเสริมสร้างขึ้นในพระองค์ จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง (คส. 2: 7) เราอาจจำแนกภาพได้ 3 ภาพด้วยกัน  ภาพที่ 1 คือ“หยั่งรากลึกลง” ทำให้เราคิดถึงต้นไม้และรากที่หล่อเลี้ยงลำต้น   ภาพที่ 2 คือ “เสริมสร้างขึ้น” อ้างอิงถึงการสร้างบ้าน   ภาพที่ 3 คือ “อย่างมั่นคง” แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตทางกายภาพหรือความเข้มแข็งในด้านคุณธรรม  ภาพทั้งสามนี้มีความชัดเจนและจับใจมาก  ก่อนที่จะออกความคิดเห็นเกี่ยวกับสามคำนี้     พ่อใคร่ชี้ให้เห็นว่า ในเชิงไวยากรณ์สามคำนี้ตามต้นฉบับเดิมเขียนไว้เป็นประโยคกรรมวาจก มีความหมายว่าพระคริสตเจ้าเองทรงเป็นผู้ริเริ่มทำการปลูก ทำให้เจริญเติบโต  และทำให้คริสตชนมีความเข้มแข็งมั่นคง

ภาพแรกคือภาพต้นไม้ที่เจริญเติบโตอย่างมั่นคงอาศัยรากของมันที่ทำหน้าที่ค้ำจุน และดูดซึมอาหารมาบำรุงหล่อเลี้ยงลำต้น  หากต้นไม้ไม่มีรากเมื่อถูกลมพัดมาต้นไม้ก็จะล้มและตายไปในที่สุด  แล้วรากของเรานั้น คืออะไร  โดยธรรมชาติก็คือพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และขนบธรรมเนียมประเพณีของบ้านเมืองของเรา ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญแห่งอัตลักษณ์ส่วนตัวของเรา  แต่ในพระคัมภีร์เผยให้เห็นองค์ประกอบมากไปกว่านั้นอีก   ประกาศกเยเรมีห์บันทึกไว้ว่า  “เป็นบุญลาภแก่ผู้ที่วางใจในพระเจ้า และความมั่นใจของเขาคือพระเจ้า  พวกเขาจะเป็นดุจต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ หยั่งรากลึกและหล่อเลี้ยงด้วยสายน้ำ  มันจะไม่เกรงกลัวเมื่อความร้อนแผ่มา ใบของมันจะเขียวชอุ่ม ในปีที่เกิดแล้งมันก็ไม่กังวลและไม่เลิกที่จะบังเกิดผล” (ยรม. 17: 7-8)  สำหรับตัวท่านประกาศกแล้วการหยั่งรากลึกหมายถึงการวางใจในพระเจ้า  เราได้รับชีวิตมาจากพระองค์  ปราศจากพระองค์แล้วเราไม่อาจที่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างแท้จริง  “พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดรแก่เรา และชีวิตนี้อยู่ในพระบุตรของพระองค์” (1 ยน. 5: 11)  พระเยซูพระองค์เองทรงบอกเราว่าพระองค์คือชีวิตของเรา (เทียบ ยน. 14: 6)  ผลที่ตามมาก็คือ ความเชื่อของคริสตชนไม่ใช่เป็นเรื่องของการเชื่อว่าสิ่งต่างๆเป็นความจริง แต่ที่สำคัญและเหนือสิ่งใดก็คือการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซูคริสตเจ้า  มันเป็นการสัมผัสกับพระบุตรของพระเจ้าที่ให้พลังใหม่สำหรับการมีชีวิตและความเป็นอยู่ทั้งหมดของเรา  เมื่อเรามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ พระคริสต-เจ้าก็จะทรงเผยอัตลักษณ์ที่แท้จริงของเรา และในมิตรภาพที่เรามีกับพระองค์นั้นชีวิตของเราก็จะค่อยๆเจริญเติบโตสู่ความสำเร็จบริบูรณ์  วัยหนุ่มสาวเป็นช่วงที่เราแต่ละคนมักจะคิดสงสัยไปว่า ชีวิตของฉันมีความหมายอะไร  ฉันจะตั้งเป้าหมายและทิศทางของชีวิตอย่างไร  นี่เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่ง และมันก็อาจรบกวนใจเราบ้างในช่วงขณะหนึ่ง  เราเริ่มกังวลว่าเราควรจะทำงานอะไรดี จะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นแบบไหน  ควรจะมีมิตรแบบใด…  ตรงนี้พ่อก็หวนคิดถึงวัยหนุ่มของพ่อเองอีกครั้ง  พ่อค่อนข้างที่จะตระหนักดีตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่าพระเจ้าต้องการให้ข้าพเจ้าเป็นพระสงฆ์  ต่อมาภายหลังเมื่อสงครามสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อพ่ออยู่ในสามเณราลัย และเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อจะไปสู่เส้นทางที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น  พ่อต้องทบทวนเพื่อให้เกิดความมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง  พ่อต้องถามตัวเองว่า นี่เป็นเส้นทางชีวิตที่พ่อถูกกำหนดให้เดินหรือ  นี่เป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าสำหรับตัวพ่อจริงหรือ  พ่อจะสามารถสัตย์ซื่อและรับใช้พระองค์ไปจนตลอดชีวิตหรือ  การตัดสินใจเช่นนี้เรียกร้องให้เกิดการต่อสู้ขึ้นภายใน  มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้  และแล้วพ่อก็เกิดความมั่นใจว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  ใช่เลย.. พระเจ้าต้องการพ่อแล้วพระองค์จะทรงประทานพละกำลังให้แก่พ่อ  หากพ่อคอยสดับฟังพระองค์และเดินไปกับพระองค์  พ่อก็จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของพ่อเอง  สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การทำให้ความปรารถนาของพ่อสำเร็จไป แต่อยู่ที่การทำตามน้ำพระทัยของพระองค์  อาศัยวิธีนี้ชีวิตจึงจะเป็นชีวิตที่แท้จริง

เฉกเช่นรากทำให้ต้นไม้ยึดมั่นอยู่กับดิน เสาเข็มของบ้านก็ทำให้บ้านนั้นมีความมั่นคงถาวรเช่นเดียวกัน  โดยอาศัยความเชื่อเราถูกเสริมสร้างขึ้นในองค์พระเยซูคริสตเจ้า (เทียบ คส. 2: 7)  ดุจบ้านที่สร้างขึ้นบนรากฐานที่มีเสาเข็ม  ในประวัติศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์มีตัวอย่างของนักบุญมากมายที่สร้างชีวิตตนในพระวาจาของพระเจ้า  คนแรกได้แก่อับราฮัมผู้เป็นบิดาของเราในความเชื่อ ท่านได้นบนอบต่อพระเจ้าเมื่อถูกขอร้องให้ทิ้งบ้านเกิดและให้ออกเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน     “อับราฮัมเชื่อพระเจ้าและท่านได้รับสมญานามว่าเป็นผู้ชอบธรรม เขาจึงได้รับฉายาว่าเป็นมิตรสหายของพระเจ้า” (ยก 2:23)  การเสริมสร้างขึ้นในพระเยซูคริสตเจ้าหมายความว่า เขาผู้นั้นตอบสนองต่อการเรียกของพระเจ้า วางใจในพระองค์ และนำเอาพระวาจาของพระองค์มาปฏิบัติ  พระเยซูเจ้าเองทรงตำหนิศิษย์ของพระองค์ว่า “ทำไมท่านจึงเรียกเราว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า’ และไม่ปฏิบัติตามที่เราบอกเล่า” (ลก. 6: 46)  พระองค์ทรงสอนต่อไปโดยใช้ภาพของการสร้างบ้าน “ทุกคนที่มาหาเราย่อมฟังคำของเราและนำไปปฏิบัติ เราจะชี้ให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า เขาเปรียบเสมือนผู้ใด  เขาเปรียบเสมือนคนที่สร้างบ้าน  เขาขุดหลุม ขุดลงไปลึกและวางรากฐานไว้บนหิน  เมื่อเกิดน้ำท่วมน้ำในแม่น้ำไหลมาปะทะบ้านหลังนั้น แต่ทำให้บ้านนั้นสั่นคลอนไม่ได้ เพราะบ้านนั้นสร้างไว้อย่างดี” (ลก 6: 47-48)   

มิตรสหายที่รัก  จงสร้างบ้านของลูกบนหินเหมือนผู้ที่ “ขุดหลุมลึก” พยายามที่จะเจริญรอยตามพระวาจาของพระคริสตเจ้าทุกวัน  จงสดับฟังพระองค์ในฐานะที่เป็นมิตรแท้จริง ผู้ที่ลูกสามารถที่จะร่วมเดินทางชีวิตไปด้วยได้  เมื่อมีพระองค์อยู่เคียงข้างลูกจะมีความกล้าและมีกำลังใจที่จะเผชิญหน้ากับความยากลำบากและปัญหาต่างๆ ลูกจะเอาชนะได้แม้กระทั่งความผิดหวังและความพ่ายแพ้ต่างๆ  ในบางครั้งลูกอาจจะได้รับข้อเสนอทางเลือกอื่นที่ทำได้ง่ายๆอยู่เสมอ  แต่ลูกเองก็ทราบดีว่า สิ่งพวกนั้นในที่สุดแล้วคือสิ่งหลอกลวงไม่สามารถที่จะนำความสงบและความชื่นชมยินดีมาสู่ลูกได้  มีเพียงพระวาจาของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถแสดงหนทางที่ถูกต้องถ่องแท้ให้ลูกได้  และมีแต่ความเชื่อที่ลูกได้รับเท่านั้นที่จะเป็นแสงสว่างคอยชี้นำทางของลูก  แต่จงชื่นชมและกตัญญูสำหรับของขวัญฝ่ายจิตที่ลูกได้รับมาจากครอบครัวของลูก จงพยายามที่จะตอบสนองด้วยความรับผิดชอบต่อกระแสเรียกของพระเจ้า และจงเพิ่มพูนความเชื่อของลูก  อย่าไปหลงเชื่อคนที่บอกลูกว่า ลูกไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วยเสริมสร้างชีวิตของลูก  จงแสวงหาความช่วยเหลือในความเชื่อจากคนที่มีความเชื่อในพระศาสนจักรและเป็นคนที่ลูกรัก  แล้วขอบพระคุณพระเจ้าที่ลูกได้รับความเชื่อนี้มาและได้ทำให้ความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อของตนเอง

3.  มั่นคงในความเชื่อ

ลูก “จงหยั่งรากลึกลงในองค์พระเยซูคริสตเจ้าและเสริมสร้างขึ้นในพระองค์ จงมีความเชื่ออย่างมั่นคง” (เทียบ คส. 2: 7)  จดหมายที่อ้างถึงข้อความตอนนี้เขียนโดยนักบุญเปาโลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการพิเศษของบรรดาคริสตชนที่อยู่ในเมืองโคโลสี  ชุมชนดังกล่าวโดนคุกคามจากอิทธิพลของวัฒนธรรมบางอย่างที่กำลังทำให้บรรดาสัตบุรุษเหินห่างไปจากพระวรสาร  เยาวชนที่รัก  ในบริบทวัฒนธรรมของเราเองในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน  มันไม่ต่างอะไรกันกับสมัยชาวโคโลสีโบราณนัก  เพราะกำลังมีกระแสรุนแรงของโลกียวิสัยที่มุ่งแต่จะผลักให้พระเจ้าออกไปจากชีวิตของประชาชนและของสังคมโดยการเสนอและพยายามสร้าง “สวรรค์” ที่ปราศจากพระองค์  แต่ประสบการณ์สอนเราว่าโลกที่ไม่มีพระเจ้านั้นจะกลายเป็น “นรก” ที่เต็มไปด้วยการเห็นแก่ตัว ครอบครัวที่แตกแยก  ความเกลียดชังระหว่างปัจเจกชนและนานาชาติ ขาดความรัก ขาดความชื่นชมยินดี และขาดความหวังไปอย่างมาก ในทางตรงกันข้าม หากปัญเจกชนและนานาชาติยอมรับว่าพระเจ้าประทับอยู่จริง ยอมนมัสการพระองค์ในความจริง และสดับฟังพระวาจาของพระองค์  เมื่อนั้นวัฒนธรรมแห่งความรักก็จะถูกสร้างขึ้น เป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนให้ความเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน  มนุษย์มีความสัมพันธ์กันมากขึ้น อันจะก่อให้เกิดคุณประโยชน์มากมาย  กระนั้นก็ดีคริสตชนบางคนยอมถูกล่อลวงโดยโลกียวิสัยนิยม หรือถูกดึงดูดโดยกระแสลัทธิใหม่ๆที่ดึงพวกเขาออกไปจากความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้า  ในขณะที่บางคนไม่ยอมแพ้กับถูกการล่อลวงดังกล่าว แต่ทว่ากลับเฉยเมยต่อความเชื่อของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดจะก่อให้เกิดผลร้ายต่อชีวิตฝ่ายจริยธรรมของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อัครสาวกเปาโลได้กล่าวถึง อำนาจแห่งการสิ้นพระชนม์และการเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพของพระคริสตเจ้ากับบรรดาคริสตชนเหล่านั้น ที่ได้รับอิทธพลจากความคิดที่ผิดแปลกออกไปจากพระวรสาร รหัสธรรมนี้คือรากฐานแห่งชีวิตของเราและเป็นศูนย์กลางของความเชื่อคริสตชน  ปรัชญาต่างๆที่ไม่ยอมรับความจริงนี้และถือว่ามันเป็นเรื่อง “โง่เขลา” (1 คร. 1: 23)  เผยให้เห็นถึงความจำกัดของพวกเขาที่เกี่ยวกับคำถามอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ในดวงใจมนุษย์  ในฐานะผู้สืบตำแหน่งจากนักบุญเปโตรอัครสาวก พ่อใคร่ที่จะยืนยันความเชื่อให้แก่พวกลูก (เทียบ ลก. 22: 32)  เรามีความเชื่อมั่นว่า พระเยซูคริสตเจ้าทรงมอบพระองค์เองบนไม้กางเขนเพื่อที่จะทรงประทานความรักของพระองค์ให้แก่เรา  ในพระมหาทรมานของพระองค์ พระองค์ทรงแบกรับความทุกข์ของเรา ทรงยอมแบกรับความบาปของเรา  รับการอภัยสำหรับเรา และทรงทำให้เรากลับคืนดีกับพระบิดาเจ้า และทรงเปิดประตูสวรรค์ให้เราได้รับชีวิตนิรันดร  ดังนั้นเราจึงได้รับความเป็นไทจากสิ่งที่จองจำชีวิตของเรา ซึ่งได้แก่การเป็นทาสของบาป  เราสามารถที่จะรักทุกคนได้แม้แต่ศัตรู   และเราสามารถที่จะมีส่วนร่วมในความรักนี้กับผู้ที่ยากไร้ที่สุดในบรรดาพี่น้องชายหญิงของเรารวมถึงทุกคนที่ตกอยู่ในความยากลำบาก

มิตรสหายที่รัก  บ่อยครั้งไม้กางเขนทำให้เรากลัว   เพราะมันดูเหมือนว่าเป็นการปฏิเสธชีวิต   แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับตรงกันข้ามไม้กางเขนเป็นการ “ตอบรับ” ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ เป็นการแสดงออกซึ่งความรักสูงสุดของพระองค์และเป็นต้นกำเนิดของชีวิตนิรันดรที่หลั่งไหลออกมา  อันที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่เกิดจากดวงหทัยของพระเยซูเจ้าเองซึ่งถูกแทงบนไม้กางเขน ที่ชีวิตของพระเจ้าหลั่งไหลออกมาจนเข้าถึงทุกคนที่ทอดสายตาขึ้นสู่พระผู้ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน  พ่อจึงได้แต่ขอร้องพวกลูกให้สวมกอดไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าไว้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระเจ้า ให้เป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตใหม่  นอกเหนือไปจากพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงเสด็จฟื้นคืนชีพจากความตายแล้ว ไม่มีหนทางแห่งความรอดอย่างอื่นเลย  มีแต่พระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้โลกนี้เป็นอิสระจากความชั่วและนำพระอาณาจักรแห่งความยุติธรรม สันติ และความรักที่เราทุกคนแสวงหานั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมาได้

4.  เชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าโดยที่ไม่เคยเห็นพระองค์

ในพระวรสารเราจะพบเรื่องราวประสบการณ์ความเชื่อของอัครสาวกโธมัสตอนที่เขายอมรับรหัสธรรมแห่งไม้กางเขนและการฟื้นคืนชีพของพระคริสตเจ้า     นักบุญโธมัสเป็นหนึ่งในอัครสาวกจำนวน 12 คน   เขาเป็นคนที่คอยติดตามพระเยซูเจ้า และได้เห็นซึ่งการเยียวยารักษาและการอัศจรรย์ต่าง ๆ ของพระองค์ด้วยตาของท่านเอง   ท่านฟังพระวาจาของพระองค์และตกใจกลัวเมื่อพระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์  วันปัสกาตอนค่ำเมื่อพระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์มาหาบรรดาอัครสาวก  ในขณะนั้นนักบุญโธมัสไม่อยู่  เมื่อท่านได้รับการบอกกล่าวว่าพระเยซูเจ้ายังทรงมีชีวิตอยู่และได้ปรากฏมาให้พวกเขาเห็น  นักบุญโธมัสกล่าวว่า “ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ และไม่ได้เอานิ้วแยงเข้าไปที่รอยตะปู และไม่ได้เอามือคลำที่ด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อเป็นอันขาด” (ยน. 20: 25)

เช่นเดียวกันเราก็ต้องการจะเห็นพระเยซูเจ้า  ต้องการจะพูดกับพระองค์ และต้องการจะรู้สึกว่าพระองค์ทรงประทับอยู่กับเราอย่างแท้จริง  สำหรับหลายคนในทุกวันนี้เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะเข้าหาพระเยซูเจ้า ในแวดวงต่าง ๆ ภาพพจน์พระเยซูเจ้านั้นมีหลายรูปแบบ โดยอ้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ได้ทำให้ความยิ่งใหญ่หรือความเป็นเอกลักษณ์จำเพาะเจาะจงของพระองค์เสียหายไป ดังนั้น ด้วยเหตุนี้หลังจากที่ได้ศึกษาไตร่ตรองเป็นเวลาหลายปี จึงเป็นเหตุทำให้พ่อคิดที่จะแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวของพ่อกับพระเยซูเจ้าด้วยการเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง  มันเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้อื่นได้เห็น ได้ยินและได้สัมผัสพระเยซู ซึ่งในพระองค์นั้น พระเจ้าทรงเสด็จมาหาเรา เพื่อที่จะให้พระองค์ได้เป็นที่รู้จักแก่เรา  ตอนที่พระเยซูทรงประจักษ์มาหาบรรดาอัครสาวกอีกครั้งหนึ่งประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากครั้งแรก  พระองค์ทรงตรัสกับนักบุญโธมัสว่า “จงเอานิ้วมาที่นี่และดูมือของเราเถิด จงเอามือมาที่นี่ คลำที่สีข้างของเรา อย่าสงสัยอีกต่อไป แต่จงเชื่อเถิด” (ยน. 20: 27)  พวกลูกเองก็เช่นเดียวกันสามารถที่จะสัมผัสกับพระเยซูได้ หรืออาจพูดด้วยก็ได้ว่า สามารถที่จะเอามือของเราไปสัมผัสกับเครื่องหมายแห่งพระมหาทรมานของพระองค์   ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของพระองค์  ในศีลศักดิ์สิทธิ์พระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดกับเราเป็นพิเศษและทรงมอบพระองค์เองแก่เรา  เยาวชนที่รัก  จงเรียนรู้ที่จะ “เห็น” และที่จะ “พบ” พระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท ณ ที่ซึ่งพระองค์ทรงประทับอยู่อย่างใกล้ชิดกับเรา และยังเป็นอาหารสำหรับการเดินทางของเรา ในศีลอภัยบาปพระองค์ทรงเผยให้เราเห็นถึงพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงให้อภัยเราเสมอ  จงทำความรู้จักและรับใช้พระเยซูเจ้าในคนยากจน คนป่วย และในบรรดาพี่น้องชายหญิงที่อยู่ในความยากลำบากและต้องการความช่วยเหลือจากเรา

จงเข้าสู่การสนทนาเป็นการส่วนตัวกับพระเยซูคริสตเจ้าและกระทำไปด้วยความเชื่อ พยายามทำความรู้จักพระองค์ให้มากขึ้นด้วยการอ่านพระวรสารและคำสอนของพระศาสนจักร  จงสนทนากับพระองค์ในการสวดภาวนา แล้วจงวางใจในพระองค์  พระองค์จะไม่มีวันทรยศความไว้วางใจของลูกอย่างเด็ดขาด  “ความเชื่อเหนือสิ่งใดเป็นการยึดมั่นส่วนตัวของมนุษย์ต่อพระเจ้า ในขณะเดียวกันและที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ก็คือ เป็นการยอมรับด้วยความสมัครใจในความจริง ทุกอย่างที่พระเจ้าทรงไขแสดง” (คำสอนของพระศาสนจักร ข้อ 150)  ด้วยการทำเช่นนี้พวกลูกจะบรรลุถึงการเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะและมีความเชื่อที่เข้มแข็ง  เป็นความเชื่อที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความรู้สึกทางศาสนา หรือบนคำสอนแบบเลือนรางที่เรียนมาตั้งแต่สมัยเด็ก  ลูกจะได้รู้จักกับพระเจ้า จะดำเนินชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์อย่างแท้จริง เฉกเช่นนักบุญโธมัสอัครสาวก ผู้ซึ่งแสดงความเชื่อมั่นของตนในพระเยซูด้วยการกล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าและพระเจ้าของข้าพเจ้า”

5.  จงดำรงอยู่ในความเชื่อของพระศาสนจักรเพื่อที่จะเป็นประจักษ์พยาน 

พระเยซูทรงตรัสกับนักบุญโธมัสว่า “ท่านเชื่อเพราะได้เห็นเรา  ผู้ที่เชื่อแม้ไม่เห็นก็เป็นสุข”  (ยน. 20: 29)  พระองค์กำลังคิดถึงหนทางที่พระศาสนจักรจะต้องดำเนินไป คือต้องมีฐานอยู่ในความเชื่อแห่งการเป็นประจักษ์พยานที่เห็นเองมากับตา  ซึ่งหมายถึงบรรดาอัครสาวก  ดังนั้นเราจึงทราบว่าความเชื่อส่วนตัวของเราในองค์พระเยซูคริสต์ที่เกิดขึ้น โดยอาศัยการสนทนากับพระองค์นั้นถูกเชื่อมติดไว้กับความเชื่อของพระศาสนจักร  เรามิได้มีความเชื่อในฐานะปัจเจกชน แต่โดยอาศัยศีลล้างบาปเราเป็นสมาชิกของครอบครัวใหญ่นี้ และนั่นคือความเชื่อของพระศาสนจักรที่เสริมพลังให้กับความเชื่อส่วนตัวของเรา   บทแสดงความเชื่อที่เราสวดในมิสซาวันอาทิตย์ช่วยเราให้หลุดพ้นจากอันตรายไม่ให้เชื่อในพระเจ้าอื่นนอกจากพระเจ้าที่ได้รับการเผยโดยพระคริสตเจ้า “ผู้มีความเชื่อแต่ละคนจึงเป็นข้อต่อในสายโซ่อันยิ่งใหญ่ของผู้ที่มีความเชื่อทั้งหลาย  ข้าพเจ้าไม่อาจมีความเชื่อโดยที่ไม่ได้รับการอุ้มชูจากความเชื่อของผู้อื่น และโดยอาศัยความเชื่อของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ช่วยสนับสนุนผู้อื่นในความเชื่อเดียวกันด้วย”  (คำสอนของพระศาสนจักร ข้อ 166)  ขอให้เราได้โมทนาคุณพระเจ้าเสมอสำหรับพระพรแห่งพระศาสนจักร  เหตุว่าพระศาสนจักรช่วยเราให้เดินก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงในความเชื่อซึ่งประทานชีวิตที่แท้จริงให้กับเรา (เทียบ ยน. 20: 31)  

ในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรบรรดานักบุญและมรณสักขีต่างได้รับพละกำลังจากไม้กางเขนอันรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้าเสมอ ในการเป็นผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าแม้จะถึงขั้นที่ต้องอุทิศชีวิตของตนเอง พวกเขาได้พบกับพลังในความเชื่อที่จะเอาชนะความอ่อนแอต่าง ๆ ของตน และเอาชนะกับอุปสรรค          ทุกชนิด นักบุญยอห์นกล่าวไว้ว่า “ใครเล่าชนะโลกได้ถ้ามิใช่ผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเจ้าเป็นพระบุตรของ         พระเจ้า” (1 ยน. 5: 5)  ชัยชนะที่เกิดจากความเชื่อนั้นคือความรัก  เคยมีและยังคงมีคริสตชนจำนวนมากที่ดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานแห่งอำนาจของความเชื่อที่แสดงออกมา โดยทางเมตตากิจ           พวกเขามีทั้งผู้สร้างสันติ  ผู้ส่งเสริมสนับสนุนความยุติธรรม และคนที่พยายามทำโลกให้น่าอยู่กว่าเดิม ทำโลกให้เป็นโลกตามแผนการของพระเจ้า  อาศัยภูมิปัญญาและความเป็นมืออาชีพพวกเขาปวารณาตนเองในหลาย ๆ แวดวงชีวิตของสังคมที่จะสร้างคุณประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับมนุษย์ทุกคน  ความรักความเมตตาที่เกิดจากความเชื่อทำให้พวกเขากลายเป็นประจักษ์พยานที่มองเห็นได้ด้วยตาโดยทั้งการกระทำและคำพูดของพวกเขา  พระคริสตเจ้ามิได้เป็นขุมทรัพย์ที่มีไว้เพื่อพวกเราเท่านั้น พระองค์เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดที่เรามี เป็นสมบัติที่มีไว้เพื่อแบ่งปันกับผู้อื่น ในยุคโลกาภิวัตน์ของเรา จงเป็นพยานแห่งความหวังแบบคริสตชนให้ไปถึงทั่วโลก    มีคนจำนวนเท่าใดที่กำลังรอคอยความหวังนี้ เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าหลุมศพของลาซารัสผู้เป็นสหาย ผู้ที่ได้เสียชีวิตมาแล้วสี่วัน ในขณะที่พระองค์กำลังจะเรียกผู้ตายให้กลับฟื้นมีชีวิตขึ้นมาใหม่นั้น พระเยซูทรงตรัสกับมาร์ธาน้องสาวของลาซารัสว่า “ถ้าท่านมีความเชื่อ ท่านจะเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า” (ยน. 11: 40)  ในทำนองเดียวกัน หากลูกมีความเชื่อ และหากลูกสามารถเจริญชีวิตในความเชื่อและเป็นประจักษ์พยานในชีวิตประจำวัน     ลูกจะกลายเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือเยาวชนอื่นๆที่เหมือนลูก ให้ได้พบกับความหมายและความชื่นชมยินดีแห่งชีวิต ที่เกิดขึ้นจากการที่ได้สัมผัสกับพระคริสตเจ้า

6.  สู่วันเยาวชนโลกที่มาดริด

มิตรสหายที่รัก  ขอเชิญชวนพวกลูกอีกครั้งหนึ่งให้ไปร่วมวันชุมนุมเยาวชนโลกที่มาดริด  พ่อจะรอคอยพวกลูกแต่ละคนด้วยความยินดี  พระเยซูคริสตเจ้าใคร่ที่จะให้พวกลูกมีความมั่นคงในความเชื่อโดยอาศัยพระศาสนจักร  การตัดสินใจที่จะเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้าและติดตามพระองค์ไปไม่ใช่เรื่องง่าย  จะมีอุปสรรคต่างๆ เช่นความล้มเหลวส่วนตัวของเรา หรือจากอีกหลายๆเสียงที่ชี้ทางง่ายๆสะดวกสบายให้เรา  จงอย่าได้หมดกำลังใจ  ตรงกันข้าม ขอให้แสวงหาความช่วยเหลือจากชุมชนคริสตชน และความช่วยเหลือของพระศาสนจักร  ตลอดปีนี้ขอให้เตรียมตัวสำหรับการไปชุมนุมกันที่มาดริดพร้อมกับพระสังฆราช พระสงฆ์ และผู้นำเยาวชนในสังฆมณฑล ชุมชนวัด สมาคมและกลุ่มต่าง ๆ  คุณภาพของการชุมนุมของเราจะขึ้นอยู่กับการเตรียมจิตใจของเรา การสวดภาวนา การฟังพระวาจาร่วมกัน อีกทั้งการให้ความช่วยเหลือกันและกันเป็นอันดับแรก

เยาวชนคนหนุ่มสาวที่รัก  พระศาสนจักรขึ้นอยู่กับพวกลูก พระศาสนจักรต้องการความเชื่อที่มีชีวิตชีวา ความรักเมตตาที่สร้างสรรค์ และพลังแห่งความหวังของพวกลูก  การมีส่วนร่วมของลูกช่วยฟื้นฟู สร้างความสดชื่นกระฉับกระเฉง และเพิ่มพลังให้กับพระศาสนจักร  ด้วยเหตุนี้วันเยาวชนโลกจึงเป็นพระพร ไม่เพียงแต่สำหรับตัวลูกเองเท่านั้น แต่สำหรับประชากรทั้งปวงของพระเจ้าด้วย  พระศาสน-จักรในประเทศสเปนกำลังขะมักขเม้นเตรียมการต้อนรับพวกลูก เพื่อที่จะแบ่งปันประสบการณ์อันน่าชื่นชมแห่งความเชื่อกับพวกลูก   พ่อขอขอบคุณสังฆมณฑล วัด สักการสถาน คณะนักบวช สมาพันธ์ของพระศาสนจักร และกลุ่มต่างๆ รวมถึงทุกคนที่กำลังทำงานอย่างหนักในการเตรียมงานครั้งนี้  พระเจ้าจะไม่มีวันลืมที่จะอวยพรพวกเขา  ขอให้พระแม่มารีพรหมจารีย์อยู่เคียงข้างพวกลูกในการเตรียมงาน  ในสาสน์ของเทวทูตพระแม่ทรงรับพระวาจาของพระเจ้าด้วยความเชื่อ เป็นเพราะความเชื่อนั่นเองที่พระแม่ทรงยินยอมตามสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพระแม่  ด้วยการกล่าวว่า “ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์” พระแม่ได้รับพระพรแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ซึ่งทำให้พระแม่อุทิศตนเองทั้งครบแด่พระเจ้า  ขอพระแม่ช่วยวิงวอนสำหรับลูกแต่ละคน เพื่อว่าในวันเยาวชนโลก ลูกจะได้เติบโตขึ้นในความเชื่อและความรัก  ข้าพเจ้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะระลึกถึงพวกลูกในคำภาวนาดุจบิดาและขออวยพรมาแก่พวกลูกทุกคน

สำนักวาติกัน  6 สิงหาคม 2010 วันฉลองพระคริสตเจ้าทรงจำแลงพระกาย

สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16

แปลโดย ว. ประทีป
เรียบเรียงโดย คณะกรรมการคาทอลิก 
เพื่อคริสตชนฆราวาสแผนกเยาวชน